บันทึกเจ้าปัญหา "อ.สุรชาติ" ชี้ MOU คือเหยื่อการเมือง เตือนอย่าแก้ปัญหาด้วยกระแส
24 เม.ย. 2569

"สุรชาติ บำรุงสุข" วิเคราะห์ปมยกเลิก MOU 44 เตือนรัฐบาล-กองทัพเรือยับยั้งชั่งใจ อย่าใช้วาทกรรมชาตินิยมแก้ปัญหาความมั่นคงระยะยาว
ข่าว
24 เม.ย. 2569

"สุรชาติ บำรุงสุข" วิเคราะห์ปมยกเลิก MOU 44 เตือนรัฐบาล-กองทัพเรือยับยั้งชั่งใจ อย่าใช้วาทกรรมชาตินิยมแก้ปัญหาความมั่นคงระยะยาว
24 เมษายน 2569 ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ข้อเรียกร้องให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นวาทกรรมที่ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหารในปี 2551 จนกระทั่งในรัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ขานรับกระแสชาตินิยมจนนำไปสู่การประกาศยกเลิก MOU 44 เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา
เกี่ยวกับเรื่องนี้ อ.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านการทหารและความมั่นคง ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ ระบุว่า ใครที่ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชามาตลอด จะเห็นถึงท่าทีอย่างต่อเนื่องของกลุ่ม “ชาตินิยมสุดโต่ง” ที่เรียกร้องให้ยกเลิก “บันทึกช่วยจำ” ที่ทำขึ้นเพื่อเป็นกรอบในการเจรจาเรื่องเส้นเขตแดนทั้งทางบกและทางทะเลในปี 2543 และ 2544 หรือที่เรียกกันว่า “MOU 43” และ “MOU 44”
ข้อเรียกร้องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะกลุ่มนี้ได้สืบทอดการเรียกร้องมาตั้งแต่การเคลื่อนไหวใหญ่ในกรณีปราสาทพระวิหารในปี 2551 แล้ว และว่าที่จริง รัฐบาลในสมัยนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยประกาศยกเลิก MOU 44 มาแล้ว แต่เป็นการยกเลิกฝ่ายเดียว แต่เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์สิ้นสุดลง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ยกเลิกแนวคิดดังกล่าว MOU 44 จึงดำรงอยู่จนปัจจุบัน
แต่ต่อมานับจากยุครัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ฝ่ายขวาก็เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวใหม่ในการยกเลิก MoU กันอีกครั้ง จนถึงช่วงความขัดแย้งในยุคปัจจุบัน ที่มาพร้อมกับการมาของรัฐบาลนายกฯ อนุทิน
ดังนั้น รัฐบาลภูมิใจไทยในสภาวะเช่นนี้ ซึ่งพยายามแสดงตัวเป็นรัฐบาล “ปีกอนุรักษ์นิยม” และให้การตอบรับกับกระแสชาตินิยม และหนึ่งในท่าทีเช่นนี้คือ พรรคฯ มีนโยบายในการยกเลิกบันทึกช่วยจำทั้ง 2 ฉบับ และเป็นนโยบายหลักที่สำคัญในการหาเสียงช่วงการเลือกตั้ง
บรรดาฝ่ายอนุรักษ์นิยมสุดโต่งไทยมีความเชื่ออย่างง่ายๆ ว่า บันทึกนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่ไทย โดยละเลยรายละเอียดและข้อเท็จจริงทั้งทางประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และกฎหมายระหว่างประเทศ
ความเห็นของอีกฝ่ายที่เห็นแย้งกับความเชื่อของฝ่ายอนุรักษ์นิยมสุดโต่งนั้น แทบจะไม่ได้รับความสนใจจากฝ่ายรัฐบาล และในอีกด้านทางทหารบางส่วนเอง ก็อาจจะต้องเล่นไปกับ “กระแสชาตินิยมรัฐบาล” ที่ถูกสร้างมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง
แต่ก็เห็นได้ในกระแสนี้ว่า ทางกองทัพบกไม่ได้มีท่าทีไหลไปกับรัฐบาลทั้งหมด ที่ต้องการยกเลิก “MOU 43” อาจจะเป็นเพราะยังเชื่อว่า บันทึกนี้เป็นประโยชน์แก่ไทย และจะเห็นได้ว่า ทบ. ไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีแบบ “เลิก MOU” ไปเลย
วันนี้ ประเด็นจึงอยู่กับ MOU 44 เท่านั้น ส่วนกองทัพเรือ มีท่าทีแตกต่างออกไป ทร. ดูจะไหลลื่นไปกับ “กระแสชาตินิยมรัฐบาล” ที่ต้องการยกเลิก “MOU 44” และท่าทีเช่นนี้ ปรากฏจากคำสัมภาษณ์ของทั้ง เสธ ทร. และ โฆษก ทร.
การเคลื่อนไหวในการยกเลิก MOU ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดแล้ว รัฐบาลโดย สมช. ได้ประกาศยกเลิก MOU 44 ในวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา
แต่การยกเลิกเช่นนี้ ก็มีคำถามตามมาหลายประการ ดังนี้
1) ปกติแล้ว การจะยกเลิกสิ่งที่เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ จะต้องเป็นผลมาจากรัฐคู่ภาคีได้ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว และเป็นการละเมิดที่มีนัยสำคัญ คู่ภาคีอีกฝ่ายจึงจำเป็นต้องขอยกเลิก ซึ่งไม่ชัดเจนว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดอะไรในเรื่องนี้
2) การยกเลิกเป็นการประกาศฝ่ายเดียวไม่ได้ คู่ภาคีอีกฝ่ายต้องยกเลิกด้วย จึงจะมีผลบังคับใช้จริง ซึ่งคงต้องรอดูท่าทีของฝ่ายกัมพูชา
3) ถ้ายกเลิก MOU แล้ว รัฐคู่ภาคีจะดำเนินการต่ออย่างไรกับการสร้างกรอบการเจรจาใหม่ในอนาคต
4) ถ้าไทยเชื่อว่า เมื่อเลิกแล้ว รัฐคู่ภาคีจะดำเนินการแก้ปัญหาในกรอบของกฎหมายทะเล (UNCLOS, 1982) ซึ่งฝ่ายไทยทั้งรัฐบาลและกองทัพเรือได้ประกาศเช่นนั้น จนเสมือนคณะทำงาน MOU 44 ในอดีต ละเลย/ไม่มีความรู้ในเรื่องกฎหมายทะเล ซึ่งบางทีวันนี้ อาจจะมีคำถามด้านกลับว่า นายกฯ และนายทหารระดับสูงของ ทร. ที่ออกมาแถลงบนหน้าสื่อนั้น มีความเข้าใจเรื่องกฎหมายทะเลเพียงใด (ผมไม่เชื่อว่า คนอย่าง ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย หรือ พล.ร.อ. ถนอม เจริญลาภ จะไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายทะเล !)
5) ในทางกลับกัน มีคำถามว่า ตกลงแล้วสาระสำคัญของ MOU แตกต่างไปจาก UNCLOS หรือ MOU เป็นการละเมิดต่อหลักการของกฎหมายทะเลจริงหรือ ซึ่งคำตอบคือ ไม่จริงแต่อย่างใด เพราะ MoU 44 ถูกจัดทำขึ้นในกรอบของ UNCLOS ดังนั้น จึงเป็นเรื่อง “ตลก” ที่บอกเลิก MOU เพื่อที่จะไปตาม UNCLOS
6) รัฐบาลและ ทร. ควรต้องกลับไปทำความเข้าใจในเรื่องนี้ใหม่ เพราะในอีก MOU 44 คือ การดำเนินการตาม UNCLOS (ถ้าไม่มีความรู้ อย่าแถลงมั่วๆ เพราะประชาชนจะเข้าใจผิดครับ !)
7) ถ้าไทยจะเดินไปกับ UNCLOS ตามที่รัฐบาล และ ทร. เสนอ ก็จะนำไปสู่การจัดทำกรอบการเจรจาในลักษณะของกรอบการเจรจาชั่วคราว (Provisional Arrangements) ซึ่งเราจะเรียก MOU หรือไม่ก็ตาม แต่สุดท้ายก็จะต้องสร้างกรอบในลักษณะเดิม
8) ถ้าต้องกลับมาทำกรอบเช่นนี้ ใครจะเป็นผู้จัดทำ เพราะแต่เดิมบทบาทหลักในเรื่องของทางทะเลคือ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ และอีกส่วนอาจจะเป็นกรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศ รัฐบาลในอนาคตจะกลับมาใช้องค์กรเช่นนี้อีกหรือไม่ โดยเฉพาะบทบาทหลักของกรมอุทกฯ
9) สาระสำคัญของกรอบใหม่ที่จะทำขึ้นจะยังคงเดิม หรือเปลี่ยนแปลงไป แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อะไรคือเหตุผล รัฐบาลและ ทร. ต้องตอบให้สังคมทราบ (อย่าตอบแบบไร้สาระว่า กรอบเก่าใช้ไม่ได้ !)
10) ถ้าการจัดทำกรอบการเจรจาใหม่ทำไม่ได้ และความขัดแย้งยังดำรงอยู่ ก็อาจนำไปสู่การตั้ง “คณะอนุญาโตตุลาการ” (Tribunal) เพื่อแก้ปัญหาในแบบพหุภาคี เช่นในกรณีของฟิลิปปินส์กับจีนในทะเลจีนใต้ ไทยพร้อมจะเข้าสู่การแก้ปัญหาในรูปแบบเช่นนี้เพียงใด และถ้าเกิดความเสียหายเช่นกรณีพระวิหารจากคำตัดสินศาลโลกในปี 2556 ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ จนถึงวันนี้ การเสียดินแดนจากคำตัดสินในปี 2556 ยัง
ไม่เคยพูดกันอย่างจริงจังในสังคมไทย
11) กองทัพเรือมีผู้รู้/ผู้เชี่ยวชาญทางทะเลอยู่ในกรมอุทกฯ ผู้ใหญ่ใน ทร. เคยขอรับฟังข้อพิจารณาจากกรมฯหรือไม่ และคนในกรมฯ จะเป็นเพียงพวก “ลอยไปกับกระแส” ด้วยหรือไม่ … พล.ร.อ. ถนอม เจริญลาภ ผู้ที่มีส่วนอย่างสำคัญในการทำเส้นเขตแดนทางทะเลของไทย คงเสียใจที่ วันนี้กองทัพเรือ และกรมอุทกฯ ที่ท่านเคยสังกัดอยู่ไม่ยืนอยู่กับหลักการของกฎหมายทะเลที่ท่านเคยวางรากฐานไว้ในชีวิตการทำงาน
12) อยากขอความกรุณาท่านายกฯ มี “ความยับยั้งชั่งใจ” ที่จะไม่แก้ปัญหาความมั่นคงของชาติ ด้วยแนวทางแบบ “กระแสนิยม” เพราะกระแสการเมืองแบบชาตินิยมสุดโต่งอาจจะมีผลระยะสั้น แต่อาจสร้างปัญหาระยะยาว และยังอยากขอท่านนายกฯ อ่านเอกสาร “MOU 44” อีกสักครั้ง เพื่อที่จะตอบว่าในบันทึกนี้ ไทยเสียเปรียบอะไร หรือความเสียเปรียบเป็นเพียงการสร้าง “วาทกรรมการเมือง” ของคนบางกลุ่ม บางพวกเท่านั้น
ท้ายบท
ทั้งหมดที่กล่าวแล้ว คงไม่ได้บอกอะไรมากกว่า “MOU” คือ “เหยื่อการเมือง” ที่เป็นชัยชนะใหญ่ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง แต่ก็เป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของงานด้านต่างประเทศของไทย!
ข่าวล่าสุด