"ดร.แดน" วอนอย่าใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน เพื่อแจก หวั่นสร้างภาระการคลัง
14 พ.ค. 2569

"ดร.แดน " เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ วอน รัฐบาลอย่าใช้เงินกู้ 4 แสนล้านเพื่อแจก หวั่น สร้างภาระการคลัง หากยังไม่พิสูจน์ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
ข่าว
14 พ.ค. 2569

"ดร.แดน " เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ วอน รัฐบาลอย่าใช้เงินกู้ 4 แสนล้านเพื่อแจก หวั่น สร้างภาระการคลัง หากยังไม่พิสูจน์ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
14 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน)นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) ระบุว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล กำลังผลักดันการออก พ.ร.ก.กู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยแบ่งการใช้เงินออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 2 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจ และอีก 2 แสนล้านบาท เพื่อปรับโครงสร้างด้านพลังงานและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก ตนเห็นว่า รัฐบาลยังไม่ควรกู้เงินก้อนนี้ในช่วงเวลานี้ หากยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าเงินกู้ทุกบาทจะถูกใช้เพื่อสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ผลตอบแทนทางการคลัง และขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ มากกว่าการใช้เพื่อประคองปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการแจกเงินประชาชน แม้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นเรื่องจำเป็นแต่ต้องไม่ใช้เงินกู้ การนำเงินกู้มาใช้โดยไม่มีหลักประกันด้านประสิทธิผล อาจเพิ่มความเปราะบางทางเศรษฐกิจและการคลังในระยะยาว ซึ่ง 5 เหตุผลสำคัญสาเหตุที่รัฐบาลจึงยังไม่ควรกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแจกจ่ายประชาชนและเปลี่ยนผ่านพลังงานในรูปแบบที่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน
ประการที่ 1 การกระตุ้นการคลังอาจชนกับเงินเฟ้อจากต้นทุน ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ไม่ได้มีเพียงกำลังซื้อที่อ่อนแอ แต่เป็นภาวะที่เศรษฐกิจโตช้า ขณะที่ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพสูงขึ้นพร้อมกันในภาวะเช่นนี้ การกู้เงินก้อนใหญ่เพื่ออัดฉีดกำลังซื้ออาจไม่สามารถแก้รากปัญหาได้เต็มที่ เพราะเงินเฟ้อเกิดจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น หากรัฐเติมเงินเข้าสู่ระบบโดยที่ฝั่งอุปทานยังไม่ขยาย ราคาสินค้าและบริการอาจปรับสูงขึ้นต่อ ทำให้ประชาชนมีเงินเพิ่มในมือ แต่กำลังซื้อจริงไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน ดังนั้นการใช้เงินกู้เพื่อกระตุ้นการบริโภคในช่วงที่เงินเฟ้อถูกผลักจากต้นทุนอาจทำให้รัฐใช้เงินจำนวนมากแต่ได้ผลทางเศรษฐกิจจำกัด และเสี่ยงทำให้ภาระค่าครองชีพรุนแรงขึ้นสำหรับประชาชนกลุ่มรายได้น้อย
ประการที่ 2 ตัวคูณทางเศรษฐกิจอาจต่ำกว่าที่คาด หากไม่แม่นเป้าและไม่เพิ่มผลิตภาพ การแจกเงินสามารถพยุงการบริโภคระยะสั้นได้ แต่หากไม่เจาะกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำและไม่เชื่อมโยงกับการเพิ่มผลิตภาพ ผลคูณทางเศรษฐกิจอาจต่ำกว่าต้นทุนทางการคลังที่ประเทศต้องแบกรับ เนื่องจากนโยบายกระตุ้นการบริโภคระยะสั้นด้วยการแจกเงินให้เปล่าทั้งหลายที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มักมีตัวคูณทางเศรษฐกิจต่ำกว่า 1 เสมอ เพราะฉะนั้นการนำเงินกู้ 2 แสนล้านบาทไปแจกจ่ายเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นอาจเป็นวิธีการที่ไม่คุ้มค่าและไม่น่าจะเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีพอ ประเมินว่าการแทรกแซงโดยอัดเงินเข้าระบบในสถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มที่ค่าตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) จะต่ำ หรือ มีเพียงประมาณ 0.4 – 0.8 ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ตัวเลข GDP ดูดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับภาระทางการคลังที่จะมีมากขึ้นในระยะยาว
