เนชั่นทีวี

ข่าว

“อ.สุรชาติ” เปิด 15 ข้อสังเกตปมเลิก MOU 44 เตือนรัฐอย่าใช้ชาตินิยมเป็นเดิมพัน

29 เม.ย. 2569

“อ.สุรชาติ” เปิด 15 ข้อสังเกตปมเลิก MOU 44 เตือนรัฐอย่าใช้ชาตินิยมเป็นเดิมพัน

"รักชาติหรือทำลายชาติ?" เมื่อการยกเลิก MOU 44 ถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือการเมืองเพื่อเอาใจกระแส "ขวาจัด" ! "อ.สุรชาติ" เปิด 15 ข้อสังเกตสุดคมชัด เตือนรัฐบาลอย่าใช้ “ลัทธิชาตินิยม” เป็นเดิมพัน จนอาจสูญเสียสิทธิทางทะเล และผลประโยชน์มหาศาลในอ่าวไทยไปตลอดกาล

29 เมษายน 2569 ปมร้อนความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา ที่ขณะประเทศไทย โดยรัฐบาลของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกุล ได้ตัดสินใจยกเลิก “MOU 2544” หรือ บันทึกความเข้าใจว่าด้วย เรื่อง “การอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน” ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2544 จนนำมาสู่การแสดงความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลดีผลเสียที่แท้จริงที่อาจเกิดขึ้น


ประเด็นดังกล่าว อ.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านการทหารและความมั่นคง ได้วิเคราะห์เชิงลึกปัญหา และข้อสังเกตการยกเลิก  MOU 254 ท่ามกลางกระแสชาตินิยม และการเมืองปีกขวาสุดโต่ง พร้อมเตือนระวังการละทิ้งสิทธิทางทะเล ในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ ที่อาจนำไปสู่การทำลายผลประโยชน์แห่งชาติโดยปริยาย 


โดยระบุถึงปัญหาและข้อสังเกต การยกเลิกดังกล่าวดังนี้: 


อ.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านการทหารและความมั่นคง

1. บันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา หรือ MOU 2544 ฉบับนี้ เคยถูกยกเลิกมาแล้วในเดือนพฤศจิกายน 2552 ในสมัยของรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลในขณะนั้น ยกเลิกตามข้อเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นาย กษิต ภิรมย์


2. การบอกเลิกในครั้งนั้น ไม่มีผลในทางปฏิบัติ เพราะมิได้มีการแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังรัฐบาลกัมพูชา และมิได้นำเข้าสู่กระบวนการทางรัฐสภาในการยกเลิกสนธิสัญญา


3. การยกเลิกบันทึกความเข้าใจนี้ จะต้องดำเนินการตามวิธีการของการบอกเลิกสัญญาที่กำหนดไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนา คศ. 1969 (พศ. 2512) มิใช่ประกาศแล้ว จะถือเป็นอันสิ้นสุด


4. การบอกเลิกในปี 2552 เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลกัมพูชาแต่งตั้งนายทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ประกอบกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาขณะนั้น มีปัญหาจากกรณีปราสาทพระวิหารอีกด้วย


5. การบอกเลิกของฝ่ายไทยในครั้งนั้น ใช้ข้ออ้างของกระทรวงการต่างประเทศว่า การเจรจาภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ ไม่มีความคืบหน้า และข้ออ้าง “ไม่มีความคืบหน้า” ได้ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในปี 2569


6. เมื่อรัฐบาลของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ได้ดำเนินการยกเลิกให้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ MOU ฉบับนี้จึงดำรงอยู่เป็นปกติ


7. การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 ในสถานการณ์ปัจจุบัน อาจตีความได้ว่า เป็นผลจากปัญหาสงครามไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้น 2 ครั้งในปี 2568 และเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยึดโยงกับกระแสชาตินิยมของผู้นำรัฐบาลไทย


8. ปัญหาสงครามไทย-กัมพูชา มีส่วนโดยตรงในการสร้าง “กระแสชาตินิยมไทย” และถูกกลุ่มการเมืองปีกขวาสุดโต่ง ที่เคยเคลื่อนไหวปัญหาพระวิหารในปี 2551 กลับมาสร้างกระแสอีกครั้ง ซึ่งทำให้ผู้คนหลายส่วนสังคมไทยปัจจุบันตอบรับกับกระแสนี้ และเป็นอีกส่วนของกระแสที่ส่งผลต่อชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในภาวะนี้ จึงอาจทำให้ผู้นำรัฐบาลยึดติดอยู่กับกระแสนี้ 


“อ.สุรชาติ” เปิด 15 ข้อสังเกตปมเลิก MOU 44 เตือนรัฐอย่าใช้ชาตินิยมเป็นเดิมพัน

9. ไม่ชัดเจนว่า การยกเลิก MOU นี้มีปัจจัยอื่นอีกหรือไม่ นอกเหนือจากการแสดงภาพของ “นายกฯ ชาตินิยม” เพื่อเอาใจกระแสขวาจัดและบรรดากลุ่มสุดโต่ง เพราะไม่ปรากฏปัญหาแทรกซ้อนอื่น ต่างจากปัญหาในปี 2552 ที่รัฐบาลไทยไม่พอใจการแต่งตั้งที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา


10. การยกเลิกบันทึกความเข้าใจนี้ ด้วยเหตุผลที่จะเปิดโอกาสให้ไทยและกัมพูชาใช้กฎหมายทะเล (UNCLOS, 1892) น่าจะเป็นเรื่อง “ชวนหัว” เพราะ MoU 44 อิงอยู่กับกฎหมายทะเลอยู่แล้ว คณะผู้จัดทำเดิมไม่ใช่คนที่ไม่มีความรู้ในเรื่องของกฎหมายทะเล


11. การยกเลิกก็จะต้องกลับมาทำกรอบการเจรจาใหม่ในลักษณะของ “กรอบการเจรจาชั่วคราว” (Provisional Arrangement) ที่ไม่ต่างจากการทำบันทึกความเข้าใจนี้


12. ต้องตระหนักว่า MOU 44 เป็นกลไกในการเจรจา ไม่ใช่สนธิสัญญาระหว่างประเทศในการแบ่งปันผลประโยชน์จากน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทย การยกเลิกจึงเป็นการยกเลิกกลไกในการเจรจาและยกเลิกคณะกรรมการในการเจรจา


13. ต้องทำความเข้าใจว่า การเจรจาภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจนี้ จะไม่กระทบถึงสิทธิข้อเรียกร้องทางทะเลของฝ่ายไทยที่มีอยู่แต่เดิม


14. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และบรรดาข้าราชการในกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ทั้งระดับอธิบดีและรองฯ ทั้ง 2 น่าจะทราบถึงประโยชน์ของ MOU 44 เพราะอย่างน้อยท่านทั้ง 4 นี้ล้วนเคยทำงานภายใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และน่าจะไม่เคยแสดงท่าทีคัดค้าน MOU นี้ โดยเฉพาะในอดีตคือ “ปลัดสีหศักดิ์” ที่น่าจะทราบเรื่องนี้ดี


15. อยากเห็นความเป็น “ข้าราชการที่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ” จากหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง 3 ส่วนในการพูดความจริงต่อปัญหา MoU คือจาก 1) กรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ 2) กรมแผนที่ทหาร และ 3) กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ โดยเฉพาะในส่วนที่ 3 นั้น บุคลากรในอดีตจาก อศ. ทร. มีส่วนอย่างสำคัญในการวางกรอบของ MOU 44 เว้นแต่นายทหารเรือที่มีอำนาจในปัจจุบัน จะไม่รู้จักบทบาทของ “ครู” ใน อศ. ที่ได้สร้างคุณูปการอย่างมากในการแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลของไทย 


บทสรุปท้ายบท: ผู้เขียนตระหนักดีว่า บทท้วงติงนี้คงไม่สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางการตัดสินใจของนายกฯ ในการยกเลิก MOU 44 ได้ เพราะท่านจำเป็นต้องเอาใจฝ่ายขวาสุดโต่ง และเพื่อแสดงตนในความเป็น “นักชาตินิยม” ให้เป็นที่ประจักษ์ในสังคม แต่สุดท้ายนี้ อยากให้ท่านตระหนักว่า การตัดสินใจของท่านได้ทำลาย “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของไทยไปโดยปริยาย เพราะการยกเลิก MOU 44 คือ การละทิ้งผลประโยชน์ทางทะเลของไทยในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ ตามที่คณะเจรจาเดิมได้จัดทำกรอบไว้ !


นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี