นายพิจิตต กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ที่เคยทำงานใน ธปท. จะเป็นคนที่คิดถึงเศรษฐกิจระดับรากหญ้าเสมอ ไม่ได้คิดถึงแต่เศรษฐกิจระดับประเทศ ทางการเงินการคลังเพียงอย่างเดียว ซึ่งตนเคยมีเพื่อนที่เป็นผู้ว่า ธปท. ถึง 3 คนก็มีแนวคิดแบบนี้เหมือนกัน และคิดว่าพรรคประชาชนมีความเชื่อที่น่าสนใจคือ "การกระจายอำนาจ เชื่อเรื่องการทำงานเป็นทีม ไม่มีพระเอกคนเดียว" ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ใหญ่ เกินกว่าจะมีพระเอกม้าขาวเพียงคนเดียว รวมถึงยังเชื่อเรื่องการมีส่วนร่วม เพราะข้าราชการ กทม. กว่าแสนคน คงทำงานเองทั้งหมดไม่ได้ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และพรรคประชาชนก็เชื่อเรื่องความเข้มแข็ง ของการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องการทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง ซึ่งที่กล่าวมาตรงกับความคิดของตน จึงเป็นสาเหตุให้ตนอาสามาช่วย
นายพิจิตตย้ำว่า การอาสาครั้งนี้เป็นเพียงการอาสามาช่วยงานการเมืองเท่านั้น โดยในอนาคตตนจะไม่รับตำแหน่งใด เพราะอายุมากแล้ว คงทำได้แค่ให้คำแนะนำหรือให้ความช่วยเหลือ
นายชัยวัฒน์ กล่าวเสริมว่า นายพิจิตตคือกลุ่มมดงาน หากจำกันได้ในอดีตเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยม จนได้เข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร โดยเรามีความสัมพันธ์กับกลุ่มมดงานผ่าน น.ส.ภัทราภรณ์ ซึ่งจะทำให้เรานำโอกาสของคนรุ่นใหม่มาผสมผสานกับคนที่มีประสบการณ์ในการทำงาน และนายพิจิตตเองก็เคยเป็นอดีตผู้ว่าฯ
นายพิจิตต ย้ำว่า ตนจะช่วยหาเสียงผู้ว่าฯ กทม. เพียงคนเดียว แต่อาจจะช่วย ส.ก. คนอื่นที่อยู่ในกลุ่มมดงานหาเสียง แต่ทั้งนี้กลุ่มมดงานส่วนใหญ่ก็อยู่ในพรรคประชาชน
เมื่อถามว่า มองว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะเลือกผู้ว่าฯ ที่ลงในนามอิสระหรือพรรคการเมืองมากกว่ากัน นายพิจิตต กล่าวว่า ได้ทั้งสองอย่าง โดยในอดีตก็เคยมีผู้ว่าฯ ที่ลงในนามอิสระ เช่น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายชัชชาติ ที่ก็ทำงานได้ดีมาก และแม้จะลงในนามพรรคก็เชื่อว่า พรรคคงไม่มาครอบงำหรือชี้นำอะไรมาก ในอดีตผู้สมัครที่ลงในนามพรรคก็มีอิสระในการทำงาน แต่พรรคให้การสนับสนุนในการทำงาน
เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับนายชัชชาติแล้วหรือไม่ นายพิจิตต กล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยกัน เพราะเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเขาก็เป็นผู้ที่ตั้งใจดีคือนายชัชชาติ เมื่อนายชัชชาติได้เป็นผู้ว่าฯ ตนก็คืนใบหาเสียงให้แล้วบอกว่าหมดหน้าที่แล้ว
เมื่อถามว่า ได้มีการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็ง ระหว่างนายชัยวัฒน์กับนายชัชชาติหรือไม่ นายพิจิตต กล่าวว่า ประชาชนต้องตัดสินใจ หากตนไปชี้นำคงจะลำบาก ซึ่งประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงจะเป็นผู้ตัดสินใจที่ดีที่สุด
