อัยการ แจงอีกมุม ป.ป.ช. ทำงานใกล้ชิด จนทันเส้นตายยื่นฟ้อง “สุภา”
04 พ.ค. 2569

อัยการ แจงอีกมุม ให้ความเป็นธรรม ป.ป.ช. ชี้ร่วมทำงานใกล้ชิดจนทันเส้นตาย ยื่นฟ้อง “สุภา” คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป กลายเป็นต้นแบบ “โมเดลยุติธรรม”
ข่าว
04 พ.ค. 2569

อัยการ แจงอีกมุม ให้ความเป็นธรรม ป.ป.ช. ชี้ร่วมทำงานใกล้ชิดจนทันเส้นตาย ยื่นฟ้อง “สุภา” คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป กลายเป็นต้นแบบ “โมเดลยุติธรรม”
4 พฤษภาคม 2569 จากกรณี คดีที่ ป.ป.ช.ส่งสำนวนให้อัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต เพื่อยื่นฟ้อง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ในคดีเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นจำเลยต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ก่อนหมดอายุความได้ทันชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด โดย ป.ป.ช.ส่งสำนวนให้อัยการในวันที่ 29 เมษายน 2569 เหลือเวลาอีกเพียง 2 วัน คดีจะขาดอายุความ จากกำหนดอายุความ 15 ปี
ทำให้เหลือเวลาให้อัยการรับสำนวนมาพิจารณา เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลเพียง 2 วัน โดยอัยการสามารถพิจารณาและยื่นฟ้องได้ทันเวลา ก่อนคดีขาดอายุความไม่ถึง 1 วัน
ทั้งนี้ น.ส.สุภา พร้อมพวก ถูกกล่าวหา ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่ยื่นอุทธรณ์คดีเก็บภาษีการซื้อขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ชินคอร์ป” กับ นายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 17,900 ล้านบาท หลังจากที่ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้กรมสรรพากรแพ้คดี เมื่อเดือน ธ.ค.2553
โดยการยื่นฟ้องต่อศาลครั้งนี้ ตามปกติจะต้องนำตัวจำเลยยื่นฟ้องต่อศาลด้วย แต่ ป.ป.ช.ไม่ได้ตัว น.ส.สุภา มาฟ้อง ซึ่งปกติแล้วศาลจะไม่ประทับรับฟ้องคดี แต่ในคดีนี้อัยการใช้ช่องทางว่า น.ส.สุภา เป็นหนึ่งในจำเลยที่ถูกฟ้อง กรณีไม่ยอมเปิดเผยสำนวนคดี “นาฬิกาเพื่อน” ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 โดย น.ส.สุภา ได้รับการประกันตัวในคดีดังกล่าว
ทำให้อัยการสามารถใช้ช่องทางคำพิพากษาศาลฎีกาที่ว่า กรณีจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวโดยไม่หลบหนีในคดีอื่น ถือว่าจำเลยอยู่ภายใต้อำนาจศาลอยู่แล้ว ศาลจึงประทับรับฟ้องในคดี น.ส.สุภา แม้ไม่มีตัวมายื่นฟ้องต่อศาล
หลังอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ได้รับสำนวนจาก ป.ป.ช. เวลา 15.00 น. วันที่ 29 เมษายน 2569 และรู้ดีว่าเหลือเวลาอีกเพียง 2 วัน คดีจะขาดอายุความ อัยการจึงเร่งระดมทีมอัยการเพื่อลุยงานหามรุ่งหามค่ำ ตั้งแต่ได้รับสำนวน และลากยาวตลอดคืนวันพุธที่ 29 เมษายน 2569 จนแล้วเสร็จในเวลา 11.00 น. วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 จากนั้นได้นำสำนวนไปเสนอรองอัยการสูงสุดและอัยการสูงสุด พิจารณาตามลำดับ กระทั่งอัยการสูงสุดมีคำสั่งรับดำเนินคดีในเวลา 15.45 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569
จากนั้นอัยการ ได้มีหนังสือแจ้งให้สำนักงาน ป.ป.ช. รีบดำเนินการไปแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดมาพบอัยการ เพื่อฟ้องคดีในวันรุ่งขึ้น คือ วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น.
โดยเย็นวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. รีบนำหนังสือไปแจ้งให้ น.ส.สุภา ที่บ้าน โดยมีคนในบ้านออกมารับหนังสือ และแจ้งว่าจะนำหนังสือไปให้ น.ส.สุภา ซึ่งอยู่ภายในบ้านได้ลงชื่อ
**แต่ปรากฏว่าคนในบ้านหายไปสักพัก จากนั้นก็กลับออกมาบอกว่า “ลืมไปว่า น.ส.สุภาไม่อยู่บ้าน” อัยการจึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.บันทึกเหตุดังกล่าวไว้ เพื่อเตรียมทำคำร้องขอหมายจับจากศาล เพื่อให้เวลาที่หลบหนี 1 วัน ไม่ถูกนับรวมในอายุความ เพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลง
กระทั่งวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 ผู้ถูกฟ้องรายอื่นมารายงานตัวครบ ขาด น.ส.สุภา เพียงคนเดียว อัยการจึงใช้ช่องทางที่ว่า น.ส.สุภา เป็นหนึ่งในจำเลยที่ถูกฟ้อง กรณีไม่ยอมเปิดเผยสำนวนคดี “นาฬิกาเพื่อน” ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 โดย น.ส.สุภา ได้รับการประกันตัวในคดีดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยอยู่ภายใต้อำนาจศาลอยู่แล้ว ศาลจึงประทับรับฟ้องคดี น.ส.สุภา แม้ไม่มีตัวมายื่นฟ้องต่อศาล
ล่าสุดวันนี้ (4 พ.ค. 69) แหล่งข่าวจากอัยการ เปิดเผยว่า ข้อมูลที่ปรากฏเป็นข่าวกรณีที่ ป.ป.ช.ส่งสำนวนให้อัยการแบบเฉียดฉิว และอัยการต้องเร่งทำสำนวนแบบอดหลับอดนอนหามรุ่งหามค่ำเพียงหน่วยงานเดียวนั้น จริงๆแล้วไม่ใช่เพียงแค่อัยการหน่วยงานเดียวที่เร่งพิจารณาสำนวนคดี เพราะ ป.ป.ช.ก็ไม่ได้ละทิ้งหรือละเลยคดี แต่ให้ความร่วมมือทำงานกับอัยการจนนาทีสุดท้าย ก่อนที่จะฟ้องคดีทันกำหนดอายุความ
แหล่งข่าวอัยการ ระบุอีกแง่มุมว่า แม้สำนวนจะช้าไปบ้าง เพราะอาจมีเหตุผลในแต่ละองค์กร แต่ขอให้ความเป็นธรรม กับ ป.ป.ช.บ้าง ในกรณีนี้ผู้ใหญ่ใน ป.ป.ช.มิได้นิ่งนอนใจ ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมทำงานคอยอำนวยความสะดวก ในการช่วยให้ข้อเท็จจริง เพื่อให้อัยการพิจารณาเรื่องได้ง่าย รวดเร็ว และแม่นยำขึ้น รวมทั้งยังคอยสแตนบาย ในกรณีเตรียมการขอออกหนังสือ ตลอดจนร่วมวางแผนในการขอหมายจับ หากเกิดกรณีผู้ถูกกล่าวหาหลบหนี
โดยทุกขั้นตอน หลังอัยการรับสำนวน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. คอยช่วยอำนวยความสะดวก และอยู่ทำงานร่วมกับทีมอัยการโดยตลอด นับเป็นโมเดลตัวอย่างการทำงานในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
อนึ่ง ทั้ง น.ส.สุภา และพวก ที่ถูกฟ้องในคดีนี้ ทั้งในส่วนคดีอาญา และอาจมีคดีแพ่งในอนาคต ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ และยังสามารถต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ตัวเองในชั้นศาลได้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด
ข่าวล่าสุด