นายอนุชา กล่าวภายหลังการหาเสียงว่า ประชาชนมีความกังวลเกรงว่าในอนาคตกรุงเทพมหานครจะไม่ระเบียบและห้ามขายของบนทางเท้า ซึ่งตนเองเห็นว่า "สตรีทฟู้ด" กับคนกรุงเทพฯ สามารถอยู่ร่วมกันได้ เพียงแต่ต้องมีการจัดระเบียบในพื้นที่ต่าง ๆ แต่ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นเคร่งครัดจนเกินไป อย่างร้านค้าที่ขายในตรอกซอกซอยก็ไม่ได้เป็นปัญหาต่อการสัญจรของประชาชน และยังถือเป็นเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ ซึ่งผู้ที่มาซื้อของเป็นประจำไม่ได้มีเพียงเฉพาะคนไทย แต่ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอาจจะต้องมีการตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของแผงค้าตัวจริง โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ เนื่องจากในปัจจุบันมีปัญหาการสวมสิทธิ์เพื่อเช่าช่วงกันต่อ
นอกจากนี้ นายอนุชา ยังระบุว่า จากการลงพื้นที่ชุมชน ประชาชนอยากให้มีการประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ในลักษณะเครือข่าย ผ่านเว็บไซต์ แพลตฟอร์ม หรือแอปพลิเคชัน เพื่อแนะนำร้านอาหารอร่อย สถานที่ท่องเที่ยว และอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ในย่านเมืองเก่า มากกว่าต่างคนต่างทำ เนื่องจากสัญลักษณ์ที่เป็นย่านเมืองเก่าในกรุงเทพฯ ยังมีอีกหลายพื้นที่ซึ่งถือเป็นไฮไลท์สำคัญ และทั้งหมดนี้กรุงเทพมหานครสามารถดำเนินการได้เองโดยไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก
ส่วนกรณีที่จับได้หมายเลข 5 และจากการลงพื้นที่ตลอด 2 วันที่ผ่านมา กระแสตอบรับดีขึ้นหรือไม่นั้น
นายอนุชา กล่าวว่า ถือว่าดีมาก ประชาชนเริ่มจำชื่อและหมายเลข 5 ได้แล้ว แต่ตนอยากให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ช่วยจำหมายเลขของผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคในแต่ละเขตด้วย เนื่องจากหมายเลขผู้สมัคร ส.ก. จะแตกต่างกันไปในแต่ละเขต จึงอยากขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ช่วยประชาสัมพันธ์ในส่วนนี้เพิ่มเติม
ด้าน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ช่วยหาเสียง ตนได้พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดถึงการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าได้สะท้อนถึงปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยตนมองว่าการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและตรงจุดคือการทำให้ราคาน้ำมันถูกลง แต่รัฐบาลก็ยังคงยืนยันไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และจากที่เคยมีแนวคิดจะนำเงินโรงกลั่นมาอุดหนุน ปัจจุบันก็ไม่มีความคืบหน้าเรื่องการลดค่าการกลั่น รวมถึงสูตรการคำนวณราคาน้ำมันก็ยังไม่มีความชัดเจนและยังคงยึดตามกลไกตลาดสิงคโปร์อยู่ ดังนั้น สิ่งที่ง่ายที่สุดในการแก้ปัญหาเรื่องนี้คือการเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นแนวทางที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอมาโดยตลอด
นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของสถาบันพระปกเกล้า ที่ระบุว่าแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งที่เคยเลือกอดีตผู้สมัครของพรรค ปันใจไปให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังมีเวลาในการนำเสนอผู้สมัครและนโยบายที่มีความแตกต่าง เช่น การจัดระเบียบกัญชา การนำที่ดินรกร้างมาทำประโยชน์ หรือการตรวจสอบทุจริตที่เข้มข้น ซึ่งเป็นจุดต่างที่พรรคคิดว่าจะทำให้คนที่เคยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์กลับมาสนใจแนวทางของพรรค รวมถึงสิ่งเร่งด่วนที่นายอนุชาจะผลักดันต่อไป ทั้งนี้ยอมรับว่าที่ผ่านมา ประชาชนจะรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับนายชัชชาติมากที่สุด ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ
ส่วนกลุ่มประชาชนอีกเกือบ 20% ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครนั้น
นายอภิสิทธิ์ เห็นว่า ประชาชนที่ตัดสินใจแล้วก็สามารถเปลี่ยนใจได้ ไม่มีข้อห้าม และพรรคจะยังคงเดินหน้าทำงานในเวลาที่เหลือ โดยนายอนุชา ทีมผู้สมัคร ส.ก. และพรรคประชาธิปัตย์ จะเดินหน้าลุยหาเสียงอย่างเต็มที่
วันเดียวกันนี้ นายอนุชา พร้อมด้วยทีมผู้สมัครและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ยังได้ลงพื้นที่บริเวณท่าเรือคลองผดุงกรุงเกษม เพื่อสำรวจเส้นทางเรือไฟฟ้าสำหรับใช้เป็นระบบรอง (Feeder) ในการพาประชาชนเชื่อมต่อกับการสัญจรระบบอื่น ๆ ทั้งรถไฟฟ้าและรถประจำทาง ซึ่งในกรุงเทพฯ ยังมีคลองอีกหลายสายที่สามารถพัฒนาเชื่อมต่อกันได้ เช่น คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ และคลองภาษีเจริญ ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางของคนเมืองสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
สำหรับสีสันการหาเสียงในวันนี้ บรรดาผู้สมัครและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ต่างพร้อมใจกันสวมเสื้อสีดำลงพื้นที่ จนทำให้ถูกประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าแซวระเบิดว่า "เสื้อดำเต้นหน่อย!" ตามกระแสไวรัลเพลงดังบนโลกออนไลน์
ซึ่งในตอนแรกทั้งนายอภิสิทธิ์และนายอนุชายังไม่เข้าใจความหมายเนื่องจากยังไม่ทราบกระแสดังกล่าว แต่ระหว่างรอให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวได้ช่วยอธิบายให้ฟัง ทำให้นายอภิสิทธิ์ถึงกับเขินและหัวเราะออกมาเล็กน้อย ส่วนนายอนุชาและนายสกลธีได้หยอกล้อและยอมออกลีลาเต้นตามคำขอสั้น ๆ ด้านนางการดีอมยิ้มพร้อมบอกขำ ๆ ว่า "ขอไปซ้อมก่อน"
#อนุชาเบอร์5 #ประชาธิปัตย์ #เลือกตั้งผู้ว่ากทม #สตรีทฟู้ดกรุงเทพ #ตลาดตรอกหม้อ #อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #เรือไฟฟ้าFeeder #เสื้อดำเต้นหน่อย #ข่าวการเมืองกทม