วัส ติงสมิตร ชี้ คดีศักดิ์สยาม ตำราเล่มใหญ่ตรวจสอบทุจริต
20 เม.ย. 2569 | prisana_tha

วัส ติงสมิตร ชี้คดีศักดิ์สยาม ไม่ใช่แค่ข่าวการเมือง แต่เป็นตำราเล่มใหญ่ตรวจสอบทุจริตเชิงนโยบาย พร้อมไล่ไทม์ไลน์เส้นเงิน “ปฏิบัติการ 10 นาทีที่เปลี่ยนชีวิต”
ข่าว
20 เม.ย. 2569 | prisana_tha

วัส ติงสมิตร ชี้คดีศักดิ์สยาม ไม่ใช่แค่ข่าวการเมือง แต่เป็นตำราเล่มใหญ่ตรวจสอบทุจริตเชิงนโยบาย พร้อมไล่ไทม์ไลน์เส้นเงิน “ปฏิบัติการ 10 นาทีที่เปลี่ยนชีวิต”
20 เมษายน 2569 นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาและอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม) ในฐานะนักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความว่า “ย้อนรอยคำวินิจฉัยศาล รธน. 1/2567 : อวสาน "นอมินี" เมื่อเส้นเงินโกหกไม่เป็น!
ระหว่างที่รอเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงเป็นเอกสารถึงเหตุผลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. วินิจฉัยยกคำร้องคดีที่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นหรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ
เรามาย้อนรอยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 ที่มีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของ "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" สิ้นสุดลง
ไม่ใช่แค่ข่าวการเมืองทั่วไป แต่นี่คือ "ตำราเล่มใหม่" ของการตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบายและการซุกหุ้นในประเทศไทยที่นักการเมืองทุกคนต้องสะดุ้ง!
หัวใจสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความ รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 187 ซึ่งระบุชัดเจนว่า รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท หากจะคงไว้ซึ่งผลประโยชน์ต้องโอนให้ "นิติบุคคลจัดการทรัพย์สิน" และห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการไม่ว่าทางใดๆ
แต่สิ่งที่สังคมได้เห็นจากคำวินิจฉัยนี้คือการใช้หลัก "Substance over Form" หรือการดู "เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ" ศาลไม่ได้ดูแค่ชื่อในทะเบียนผู้ถือหุ้น แต่ศาลไล่ล่าหาความจริงจาก "เส้นทางการเงิน" (Money Trail) ที่ดิ้นไม่หลุด!
หลักฐานที่เด็ดที่สุดในคำวินิจฉัย คือการเปิดเผยเส้นทางเงินงวดที่ 2 จำนวน 35 ล้านบาท ที่เหมือนฉากในหนังสายลับ:
บทวิเคราะห์ : ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที เงินไหลกลับมาที่จุดเริ่มต้น! ศาลมองว่านี่ไม่ใช่การซื้อขายธุรกิจตามปกติ แต่คือการ "หมุนเงิน" เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ (Paper Trail) ว่ามีการซื้อขายกันจริง ทั้งที่ความจริงแล้วเจ้าของเงินกับผู้รับเงินคือเครือข่ายเดียวกัน
เมื่อถูกจับผิดเรื่องเส้นเงิน ฝ่ายผู้ถูกร้องพยายามอ้างเรื่อง "การชำระหนี้เงินกู้เก่า 40 ล้านบาท" แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับสวมวิญญาณนักบัญชีตรวจสอบพบว่า:
• ไม่พบรายการโอนเงินกู้ในอดีตจริง
• งบการเงินของบริษัทในขณะนั้นไม่มีสภาพคล่องพอที่จะมีเงินมากขนาดนั้น
• เอกสารคำชี้แจงขัดแย้งกับหลักฐานทางบัญชีอย่างรุนแรง
นี่คือบทเรียนว่า ในยุคดิจิทัล "หลักฐานเอกสารที่ทำขึ้นย้อนหลัง" ไม่สามารถเอาชนะ "ข้อมูลดิจิทัลในระบบธนาคาร" ได้เลย
เจตนารมณ์ของมาตรา 187 คือการป้องกัน "การขัดกันแห่งผลประโยชน์" (Conflict of Interest) เพื่อให้รัฐมนตรีทำหน้าที่โดยอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของใคร หรือแอบบริหารบริษัทที่รับงานจากกระทรวงที่ตนเองดูแลอยู่
1.นอมินีไม่ใช่เกราะกำบัง: แม้จะอ้างว่าขายหุ้นให้เพื่อนหรือคนสนิทไปแล้ว แต่ถ้าพฤติการณ์ยังแสดงความเป็นเจ้าของ (เช่น ยังเอาเงินไปฝากให้บริษัท) ศาลจะถือว่ายังเป็นเจ้าของอยู่
2. ความรับผิดชอบครอบคลุมถึงคู่สมรสและบุตร: รัฐธรรมนูญเขียนดักไว้ทุกทางเพื่อให้ความโปร่งใสเกิดขึ้นจริง
3. มาตรฐานจริยธรรมที่สูงขึ้น: การเป็นรัฐมนตรีไม่ใช่แค่มีชื่อสะอาดในหน้ากระดาษ แต่ "เบื้องหลัง" ต้องสะอาดจริงๆ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 จึงเป็น "หมุดหมายสำคัญ" ที่แสดงให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญยุคนี้พร้อมที่จะใช้วิธีการตรวจสอบเชิงลึก (Active Investigation) ไม่ใช่แค่รออ่านเอกสารที่คู่ความส่งมาให้ การไล่เช็กเส้นทางเงินแบบนาทีต่อนาที คือฝันร้ายของผู้ที่คิดจะ "ซุกหุ้น" และเป็นชัยชนะของหลักการรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ผู้บริหารประเทศโปร่งใสอย่างแท้จริง