นายปิติกรณ์ ยังกังวลว่า ความเชื่อมั่นของทุเรียนไทยกำลังหายไป เพราะมีการสวมสิทธิ์ GAP หรือ Goods Agricultural Practices และการตัดทุเรียนอ่อนก่อนเวลา เพื่อขายในราคาสูง และทุเรียนไทย กว่า 80% หรือ 900,000 ตัน ต้องฝากความหวังไว้ที่ประเทศจีน แต่จีนเพิ่งอนุญาตนำเข้าทุเรียนเวียดนาม จนปริมาณนำเข้าแซงไทยไปแล้ว แต่โชคดีที่มูลค่าการนำเข้า ประเทศไทยยังมากกว่า เพราะคุณภาพดีกว่า ซึ่งตนกังวลว่า ภายใน 5 ปี ประเทศไทยยังไม่สามารถจัดการปัญหาทุเรียน 0 เหรียญ ปัญหานอมินี หรือคุณภาพทุเรียนไม่ได้ เชื่อว่า เวียดนามจะแซงไทยทั้งปริมาณ และคุณภาพแน่นอน
นายปิติกรณ์ ยังแนะนำให้มีการหาตลาดทุเรียนไทยใหม่ นอกเหนือจากการตั้งบูธในต่างประเทศ เพราะ 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกไปยังจีนสูง ฉะนั้น การหาตลาดใหม่ จะช่วยให้ไทยลดการผูกขาดกับประเทศใดประเทศหนึ่งจนมาทำลายตลาดทุเรียนไทย รวมทั้งจะต้องเข้มงวดมาตรฐาน GAP ทุเรียนไทย ให้มีคุณภาพ และปลอดภัย พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ แก้ปัญหานอมินีที่มาซื้อสวนทุเรียนไทย รวมทั้งตรวจสอบล้งผลไม้ไทย เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์