การหารือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ โอกาส และความท้าทายในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนไทยในทวีปยุโรป ตลอดจนแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในหลากหลายมิติ
ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า ภาคเอกชนไทยได้ยื่นข้อเสนอแนะที่สำคัญต่อภาครัฐใน 2 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. สนับสนุนการเร่งปิดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป: ซึ่งหากการเจรจาประสบความสำเร็จ จะช่วยลดอัตราภาษีที่สหภาพยุโรปเรียกเก็บจากสินค้าไทยจากปัจจุบันที่ร้อยละ 24 ให้ลดลงเหลือร้อยละ 0 ทันที ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ให้สินค้าไทยสามารถเจาะและตีตลาดยุโรปได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อผู้ประกอบการไทยในด้านการส่งออกทุกกลุ่มสินค้า
2. การส่งเสริมแฟรนไชส์และธุรกิจแบรนด์ไทยในตลาดยุโรป: โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร ผ่านมาตรการสนับสนุนของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เอกชนได้สะท้อนภาพความเป็นจริงว่า ปัจจุบันอาหารไทยเป็นที่ชื่นชอบของนานาชาติเป็นอย่างมาก แต่กลับพบปัญหาคือ มีร้านอาหารไทยจำนวนมากในยุโรปที่ดำเนินการโดยชาวต่างชาติ ซึ่งขาดทักษะความรู้และความเข้าใจในการปรุงอาหารไทย ทำให้อัตลักษณ์และรสชาติอาหารไทยดั้งเดิมผิดเพี้ยนไป ภาคเอกชนจึงเสนอให้รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมและสร้างโอกาสให้คนไทยในฝรั่งเศส รวมถึงประเทศอื่นๆ ในยุโรป สามารถเข้ามาทำธุรกิจร้านอาหารไทยแท้ได้มากขึ้น ซึ่งกลไกนี้จะช่วยส่งเสริมและขยายยอดการนำเข้าวัตถุดิบแท้จากประเทศไทย ตลอดจนเป็นการเผยแพร่เอกลักษณ์ของไทยที่ถูกต้อง
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสนใจและเห็นความสำคัญกับข้อเสนอดังกล่าวเป็นอย่างมาก โดยยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมเดินหน้าผลักดันอย่างเต็มที่ หลังจากนี้จะนำภาคเอกชนไทยที่มีศักยภาพด้านแฟรนไชส์ร้านอาหาร มาร่วมพูดคุยหารือกับธนาคาร EXIM Bank เพื่อร่วมกันออกแบบมาตรการทางการเงินและนโยบายส่งเสริมให้เป็นรูปธรรมต่อไป
#อนุทินชาญวีรกูล #นายกเศรษฐกิจ #FTAไทยEU #ภาษีเหลือศูนย์ #แฟรนไชส์ไทย #ครัวไทยสู่ครัวโลก #ส่งออกยุโรป #SoftPowerอาหารไทย #EXIMBank #ข่าวเศรษฐกิจ