➡ แม้ “ชัชชาติ” พ่อเมืองคนเก่ายังมีคะแนนนำในภาพรวม แต่สัดส่วนผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจยังสูง สะท้อนว่าสนามผู้ว่า กทม. ยังไม่ปิดเกม ยังมีพื้นที่ให้ผู้สมัครรายอื่นสร้างความชัดเจนด้านนโยบาย ผลงาน ภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นต่อการบริหารเมือง นอกจากนี้ คะแนนของผู้สมัครที่กระจายตัวในหลายกลุ่มยังสะท้อนว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ อาจเป็นการแข่งขันระหว่าง “ความต่อเนื่องของผลงานเดิม” กับ “ทางเลือกใหม่ในการบริหารมหานคร”
“ชัชชาติ” ฐานยังแน่น เกือบสองในสามยังเทใจ — “ดร.โจ” เด่นในฐานพรรคส้ม — “กลุ่มยังไม่ตัดสินใจ” เป็นตัวแปรสำคัญ
• เมื่อพิจารณาเทียบกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2565 พบว่า กลุ่มที่ “เคยเลือกชัชชาติ” ปัจจุบัน 60.7% “ยังเลือกชัชชาติ” นำโด่ง ขณะที่ กลุ่มที่เคยเลือก “สกลธี ภัททิยกุล” ปัจจุบัน 45.5% จะเลือกชัชชาติ, กลุ่มที่เคยเลือก “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ปัจจุบัน 31.0% จะเลือกชัชชาติ, ขณะที่กลุ่มที่เคยเลือก “อัศวิน ขวัญเมือง” ปัจจุบัน 29.7% จะเลือกผู้สมัครคนอื่น ๆ และ 22.9% จะเลือก “ชัชชาติ”
• กลุ่มที่เคยเลือก “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” พบว่า ปัจจุบัน 49.2% จะเลือก “ดร. โจ ชัยวัฒน์” และ 12.9% จะเลือก “ชัชชาติ”
• กลุ่มที่เคยเลือกผู้สมัครคนอื่น ๆ พบว่า 31.1% ยังไม่ตัดสินใจ และกลุ่มที่ “จำไม่ได้/ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์/ไม่ประสงค์ตอบ” พบว่า 53.8% ยังไม่ตัดสินใจ
➡ ฐานคะแนนเดิมยังมีผลต่อแนวโน้มการเลือกตั้งครั้งใหม่ แต่ไม่ได้เป็นตัวกำหนดทั้งหมด นัยสำคัญ คือ การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างผู้สมัครเดิมกับผู้สมัครใหม่ แต่เป็นการแข่งขันเพื่อรักษาฐานเดิม ดึงฐานข้ามกลุ่ม และโน้มน้าวกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ
คนกรุง เลือกผู้ว่าฯ ไม่เหมือนเลือก สส.: “ชัชชาติ” นำหลายฐาน — คนรัก ปชน. เสียงแตก “ดร.โจ” เบียด “ชัชชาติ” สูสี
• เมื่อพิจารณาตามพรรคที่เคยเลือก สส. เขต ครั้งล่าสุด พบว่า “ชัชชาติ” มีคะแนนนำในหลายฐานพรรค ได้แก่ ผู้ที่เลือกพรรคเพื่อไทย 39.4%, พรรคภูมิใจไทย 37.0%, พรรคประชาชน 31.0%, พรรคประชาธิปัตย์ 28.3% และพรรคอื่น ๆ 42.0%
• ขณะที่ “ดร.โจ ชัยวัฒน์” ได้คะแนนสูงในกลุ่มผู้เลือกพรรคประชาชน (30.9%) แต่ใกล้เคียงกับ “ชัชชาติ” ในกลุ่มเดียวกัน ส่วน “อนุชา” มีคะแนนเด่นในฐานผู้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ (23.2%)
➡ สะท้อนว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ มีลักษณะเฉพาะที่อาจไม่เดินตามแนวการเลือกตั้งระดับชาติ นัยสำคัญคือ การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. อาจเป็นสนามที่ประชาชนพิจารณา “ตัวบุคคลและผลงาน” ควบคู่กับความชอบทางการเมือง
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 22
ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่า สนามเลือกตั้ง กทม. ในช่วงโค้งแรกยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ “ชัชชาติ” จะยังมีคะแนนนำในภาพรวม และสามารถรักษาฐานคะแนนเดิมได้ในระดับหนึ่ง แต่สัดส่วนผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจทั้งในสนามผู้ว่าฯ กทม. และสนาม ส.ก. รวมถึงการเคลื่อนตัวของฐานคะแนนจากการเลือกตั้งครั้งก่อนและฐานพรรคในการเลือกตั้งระดับชาติ ยังเป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญ ดังนั้น การเลือกตั้ง กทม. รอบนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่าง “ผู้สมัครคนเดิม” กับ “ผู้ท้าชิงรายใหม่” หากแต่เป็นการแข่งขันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่ออนาคตของมหานคร ทั้งในมิตินโยบาย ภาพลักษณ์ ผลงาน และความสามารถในการตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ ได้อย่างแท้จริง