อดีตผู้พิพากษา จี้ ป.ป.ช. เปิดเหตุผลยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม”
19 เม.ย. 2569

อดีตผู้พิพากษา จี้ ป.ป.ช. เปิดเหตุผลฉบับเต็ม กรณียกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” ชี้ “ดุลพินิจ” สวนทางกับ “ความจริงที่ปรากฏ”
ข่าว
19 เม.ย. 2569

อดีตผู้พิพากษา จี้ ป.ป.ช. เปิดเหตุผลฉบับเต็ม กรณียกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” ชี้ “ดุลพินิจ” สวนทางกับ “ความจริงที่ปรากฏ”
19 เมษายน 2569 นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาและอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์ความเห็น กรณีมติ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สวนทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ว่า
“เมื่อ “ดุลพินิจ” สวนทางกับ “ความจริงที่ปรากฏ” : เสียงเรียกจากสังคมถึง ป.ป.ช. ในกรณีศักดิ์สยาม ชิดชอบ
ในระบอบประชาธิปไตยที่มีหลักนิติรัฐเป็นแกนกลาง “ความยุติธรรมต้องไม่ใช่แค่การทำตามกฎหมาย แต่ต้องทำให้สังคมเห็นและเชื่อมั่นว่ายุติธรรมด้วย” แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีของคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ กลับกำลังสร้างรอยร้าวลึกในใจประชาชน เมื่อหน่วยงานตรวจสอบสองแห่งที่มีความสำคัญระดับประเทศ กลับวินิจฉัยผลลัพธ์ออกมาคนละทิศทาง ทั้งที่มี “พยานหลักฐานชุดเดียวกัน”
เราได้รับทราบคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ (มกราคม 2567) ที่ชี้ชัดด้วยมติ 7 ต่อ 1 ว่ามีการ “อำพราง” และยังคงสถานะเจ้าของหุ้นตัวจริง ซึ่งส่งผลให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีทันที นั่นคือบรรทัดฐานที่ศาลวางไว้ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวคือการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
แต่เมื่อเรื่องมาถึงมือ ป.ป.ช. (กันยายน 2568) ผลลัพธ์กลับกลายเป็น “ปัดตกข้อกล่าวหา” โดยให้เหตุผลเบื้องต้นว่า “ไม่พอพิสูจน์เจตนาว่าจงใจยื่นบัญชีเท็จ” จุดนี้เองที่ทำให้สังคมเกิดอาการช็อก! เพราะพฤติการณ์อำพรางที่ศาลเห็น กลับกลายเป็นพฤติการณ์ที่ไม่เพียงพอจะพิสูจน์ความจงใจในสายตา ป.ป.ช.
ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สาเหตุหลักที่ทำให้สังคมคลางแคลงใจ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมายที่ซับซ้อน แต่คือ “ดุลพินิจของตัวบุคคลในองค์กร”
เมื่อกฎหมายเปิดช่องให้ใช้การตีความ สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือมาตรฐานที่คงเส้นคงวา หาก “การอำพราง” ไม่เท่ากับ “ความจงใจ” แล้วมาตรฐานแบบไหนกันที่ ป.ป.ช. ใช้ในการวัดใจนักการเมือง? การใช้ดุลพินิจที่ดูเหมือนจะโน้มเอียงไปในทางที่ทำให้ผู้ถูกตรวจสอบพ้นผิด ย่อมนำไปสู่คำถามที่เจ็บปวดว่า “องค์กรอิสระยังคงเป็นอิสระจากอำนาจการเมืองจริงหรือไม่?”
ความเงียบคือศัตรูของความเชื่อมั่น ในเมื่อสังคมมีคำถาม ป.ป.ช. มีหน้าที่เดียวที่จะรักษาศักดิ์ศรีขององค์กรไว้ได้ คือ “การเปิดเผยรายละเอียดคำวินิจฉัยและเหตุผลในการยกข้อกล่าวหาให้สาธารณชนได้รับทราบโดยเร็วที่สุด”
เราไม่ได้ต้องการเพียงคำสรุปว่า “ยกข้อกล่าวหา” แต่เราต้องการทราบว่า:
• พยานหลักฐานชิ้นใดที่ ป.ป.ช. มองต่างจากศาลรัฐธรรมนูญ?
• บรรทัดฐานของคำว่า “จงใจ” ของ ป.ป.ช. วางไว้อยู่ตรงไหน?
• เหตุผลประกอบดุลพินิจของกรรมการที่บันทึก "ความเห็นแย้ง" หรือเหตุผลของตนไว้ในรายงานการประชุม?
หาก ป.ป.ช. มั่นใจว่าการใช้ดุลพินิจครั้งนี้เป็นไปโดยสุจริตและยึดถือหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องประวิงเวลาในการเปิดเผยข้อมูล
การเปิดเผยความจริงคือการให้เกียรติประชาชน และเป็นการพิสูจน์ว่า “ดุลพินิจ” นั้นถูกใช้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่เพื่อรักษาอำนาจให้ใครบางคน
จนกว่าคำอธิบายที่สมเหตุสมผลจะถูกกางออกมา สังคมไทยจะยังคงเฝ้าถามและตรวจสอบต่อไป เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าและความคลุมเครือ คือความยุติธรรมที่ถูกปฏิเสธ”
ข่าวล่าสุด