เนชั่นทีวี

ข่าว

คปท. ผนึก สนธิ ลิ้มทองกุล นัดม็อบบุก กกต. 25 ก.ย. จี้เปิดคำวินิจฉัยฮั้ว สว.

21 ก.ย. 2569 | titayu_pur

คปท. ผนึก สนธิ ลิ้มทองกุล นัดม็อบบุก กกต. 25 ก.ย. จี้เปิดคำวินิจฉัยฮั้ว สว.

คปท. จับมือ สนธิ ลิ้มทองกุล นัดมวลชนบุก กกต. 25 ก.ย. จี้เปิดคำวินิจฉัยส่วนตัว คดีฮั้ว สว. หลังไม่สั่งฟ้องนักการเมืองภูมิใจไทย ชี้เป็นการตัดตอนกระบวนการยุติธรรม

คปท. จับมือ สนธิ ลิ้มทองกุล นัดมวลชนบุก กกต. 25 ก.ย. จี้เปิดคำวินิจฉัยส่วนตัว คดีฮั้ว สว. หลังไม่สั่งฟ้องนักการเมืองภูมิใจไทย ชี้เป็นการตัดตอนกระบวนการยุติธรรม

KEY

POINTS

  • คปท. ผนึก สนธิ บุก กกต. 25 ก.ย.: นัดรวมมวลชนทวงสปิริต จี้เปิดคำวินิจฉัยส่วนตัว หลังมีมติไม่ส่งฟ้องนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย คดีฮั้ว สว.
  • กังขา กกต. ตัดตอนกระบวนการยุติธรรม: ตั้งคำถาม กกต. 5 เสียงส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในขบวนการฮั้วหรือไม่ หลังตัดตอนพยานหลักฐานและไม่ส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา
  • นับหนึ่งการเคลื่อนไหวภาคประชาชน: ยันการรวมตัวไม่ใช่การไล่รัฐบาล แต่เป็นจุดเริ่มต้นให้องค์กรภาคประชาชนออกมาเรียกร้องความถูกต้องจาก กกต. และฝ่ายการเมือง

21 กันยายน 2569 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่ม คปท. จับมือกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เตรียมนำมวลชนบุกสำนักงาน กกต. ในวันที่ 25 กันยายนนี้ เพื่อเรียกร้องให้เปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนตัว หลังมีมติส่งฟ้อง 77 คน แต่กลับไม่สั่งฟ้องนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย ในคดี ฮั้ว สว. โดยตั้งข้อสงสัยว่า กกต. อยู่ในขบวนการฮั้วตัดตอนความจริงหรือไม่ พร้อมประกาศนับหนึ่งการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในยุครัฐบาลภูมิใจไทย

 

นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่ม คปท. ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการเคลื่อนไหว กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีมติในคดีฮั้ว สว. ส่งฟ้องศาล 77 คน แต่ไม่ส่งฟ้องนักการเมืองกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย โดยมองว่ากรณีมติของ กกต. ในคดีฮั้ว สว. นั้น เป็นการตัดตอนกระบวนการยุติธรรม เพราะ กกต. ไม่ใช่แค่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นต้นทางในการผดุงไว้ซึ่งกระบวนการยุติธรรม จึงเป็นการตัดตอนสิ่งที่เป็นความจริงสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งสังคมเกิดข้อสงสัยมากมายหลังจาก กกต. เสียงส่วนใหญ่ออกมาชี้แจง จึงตั้งข้อสงสัยว่า 

“นี่เท่ากับว่า กกต. อยู่ในขบวนการฮั้วเช่นเดียวกันหรือไม่ ไม่ใช่แค่มีนักการเมืองเกี่ยวข้อง แต่ กกต. 5 ท่าน อยู่ในขบวนการฮั้วที่ตัดตอนข้อเท็จจริง เพราะอย่าลืมว่าหลักการวินิจฉัยของ กกต. คือ หากมีเหตุอันควรสงสัยให้นำสู่ศาลเพื่อพิจารณา ดังนั้นเสียงส่วนน้อย 2 ท่าน มีข้อสงสัยแล้วทำไม กกต. ไม่ส่งศาลไปให้เป็นผู้พิจารณาเหตุแห่งความสงสัย จึงเป็นการตัดตอนความจริง แล้วแบบนี้ไม่ใช่แค่ฮั้ว สว. แต่เป็นการฮั้วประเทศไปด้วย”

นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่ม คปท.

