เนชั่นทีวี

ข่าว

“สุภา” แจงปมเหตุ ไม่อุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ป ยันอิงตามคำพิพากษา

04 พ.ค. 2569

“สุภา” แจงปมเหตุ ไม่อุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ป ยันอิงตามคำพิพากษา

“สุภา ปิยะจิตติ” แจงปมร้อน เหตุไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ยันอิงตามคำพิพากษา ศาลภาษีอากรกลาง และแนววินิจฉัยศาลฎีกา คดียึดทรัพย์ 46,000 ล้าน

ปมร้อน ภาษีหุ้นชินคอร์ป กลับมาอีกครั้ง หลัง ป.ป.ช. ชี้มูล “สุภา ปิยะจิตติ” และส่งอัยการฟ้องทันแบบเฉียดฉิว ก่อนหมดอายุความไม่ถึง 1 วัน ล่าสุด “สุภา” ออกมาชี้แจงคำถามที่หลายคนสงสัยว่า ทำไมถึงไม่อุทธรณ์?

 

4 พฤษภาคม 2569 ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ 4 ต่อ 3 ชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในคดีประเมินภาษีการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือภาษีหุ้นชินคอร์ป ของนายพานทองแท้ และนางพินทองทา ชินวัตร จนถูกกล่าวหาว่า ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีอากรราว 17,900 ล้านบาท

สุภา ปิยะจิตติ

 

โดย ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนให้อัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต และสามารถยื่นฟ้อง น.ส.สุภา เป็นจำเลยต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ทันทันอย่างเฉียดฉิว ก่อนคดีขาดอายุความไม่ถึง 1 วัน

 

ล่าสุด นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ได้ทำหนังสือชี้แจงลำดับข้อเท็จจริงของคดีดังกล่าว โดยยืนยันว่า การไม่อุทธรณ์ในขณะนั้นไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษี แต่เป็นการพิจารณาบนพื้นฐานของคำพิพากษาศาลและความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาอธิบายคือ คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดง อม.1/2553 คดียึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท ซึ่งวินิจฉัยว่า หุ้นชินคอร์ป ที่บุคคลในครอบครัวถือครองอยู่นั้น มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ คุณหญิงพจมาน เป็นเจ้าของที่แท้จริงมาโดยตลอด

 

เมื่อศาลฎีกาวางหลักไว้เช่นนี้ ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีที่กรมสรรพากรเรียกเก็บจาก นายพานทองแท้ และนางพินทองทา เนื่องจากทั้งสองไม่ใช่ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากหุ้นชุดดังกล่าว ทำให้กรมสรรพากร เป็นฝ่ายแพ้คดี

 

ตามคำชี้แจงระบุว่า ภายหลังคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบคดีมีความเห็นว่า ไม่ควรอุทธรณ์ เนื่องจากศาลฎีกาได้วินิจฉัยเรื่องเจ้าของหุ้นตัวจริงไว้แล้ว ขณะที่กรมสรรพากร เห็นพ้องในแนวทางเดียวกัน ก่อนส่งเรื่องให้กรมบัญชีกลางพิจารณาและมีความเห็นไม่อุทธรณ์เช่นกัน

 

อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลัง ยังได้สั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก 2 ประเด็น ได้แก่ แนวปฏิบัติเดิมของรัฐเคยมีการอุทธรณ์ในคดีลักษณะถือหุ้นแทนหรือไม่ และหุ้นที่ นายพานทองแท้ กับนางพินทองทา ถืออยู่นั้น เป็นส่วนหนึ่งของหุ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกา คดียึดทรัพย์หรือไม่

 

ผลการตรวจสอบที่กรมสรรพากรรายงานกลับมายืนยันว่า หุ้นดังกล่าวเป็นหุ้นชุดเดียวกับที่อยู่ในคำพิพากษาศาลฎีกา ก่อนแจ้งอัยการไม่อุทธรณ์คดีในเดือนเมษายน 2554

 

จากนั้น กระทรวงการคลัง ได้รับทราบผลการตรวจสอบ พร้อมมีข้อสังเกตให้ กรมสรรพากร ดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการประเมินภาษีเงินได้จากการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์กับบุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงต่อไป โดยขณะนั้นยังเหลือระยะเวลาจัดเก็บภาษีอีกมากกว่า 1 ปี

 

น.ส.สุภา ย้ำว่า การไม่อุทธรณ์ในครั้งนั้นเป็นเพียงการยุติการดำเนินคดีกับบุคคลที่ศาลวินิจฉัยว่า ไม่ใช่เจ้าของหุ้นตัวจริง แต่ไม่ได้หมายความว่า กระทรวงการคลังยุติการจัดเก็บภาษีทั้งหมด เพราะได้กำชับให้กรมสรรพากรไปดำเนินการประเมินภาษีกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงต่อ

 

ต่อมา กรมสรรพากร จึงนำแนวทางดังกล่าวไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินภาษี พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนต่อสู้คดีกันในชั้นศาล และท้ายที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ชำระภาษี ค่าปรับ และเงินเพิ่มรวมประมาณ 17,500 ล้านบาท

 

ด้วยลำดับเหตุการณ์ดังกล่าว น.ส.สุภา จึงเห็นว่า การดำเนินการในปี 2554 เป็นไปตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ปรากฏในขณะนั้น อีกทั้งกระทรวงการคลัง ยังมีข้อสังเกตให้เดินหน้าจัดเก็บภาษีจากเจ้าของหุ้นตัวจริงต่อเนื่อง จึงไม่ใช่การปล่อยปละละเลยจนทำให้ภาษีของรัฐสูญหายตามที่ถูกกล่าวหา

 

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