เนชั่นทีวี

ข่าว

กะเทาะ 4 จุดอ่อนคำแถลงพรรคเศรษฐกิจ ต่อกรณี “ระบอบอากง”

07 มิ.ย. 2569 | prisana_tha

กะเทาะ 4 จุดอ่อนคำแถลงพรรคเศรษฐกิจ ต่อกรณี “ระบอบอากง”

ผศ.ดร.เชษฐา เปิด 4 จุดอ่อน คำแถลงของพรรคเศรษฐกิจต่อกรณี “ระบอบอากง” โยงแทรกแซงแต่งตั้งโยกย้าย มีน้ำหนักแค่ไหน น่าเชื่อถือหรือไม่

ผศ.ดร.เชษฐา เปิด 4 จุดอ่อน คำแถลงของพรรคเศรษฐกิจต่อกรณี “ระบอบอากง” โยงแทรกแซงแต่งตั้งโยกย้าย มีน้ำหนักแค่ไหน น่าเชื่อถือหรือไม่

KEY

POINTS

 

  • นักวิเคราะห์การเมืองชี้คำแถลงกรณี “ระบอบอากง” ของพรรคเศรษฐกิจมีจุดอ่อนสำคัญ เพราะข้อมูลที่นำเสนอส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงข้อกล่าวหา ผังเครือข่าย และคำบอกเล่า โดยยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เช่น เอกสารราชการ เส้นทางการเงิน หรือผลตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระมายืนยัน
     
  • ประเด็นกล่าวหาเรื่อง “ผู้ว่าฯ เงา” หรือการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม. ยังพิสูจน์ได้ยาก เนื่องจากยังไม่ปรากฏความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างผู้สั่งการ ผู้รับคำสั่ง และผลประโยชน์ที่ได้รับตามมาตรฐานการตรวจสอบคอร์รัปชัน
     
  • การเปิดประเด็นเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.2569 ที่กำลังเข้มข้น ขณะที่ผู้ถูกพาดพิงออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทันที ทำให้ในมุมมองของนักวิเคราะห์ เรื่องนี้ยังมีน้ำหนักเพียงพอให้สังคมติดตาม แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าข้อกล่าวหาเป็นความจริง และอาจถูกมองว่าเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองมากกว่าการเปิดโปงทุจริตจนกว่าจะมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้อย่างเป็นอิสระ

 

7 มิถุนายน 2569 จากกรณีพรรคเศรษฐกิจ แถลงเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569  เกี่ยวกับระบอบอากง ที่มี ชื่อย่อ ป.ร. เข้ามาเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมระบุว่าไม่เกี่ยวกับ นายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นั้น

 

ล่าสุด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักวิเคราะห์และสังเกตการณ์การเมืองการเลือกตั้ง นำเสนอบทความวิเคราะห์ถึงการแถลงของพรรคเศรษฐกิจ โดยชี้ถึงจุดอ่อนที่สำคัญของการแถลงดังกล่าว รวมถึงมองว่าอาจถูกโยงถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.2569 โดยระบุว่า

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักวิเคราะห์และสังเกตการณ์การเมืองการเลือกตั้ง

 

หากวิเคราะห์ในฐานะผู้สังเกตการณ์การเมือง โดยแยกออกจากความชอบหรือไม่ชอบฝ่ายใด คำแถลงเรื่อง “ระบอบอากง” ของทีมพรรคเศรษฐกิจใหม่ มี “จุดอ่อน” ที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

 

  • จุดอ่อนที่ 1 หลักฐานยังเป็นข้อกล่าวหา ไม่ใช่ข้อพิสูจน์

 

ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ขณะนี้สิ่งที่สังคมเห็นส่วนใหญ่ยังเป็นการนำเสนอผังเครือข่าย คำบอกเล่า และข้อกล่าวหา ยังไม่มีเอกสารทางราชการ เส้นทางการเงิน หรือคำวินิจฉัยจากหน่วยงานอิสระ มายืนยันข้อกล่าวหาเหล่านั้น ในมาตรฐานการตรวจสอบคอร์รัปชัน ข้อกล่าวหาอาจสร้างความสงสัยได้ แต่ยังสร้าง “ข้อยุติเชิงข้อเท็จจริง” ไม่ได้

  • จุดอ่อนที่ 2 ทฤษฎี “ผู้ว่าฯ เงา” พิสูจน์ยากมาก

 

คำว่า “ระบอบอากง” อาจมีพลังทางวาทกรรมการเมือง แต่ยิ่งข้อกล่าวหาใหญ่เท่าไร ภาระการพิสูจน์ก็ยิ่งสูงเท่านั้น หากกล่าวว่ามีคนสั่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจริง ต้องแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง “ผู้สั่ง - ผู้รับคำสั่ง - ผลประโยชน์ที่ได้รับ” ซึ่งเป็นส่วนที่ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะอย่างชัดเจนเลยในขณะนี้

 

  • จุดอ่อนที่ 3 จังหวะเวลาทางการเมือง

 

คำแถลงเกิดขึ้นในช่วงที่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.2569 กำลังเข้าสู่บรรยากาศหาเสียงอย่างเข้มข้น ทำให้ผู้ฟังจำนวนหนึ่งอาจมองว่าเป็นการเปิดโปงเพื่อปราบทุจริตหรือเป็นกลยุทธ์โจมตีคู่แข่งทางการเมืองกันแน่ ? ยิ่งเมื่อข้อกล่าวหาพุ่งไปยังฝ่ายที่มีคะแนนนิยมสูง ภาพลักษณ์ของ “เกมการเมือง” จึงหลีกเลี่ยงได้ยากในสายตาของสังคม

 

  • จุดอ่อนที่ 4 ฝ่ายถูกกล่าวหาปฏิเสธทันที

 

ทั้งอดีตผู้ว่าฯ กทม.คนล่าสุด และบุคคลที่ถูกพาดพิงบางส่วนออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาในทันที โดยระบุว่าไม่มีข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรมรองรับ และให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย ขณะที่มีข้าราชการระดับผู้อำนวยการเขตบางรายซึ่งถูกอ้างถึงก็ออกมาโต้แย้งเช่นกัน และชี้ให้เห็นจุดอ่อนของการกล่าวหาเกี่ยวกับประเด็น “ระบอบอากง” นี้

 

สรุปความน่าเชื่อถือ ณ วันนี้ ยังอยู่ในระดับต่ำ…

 

ถ้ามองแบบนักสังเกตการณ์การเมืองการเลือกตั้ง เห็นว่า ความน่าเชื่อถือเรื่องนี้ในระดับ “พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง” = ยังต่ำมาก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ผู้เปิดประเด็น “ระบอบอากง” อาจสร้างความฮือฮาในการสร้างข้อสงสัยทางการเมือง แต่ยังไม่ถึงขั้นสร้างข้อพิสูจน์ทางกฎหมายและข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่สังคมให้การยอมรับบนพื้นฐานของน้ำหนักหลักฐานความเป็นจริง

 

ดังนั้น ณ วันนี้ คำแถลง “ระบอบอากง” อาจมีน้ำหนักพอที่จะทำให้เกิดการติดตามประเด็น แต่ยังมีน้ำหนักไม่พอที่จะสรุปว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นจริง จนกว่าจะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตรวจสอบได้โดยอิสระ เช่น เอกสารราชการ เส้นทางการเงิน พยานบุคคล หรือการไต่สวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

 

กล่าวโดยสรุป ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาการเลือกตั้งที่เข้มข้นนี้ จึงถูกมองไปในลักษณะของการดิสเครดิตทางการเมืองมากกว่าความตั้งใจจะแก้ไขปัญหาตามที่กล่าวอ้าง