เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY: "โคโดคุชิ" ญี่ปุ่นทะลุ 76,000 ราย — ผู้สูงอายุไทย 1.8 ล้านคนอยู่ลำพัง เราพร้อมรับมือวิกฤตตายโดดเดี่ยวแล้วหรือยัง?

24 เม.ย. 2569

STORY: "โคโดคุชิ" ญี่ปุ่นทะลุ 76,000 ราย — ผู้สูงอายุไทย 1.8 ล้านคนอยู่ลำพัง เราพร้อมรับมือวิกฤตตายโดดเดี่ยวแล้วหรือยัง?

ถ้าคุณหายไปจากโลกนี้วันนี้ จะมีคนรู้ภายใน 24 ชั่วโมงไหม?... ในประเทศที่เทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุดในโลก มีคนหลายหมื่นคนต่อปีที่ตายอยู่คนเดียวในอพาร์ตเมนต์ของตัวเอง โดยไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาจากไปแล้ว บางรายนานนับเดือน บางรายนานกว่าหนึ่งปี และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ประเทศไทยกำลังเดินตามรอยเดิมนั้นอยู่อย่างช้า ๆ

🔵 [ญี่ปุ่น: ตัวเลขที่ซ่อนอยู่หลังประตูปิด]


สำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น (NPA) รายงานว่า ในปี 2025 มีผู้เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวภายในที่พักอาศัยของตนเองสูงถึง 76,941 ราย ตัวเลขนี้คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของศพทั้งหมด ที่ตำรวจต้องเข้าไปจัดการตลอดทั้งปี

ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า "โคโดคุชิ" (Kodokushi - 孤独死) หรือการตายอย่างโดดเดี่ยว ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ด้วยจำนวนถึง 58,919 ราย หรือคิดเป็น 76.6% ของทั้งหมด

แต่ตัวเลขที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือ มีผู้เสียชีวิตถึง 22,222 ราย ที่ไม่มีใครพบร่างกายจนกระทั่งผ่านไปแล้วกว่า 8 วัน ในจำนวนนั้น มี 7,148 รายที่นอนตายอยู่คนเดียวนานกว่า หนึ่งเดือน โดยไม่มีใครแม้แต่จะเคาะประตูถาม



🔵 [ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุ — "ความโดดเดี่ยว" ไม่เลือกวัย]


ภาพจำของโคโดคุชิที่ผูกติดกับผู้สูงอายุกำลังจะต้องเปลี่ยนไป เพราะงานวิจัยจากสำนักงานชันสูตรศพโตเกียว (TMEO) พบว่า ในช่วงปี 2018-2020 มีคนอายุ 10-39 ปี ในเขตโตเกียวเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวถึง 742 ราย และในกลุ่มนี้ กว่า 40% ต้องใช้เวลานานกว่า 4 วันจึงจะมีคนมาพบ

ศ.เอมิโกะ คิชิ จากมหาวิทยาลัยโตโฮ ชี้ว่า คนวัย 20-40 ปีมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับ "ภาวะละเลยตัวเอง" (Self-neglect) — นั่นคือการที่บุคคลหนึ่งค่อย ๆ สูญเสียแรงจูงใจในการดูแลตัวเอง จนกระทั่งหายไปจากสายตาโลกก่อนที่ร่างกายจะดับสิ้น ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตจำนวนมากในกลุ่มคนหนุ่มสาวมาจาก "การฆ่าตัวตาย"

แล้วอะไรคือรากของปัญหานี้กันแน่?

🔵 [วัฒนธรรม "เมวากุ" — เมื่อการไม่รบกวนผู้อื่นกลายเป็นหลุมฝังศพ]


ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมที่เรียกว่า "เมวากุ" (Meiwaku) ซึ่งคือความพยายามไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น สิ่งที่ดูเหมือนคุณธรรมนี้กลับกลายเป็นกับดักอันตรายสำหรับคนที่กำลังประสบความยากลำบาก เพราะสังคมกดดันให้พวกเขาต้องพึ่งพาตัวเอง และมองว่าการขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องน่าอับอาย

ประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจในยุค "ทศวรรษที่สาบสูญ" ช่วงปี 1991-2003 ที่ทำลายความมั่นคงในการจ้างงาน และตัดโอกาสสร้างครอบครัวของคนวัยกลางคนจำนวนมาก เมื่อสูญเสียงาน ซึ่งเป็นแหล่งรวมสังคมเพียงแห่งเดียว พวกเขาก็ตกสู่สิ่งที่เรียกว่า "มูเอ็นชาไก" (Muenshakai) — สังคมที่ไร้สายสัมพันธ์

ระบบที่ควรช่วยชีวิตคนกลับกลายเป็นสิ่งปิดบังความตาย เพราะการชำระค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าเช่าบ้านแบบอัตโนมัติ ทำให้ตราบใดที่ยังมีเงินในบัญชี ระบบก็จะทำงานต่อไปโดยไม่สนว่าเจ้าของห้องยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่


🔵 [เมื่อความตายกลายเป็นธุรกิจ]


ปัญหาโคโดคุชิได้ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมที่ไม่น่าจะมีอยู่ ห้องที่เกิดเหตุจะถูกจัดเป็น "จิโกะ บุคเค็น" (Jiko Bukken) หรืออสังหาริมทรัพย์ที่มีตำหนิ ซึ่งส่งผลให้ราคาเช่าลดลง 20-50% และเปิดทางให้เกิดบริการที่ชื่อว่า "โทคุชู เซโซ" (Tokushu Seiso) หรือบริษัททำความสะอาดพิเศษเพื่อจัดการร่องรอยการเสียชีวิต

โคจิมะ มิยุ พนักงานทำความสะอาดที่เคยเข้าห้องผู้เสียชีวิตมาแล้วนับไม่ถ้วน กล่าวได้อย่างน่าคิดว่า "คำว่า Kodoku สื่อถึงความอ้างว้าง แต่มีเพียงส่วนน้อยที่ตัดขาดจากสังคมจริง ๆ หลายคนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนและครอบครัวจนถึงวาระสุดท้าย ฉันรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมที่จะตราหน้าการจากไปของพวกเขาว่าเป็นการตายอย่างโดดเดี่ยว"

เธอย้ำว่าการตายคนเดียวไม่ได้แปลว่าคนคนนั้นไม่มีใครรัก แต่มันสะท้อนว่าสังคมขาดระบบที่จะ "มองเห็น" พวกเขาในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่



🔵 [ไทย: เรายังมีเวลาเปลี่ยนเส้นทาง?]


กลับมามองประเทศไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่าไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super Aged Society) ภายในไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกิน 28% ของประชากรทั้งหมด

และข้อมูลที่ควรทำให้เราหยุดคิดคือ จากผลสำรวจปี 2567 พบว่ามีผู้สูงอายุไทยที่อาศัยอยู่ลำพังแล้วถึง 1.8 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าในรอบ 30 ปี โดยเฉพาะในเขตเมืองที่ชุมชนและเพื่อนบ้านเริ่มห่างเหิน

นักวิจัยได้เสนอแนวทางรับมือผ่าน "ตาข่ายนิรภัยดิจิทัล" (Digital Safety Net) เช่น ระบบติดตามการใช้น้ำและไฟฟ้าแบบอัจฉริยะ หากพบความผิดปกติในพฤติกรรม ระบบจะแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม แต่คำถามคือ เราพร้อมลงทุนกับมันแล้วหรือยัง?



🔵 [บทเรียนจากญี่ปุ่น สู่การกระทำของไทย]


ประเทศญี่ปุ่นใช้เวลานานหลายสิบปีกว่าจะตระหนักว่าตัวเลข 76,000 ศพต่อปีคือสัญญาณที่สังคมล้มเหลวในการ "มองเห็น" กันและกัน ไม่ใช่ความล้มเหลวของปัจเจกบุคคล

สำหรับไทย เรายังมีสิ่งที่ญี่ปุ่นกำลังสูญเสียไป — นั่นคือ วัฒนธรรมชุมชนที่แน่นแฟ้น ความเชื่อมโยงระหว่างผู้คน สายสัมพันธ์แบบไทย ๆ ที่ยังคงพอหลงเหลืออยู่ คำถามไม่ใช่ว่าเราจะ "เจริญรอยตาม" ญี่ปุ่นหรือไม่ แต่คือ เราจะเลือกรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ได้นานแค่ไหน ก่อนที่ความทันสมัยจะกัดกร่อนมันไปจนหมด

เพื่อนบ้านของคุณที่อาศัยอยู่ลำพัง คุณรู้ล่าสุดว่าเขาหรือเธอเป็นอย่างไรบ้างเมื่อไหร่?
บางครั้ง การเคาะประตูถามสักครั้ง อาจหมายถึงชีวิตคนหนึ่งคน

แชร์เรื่องนี้ให้คนที่คุณรักได้อ่านด้วย — เพราะสังคมที่ดีเริ่มต้นจากการที่เรามองเห็นกัน 💙