นอกจากนี้ การนำเงินไปแจกจ่ายในโครงการต่างๆ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส (รัฐออกร้อยละ 60 ประชาชนออกร้อยละ 40) รวมถึงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่รวมแล้วอาจครอบคลุมคนจำนวนมากถึง 30 ล้านคน (รายละ 4,000 บาท) รัฐบาลควรระมัดระวังในการใช้เงินเพราะจำนวนผู้ได้รับสิทธิไม่ได้เท่ากับจำนวนผู้เดือดร้อนจริงเสมอไป และหากยังไม่ได้ออกแบบการใช้จ่ายแบบเจาะจงเฉพาะผู้เดือดร้อนจริงอย่างเข้มงวด ผลคูณทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มยิ่งต่ำลง
ยิ่งกว่านั้น หากเงินบางส่วนอาจไปถึงกลุ่มคนที่ไม่ได้เปราะบางจริง หรือไปถึงกลุ่มคนที่ใช้จ่ายไปกับสินค้านำเข้า พลังงาน รวมถึงสินค้าที่ราคาถูกผลักขึ้นจากต้นทุนโลก เงินกู้จะรั่วออกจากระบบเศรษฐกิจไทยเร็วขึ้น และสร้างผลต่อ GDP ต่ำกว่าภาระหนี้ที่ประเทศต้องรับไว้เมื่อเงินกู้ไม่สร้างผลตอบแทนทางการคลัง (Fiscal Return) ที่คุ้มค่า เงินกู้ในปัจจุบันย่อมจะกลายเป็นภาระหนี้ในอนาคตที่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้นการออกแบบการใช้จ่ายเงินกู้ในลักษณะนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นเพียงการหวังผลทางการเมืองตามที่ได้เคยหาเสียงไว้มากกว่าการมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน
ประการที่ 3 สูญเสียกันชนการคลัง ในช่วงเวลาที่โลกยังโกลาหล แม้การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทจะยังไม่เกินเพดานหนี้ร้อยละ70 ในทันทีแต่จะทำให้สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจนมีโอกาสทะลุเพดานในอนาคตไม่กี่ปีนี้ นั่นคือ การกู้เงินก้อนนี้จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ 66 เป็นกว่าร้อยละ 68 ทันทีและทำให้พื้นที่ทางการคลัง เหลือเพียงร้อยละ 1.9 หรือราว 3 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งริบหรี่ลงและทำให้ขาดความยืดหยุ่นหากเกิดเหตุฉุกเฉินในอนาคต โดยเฉพาะในสถานการณ์บริบทโลกที่โกลาหล ผันผวน ไม่แน่นอน และคาดเดาได้ยาก หากประเทศไทยใช้พื้นที่การคลังเกินครึ่งของที่เหลืออยู่(เหลือร้อยละ 4 หากกู้สำเร็จจะใช้พื้นที่การคลังไปถึงร้อยละ 2.1)ไปกับมาตรการที่ยังไม่พิสูจน์ผลตอบแทน ประเทศจะเหลือเครื่องมือในการรับมือวิกฤตครั้งต่อไปน้อยลงมาก
ประการที่ 4 การเปลี่ยนผ่านพลังงานคือสิ่งที่พึงทำ แต่ไม่ควรใช้เงินกู้ จนกว่าจะมีรายละเอียดแผนงานที่ชัดเจน
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานยั่งยืนสมบูรณ์หรือ Comprehensive Sustainability Energy 2030 (CSE 2030) ตามที่ผมเคยเสนอไว้ ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ถูกต้องที่รัฐบาลควรนำไปบรรจุในแผนชาติ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ต้องนำเข้า ลดต้นทุนไฟฟ้า ซึ่งหากสร้าง solar rooftop, smart grid, storage, EV ecosystem และ energy efficiency ได้จริง จะทำให้เงินที่ใช้พลังงานเปลี่ยนผ่านมีผลตอบแทนระยะยาว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เป้าหมาย ปัญหาอยู่ที่วิธีการ หากรัฐบาลจะใช้เงินกู้อีก 200,000 ล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องมีรายละเอียดโครงการที่ชัดเจนกว่านี้ ทั้งลำดับความสำคัญ ต้นทุนต่อหน่วย ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ตัวชี้วัดความสำเร็จ และการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ หากคำว่าเปลี่ยนผ่านพลังงานยังเป็นเพียงกรอบกว้าง ๆ โดยไม่มี project portfolio และ KPI ที่ตรวจสอบได้ เงินกู้ก้อนนี้อาจกลายเป็นการลงทุนที่ดีในชื่อ แต่ไม่ดีพอในเชิงผลลัพธ์
ยิ่งกว่านั้นหากรัฐกู้เงินในประเทศจำนวนมากเพื่อดำเนินโครงการเองทั้งหมด อาจเกิด crowding-out effect คือรัฐแย่งทรัพยากรทางการเงินจากภาคเอกชน ทำให้เอกชนมีต้นทุนเงินทุนสูงขึ้นและลงทุนได้น้อยลง รัฐจึงควรเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้กู้และผู้จ่ายทั้งหมด” ไปเป็น “ผู้ค้ำประกันความเสี่ยงบางส่วนและผู้ดึงทุนเอกชน” ผ่าน PPP, matching fund, blended finance หรือ viability gap funding นอกจากนี้ รัฐบาลไม่ควรใช้เงินกู้แต่ควรใช้วิธีดึงเงินงบประมาณเดิมที่ยังค้างท่อ ตัดลดงบประมาณในโครงการประจำและโครงการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการสกัดกั้นการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อนำเม็ดเงินส่วนที่ประหยัดได้เหล่านี้มาใช้ขับเคลื่อนด้านพลังงานแทน หากรัฐบาลยังไม่สามารถแสดงออกถึงความน่าเชื่อถือในการบริหารจัดการลงลึกได้อย่างมีประสิทธิสภาพ (Efficacy) หรือมีแนวโน้มที่จะบริหารล่าช้า หรืองบรั่วไหล ยิ่งไม่ควรใช้เงินกู้
และประการที่ 5 การออก พ.ร.ก.กู้เงินอาจลดแรงกดดันให้รัฐ “ปฏิรูปรายจ่าย-รายได้” อย่างจริงจัง อีกเหตุผลที่รัฐบาลใช้สนับสนุนการกู้เงินคือ งบประมาณปี 2569 เหลือไม่ถึง 50,000 ล้านบาท งบกลางเหลือราว 20,000 ล้านบาท และงบประมาณปี 2570 ต้องรอถึงเดือนตุลาคม ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนข้อจำกัดด้านเวลา และสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐไทยอย่างชัดเจน นั่นคือ งบประมาณมีความยืดหยุ่นต่ำ รายจ่ายประจำสูง และรายได้รัฐไม่โตทันภาระใหม่
หากรัฐบาลเลือกกู้ก่อนโดยยังไม่แสดงแผนชัดเจนเรื่องการตัดรายจ่ายไม่จำเป็น การจัดลำดับความสำคัญงบประมาณ การขยายฐานรายได้ หรือแผนชำระหนี้เช่นนี้ เงินกู้อาจไม่ได้เป็นเพียง “ภาระการคลัง” แต่เป็น moral hazard หรือจริยวิบัติทางนโยบาย คือ เงินกู้ก้อนนี้อาจกลายเป็นทางลัดที่ทำให้รัฐเลื่อนการปฏิรูปออกไป เพราะเคยชินกับการใช้หนี้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แทนการปฏิรูปโครงสร้างรายจ่ายและรายได้ของประเทศ ทั้งที่สถานการณ์หนี้ใกล้ชนเพดานควรบังคับให้รัฐทำงบประมาณแบบเข้มงวดและมีวินัยมากขึ้น
ดร.แดน ชู ข้อเสนอแนะและทางออกในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ว่า รัฐบาลควรพิจารณา 5 แนวทางนี้เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและไม่สร้างภาระหนี้ คือ 1. เปลี่ยนจาก “หว่านแห” เป็น “แม่นเป้า”คือ เลิกการแจกเงินแบบเหวี่ยงแห และคัดกรองเฉพาะผู้ที่เดือดร้อนรุนแรงจริงๆ เช่น ครัวเรือนรายได้น้อยมาก ๆ และยากจนจริง ผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้และขาดที่พึ่งพิง แรงงานนอกระบบ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากต้นทุนพลังงาน และ SMEs ที่มีปัญหาสภาพคล่องจริง โดยเปลี่ยนจากการให้เงินบริโภคเปล่า ไปสู่การผูกบางมาตรการให้เข้ากับเงื่อนไข Workfare หรือการเติมทักษะ (Reskill/Upskill) หรือการลดต้นทุนอาชีพเพื่อให้กลุ่มเปราะบางสามารถกลับมายืนบนลำแข้งตัวเองได้โดยเร็วที่สุด และให้การช่วยเหลือไม่ใช่เพียงการบริโภคระยะสั้น
2. ใช้เงินกู้เฉพาะโครงการที่มีผลตอบแทนการคลัง (Fiscal Return) ทุกโครงการต้องตอบให้ได้ว่า เงิน 1 บาทที่รัฐใช้ไป สร้างผลตอบแทนอะไรกลับมา เช่น GDP เพิ่ม รายได้ภาษีเพิ่ม การจ้างงานเพิ่ม การนำเข้าพลังงานลดลง ต้นทุนไฟฟ้าลดลง หรือความเสี่ยงเชิงระบบลดลง หากโครงการใดตอบไม่ได้ ไม่ควรใช้เงินกู้เด็ดขาด
ส่วนข้อ 3.ควรดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (Public-Private Partnership: PPP) โดยใช้กลไกร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ Blended Finance แทนการที่รัฐต้องกู้เงินและแบกรับความเสี่ยงอยู่ฝ่ายเดียว
ข้อ4.เสนอให้ใช้หลักการบริหารลงลึกและการสร้างความโปร่งใสผ่านการสร้างระบบ Dashboard แบบ Real-Time เพื่อติดตามการทำงาน เปิดเผยข้อมูลวงเงิน ยอดเบิกจ่าย ตัวชี้วัด (KPI) ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถตรวจสอบความซ้ำซ้อน การผิดวัตถุประสงค์ และลดการรั่วไหลได้อย่างทันท่วงที
และ ข้อเสนอที่ 5. มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างแท้จริง คือ เร่งผลักดันนโยบายสีเขียว ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ไม่ใช่เพียงแค่กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นด้วยการบริโภคแบบเดิม ๆ
“ผมขอวิงวอนรัฐบาลว่า ยังไม่ควรกู้เงิน 4 แสนล้านบาท และไม่ควรปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะไปมากกว่านี้ แต่ควรหันมารัดเข็มขัดใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่อย่างชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุด พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนจริง ซึ่งนั่นคือหัวใจสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยให้พ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจซบเซาได้อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว
ข่าวล่าสุด