นพ.วรงค์ ตั้งคำถามว่า การใช้เงินก้อนมหาศาลเช่นนี้มีความ "ลักลั่น" เนื่องจาก 3 แผนงานแรก ประชาชนแทบไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง และไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนถึงขั้นต้องออกเป็น พ.ร.ก. กู้เงิน เพราะพันธสัญญาความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ต่อประชาคมโลกนั้นมีกำหนดถึงปี 2593 หรืออีก 24 ปีข้างหน้า เหตุใดจึงต้องเร่งรีบกู้เงินเพื่อดำเนินการให้เสร็จภายในปีเดียว
“มันดูผิดปกติ ทำให้ผมเกิดข้อสงสัยว่าโครงการกู้เงิน 200,000 ล้านบาทนี้ ทำเพื่อประโยชน์ของนายทุนหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นนายทุนโซลาร์ นายทุนรถ EV หรือนายทุนสถานีชาร์จ และไม่แปลกที่ประชาชนจะตั้งข้อสังเกตเรื่องการหาเงินทอน เพราะมองไม่เห็นประโยชน์อื่นนอกจากทิ้งหนี้ไว้ให้ประชาชนตามชดใช้” นพ.วรงค์ กล่าว
นพ.วรงค์ ย้ำว่า รัฐบาลต้องเปิดเผยรายละเอียดโครงการทั้งหมดต่อสาธารณะ พร้อมแสดงความกังวลว่ารัฐบาลกำลังถูก "ครอบงำ" โดยกลุ่มนายทุนพลังงานสะอาดที่มุ่งเน้นแต่โซลาร์เซลล์ซึ่งผลิตไฟได้เพียงวันละ 5 ชั่วโมง ทั้งที่ไทยมีจุดแข็งด้านพลังงานสะอาดจากภาคเกษตร เช่น พืชพลังงาน หรือแก๊สชีวภาพ ที่ผลิตได้ตลอด 24 ชั่วโมงและเงินตกถึงมือเกษตรกรโดยตรง แต่รัฐบาลกลับปฏิเสธแนวทางเหล่านี้
#หมอวรงค์ #ไทยภักดี #กู้เงิน2แสนล้าน #พลังงานสะอาด #นายทุนครอบงำ #ภาษีประชาชน #ตรวจสอบรัฐบาล #เงินทอน #พลังงานทางเลือก