 

ส่วนที่ กกต. บอกว่าพยานไม่มีความน่าเชื่อถือนั้น ตนเองมองว่า กกต. ไม่มีวิธีแสวงหาข้อเท็จจริงด้วยวิธีอื่นแล้วหรือ ซึ่งทั้ง กกต. เสียงส่วนน้อยและเสียงส่วนมากก็เคยอยู่ในกระบวนการยุติธรรมมาก่อนทั้งนั้น และการแสวงหาข้อเท็จจริงไม่ใช่แค่พยานเท่านั้น เพราะอย่างที่ กกต. เสียงส่วนน้อยกล่าวไว้ คำว่าขบวนการไม่ใช่การทิ้งร่องรอยเท่านั้น แต่เป็นขบวนการที่ต้องสืบสวนความเชื่อมโยงให้ได้ ดังนั้นจึงมองว่ามติของ กกต. ครั้งนี้ เป็นการเรียกแขก และเป็นมติที่จะนับหนึ่งให้องค์กรภาคประชาชนหลายองค์กรขยับการเคลื่อนไหวเพื่อไปสอบถามข้อเท็จจริงกับ กกต. ซึ่งการไม่ฟ้องนักการเมืองที่เป็นกรรมการบริหารพรรคก็เป็นการฮั้วให้กับฝ่ายการเมืองใช่หรือไม่ และ คปท. ไม่ได้มองแค่สีน้ำเงินเท่านั้น อาจจะมีสื่อด้วยก็ได้ ดังนั้น กกต. ควรจะต้องจัดการทุกสี และไม่ควรตัดตอนลักษณะแบบนี้

ส่วนแนวทางการเคลื่อนไหวหลังจากนี้ นายพิชิต บอกว่า ทางกลุ่ม คปท. และกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ได้หารือร่วมกัน โดยกลุ่ม คปท. ก็ได้ไปร่วมกับกลุ่มของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในการทวงคืนประเทศไทย และวันนี้จะมีการประชุมเพื่อกำหนดทิศทางร่วมกันอีกครั้ง ไม่ใช่แค่เรื่อง สว. แต่รวมถึงเรื่องโกงสอบท้องถิ่นด้วย และสถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนจะมีการแถลงข่าวอีกครั้งถึงทิศทางการเคลื่อนไหวใหญ่ เพราะหลังจากมติ กกต. ที่ออกมา ทำให้หลายกลุ่มต้องการมาหารือกัน ‘เพราะมติ กกต. ไม่ใช่ข้อยุติ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่พรรคภูมิใจไทยจะถูกตั้งคำถามจากสังคม และจะถือเป็นการนับหนึ่งการเคลื่อนไหวในรัฐบาลภูมิใจไทย แต่ไม่ใช่การไล่รัฐบาล’

 

นายพิชิต ยังบอกอีกว่า ก่อนหน้านี้นายสนธิประกาศว่าจะไปยื่นหนังสือที่ กกต. วันที่ 25 ก.ย. ซึ่งกลุ่ม คปท. นำโดยตนเองก็จะไปร่วมกับกลุ่มของนายสนธิด้วย เพราะทิศทางของแต่ละกลุ่มเห็นแย้งกับมติของ กกต. ซึ่งในวันที่ 25 ก.ย. ทางกลุ่มจะไปเรียกร้อง กกต. เพื่อให้แสดงสปิริตและให้อธิบายให้ชัดว่าทำไมถึงไม่ส่งฟ้องนักการเมือง เพราะที่ผ่านมา กกต. อธิบายมาแค่ว่าน้ำหนักพยานเชื่อถือไม่ได้ และเป็นเสียงส่วนใหญ่แล้ว หรือแม้กระทั่งกรณีไม่มีใบเสร็จ ดังนั้นตนเองมองว่าคำอธิบายแค่นี้ไม่เพียงพอ และไปอ้างว่าอยู่ในกระบวนการยุติธรรมมา 38 ปี ซึ่งจะมาใช้ 38 ปีการันตีความถูกต้องไม่ได้ 

 

ดังนั้น กกต. ต้องอธิบายคำวินิจฉัยส่วนตัวเป็นอย่างไร และแสดงความรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไร แม้มติ กกต. จะสิ้นสุดไปแล้วก็ตาม ซึ่งตนเองเห็นด้วยกับ กกต. เสียงส่วนน้อยที่บอกว่า อยู่ที่ศาลฎีกาจะทำความกระจ่างต่อบ้านเมืองได้อย่างไร และในฐานะประชาชน ก็จะแสดงความจริงจากสังคมเพื่อให้ความปรากฏต่อศาลเช่นกัน

 

ข่าวล่าสุด