เมื่อถามถึงความมั่นใจในการสู้ศึกผู้ว่าฯ กทม. หากนายชัชชาติประกาศลงสมัครอีกครั้งอย่างเป็นทางการ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราคาดหวังกันอยู่แล้วว่า นายชัชชาติจะลงสมัครอีกครั้ง แต่จุดยืนของตนคือไม่ได้อยากให้มองว่า ใครจะมาลงสมัครผู้ว่าฯ แต่อยากให้มองว่าอีก 4 ปีข้างหน้า กรุงเทพมหานครจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะเป็นเมืองที่ช่วยให้คนกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร หรือเป็นเมืองที่ให้สวัสดิการกับคนกรุงเทพฯ อย่างไร ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พรรคประชาชนได้นำเสนอเป็นวาระของคนกรุงเทพฯ และผู้สมัคร ส.ก. ในแต่ละเขตของเราก็มีวาระที่ต้องการผลักดันในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคมนาคม การสร้างสถานีดับเพลิง การพัฒนาเมืองย่านสร้างสรรค์หรือย่านเศรษฐกิจ
เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรให้คนกรุงเทพฯ ยอมรับในตัวเรา เพราะคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังชื่นชอบนายชัชชาติอยู่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เราต้องทำให้ดีกว่านายชัชชาติที่ทำได้ดีอยู่แล้ว และต้องทำในสิ่งที่พัฒนาก้าวหน้า รวมถึงแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่เรื้อรังที่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงการบริหารกรุงเทพมหานครที่เราต้องขับเคลื่อนตั้งแต่ภาพใหญ่จากสภาผู้แทนราษฎร และเราได้นำเสนอนโยบายกรุงเทพโปร่งใส "เอไอจับโกง" ซึ่งต้องมีระบบที่ดีที่แม้แต่คนดีที่คิดจะโกงก็โกงได้ยาก เราต้องเน้นย้ำเรื่องการสื่อสารเรื่องนี้
นายพิจารณ์ กล่าวเสริมว่า ในทุกการเลือกตั้งคือโอกาสที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง และยกระดับการเมืองไทย และเป็นโอกาสที่จะนำเสนอนโยบาย วิสัยทัศน์ให้ประชาชนได้เลือก ตั้งแต่พรรคก้าวไกลจนมาถึงพรรคประชาชน เราได้สร้างประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการทำแรงสไลด์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครถึงสองครั้ง ย้ำว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของเสียงของพี่น้องกรุงเทพมหานคร และการเลือกตั้งทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้บ่งบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เราจะชนะอีกครั้ง แต่ตนคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่คนกรุงเทพฯ ให้โอกาสเรา
"จึงอยากใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอวิสัยทัศน์ผ่านแคนดิเดตผู้ว่าฯ ของพรรคและทีมบริหาร รวมถึง ส.ก. เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เห็นว่ากรุงเทพฯ มีโอกาสที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายอยู่ที่ว่าประชาชนคนกรุงเทพฯ จะให้โอกาสเราหรือไม่ เพราะหากรอบนี้เราสามารถเข้าไปบริหารด้วยงบประมาณปีละแสนล้าน 4 ปี รวมกว่า 4 แสนกว่าล้านบาท ก็จะเป็นโอกาสที่ทำให้คนกรุงเทพฯ และคนทั้งประเทศเห็นว่า พรรคประชาชนมีศักยภาพในการพัฒนากรุงเทพมหานครอย่างไร แม้ว่าจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ หน้าที่ของพวกเราคือการนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้คนกรุงเทพฯ ได้พิจารณา" นายพิจารณ์ กล่าว
จากนั้น นายชัยวัฒน์ และนายพิจิตต ได้นำคณะร่วมเดินหาเสียงในถนนสายไม้ ซึ่งมีประชาชนเข้ามาทักทาย พร้อมร้องเรียนเรื่องฝาท่อระบายน้ำบนถนนที่พบว่า มีรอยแตกร้าวและไม่แข็งแรง โดยชาวบ้านบริเวณนี้กังวลว่า เด็กและผู้สูงอายุหรือผู้สัญจรอาจได้รับอันตราย ซึ่งชาวบ้านได้เคยร้องเรียนไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด