นายสัญญาภัชระ กล่าวอีกว่า ในวันนี้ยังไม่มีการยื่นประกันตัว มีแค่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้กับอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ทางตัวของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ก็ได้มีการยื่นหนังสือข้อโต้แย้งอำนาจการสอบสวน ส่วนผลหลังจากยื่นคงทราบภายในเร็ว ๆ พร้อมกับเข้ามายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมในระหว่างก่อนถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นี้ โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจสอบสวนที่เรามองว่าเรื่องนี้ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ถ้ามีการกระทำความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ร่วมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ก็ต้องเป็นเรื่องที่ดำเนินการไปพร้อมกัน แต่ตอนนี้มีการดำเนินการโดยคณะผู้ไต่สวนอิสระ เส้นทางจะไปจบที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่องในวันนี้ก็จะต้องไปในเส้นทางเดียวกันด้วย จึงโต้แย้งว่าการที่ดำเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนต่าง ๆ เป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบ จึงเป็นหน้าที่ของอธิบดีอัยการวินิจฉัยว่าจะสั่งฟ้องได้หรือไม่จากกระบวนการสอบสวนที่ไม่ชอบตั้งแต่แรก
เมื่อถามว่า สภาพจิตใจของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่าตัว พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ มีสภาพจิตใจเป็นอย่างไร เพราะเท่าที่ได้เจอกันก็ยังพูดคุยปกติ แต่ที่ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพราะเจ้าตัวเคยพูดเอาไว้แล้วว่าไม่อยากนำเรื่องกระบวนการผ่านสื่อ และขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของทนายความ อยากให้เป็นเรื่องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายไปดีกว่า และเจ้าตัวไม่ได้กลัวการพิจารณาแต่กลัวการพิจารณาที่ไม่ชอบ ส่วนที่เดินทางเข้ามายื่นก่อนหน้านี้เพราะตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบ
ยืนยันว่าที่ก่อนหน้านี้ได้ยื่นฟ้องไปไม่ได้เป็นการยื่นเพื่อถ่วงเวลา ขอให้ผู้มีอำนาจหรือได้พิจารณาได้ดูเพราะมีตั้งแต่ความเห็นของกฤษฎีกา และความเห็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ตอนนี้ตนเกรงว่ากระบวนการพิจารณาจะเกิดการลักลั่น จึงเข้ามานำเรียนเพื่อไม่ให้การดำเนินการขัดกับรัฐธรรมนูญ ไม่อย่างนั้นจะเป็นปัญหาในอนาคต เป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ด้วย หลังจากนี้จะมีการพิจารณาไปทิศทางไหนสุดท้ายผลอยู่ที่คำพิพากษา อาจจะเป็นที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือถ้าคณะผู้ไต่สวนอิสระมองว่าไม่มีมูลก็จบเรื่อง แต่ถ้าไม่จบก็จะเสนออัยการสูงสุดเพื่อนำเสนอกลับมายังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป