“ทวี” แนะนำภาษีสรรพสามิต หนุนกองทุนน้ำมัน ใช้ปาล์มแทนน้ำมันใต้ดิน
25 มี.ค. 2569
“ทวี” ชงสภาแก้ยกโครงสร้าง แนะนำภาษีสรรพสามิต มาหนุนกองทุนน้ำมัน เลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ ใช้ปาล์มน้ำมันแทนน้ำมันใต้ดิน พร้อมชงสูตรลดค่าไฟ เหลือไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
ข่าว
25 มี.ค. 2569
“ทวี” ชงสภาแก้ยกโครงสร้าง แนะนำภาษีสรรพสามิต มาหนุนกองทุนน้ำมัน เลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ ใช้ปาล์มน้ำมันแทนน้ำมันใต้ดิน พร้อมชงสูตรลดค่าไฟ เหลือไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
25 มีนาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในที่ประชุม ในญัตติด่วน ด้วยวาจาเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางรับมือวิกฤตพลังงาน จากสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชาติ อภิปราย ว่า เรื่องน้ำมันระยะแรก ตนเสนอให้นำภาษีสรรพสามิต มาช่วยอุดหนุนกองทุนน้ำมัน เพราะรัฐถูกมองว่าทุจริต เมื่อเก็บภาษีไปประชาชนไม่ไว้วางใจ และกลัวว่าจะกระจุกตัว และการเอาค่าใช้จ่ายทิพย์ หรือการอ้างอิงราคาน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์ โดย รมว. พลังงาน พูดว่า ให้เอาภาษีลาภลอยมาใช้ ซึ่งควรเข้ามาช่วยอุดหนุนราคาน้ำมัน
นอกจากนี้เราต้องคำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงาน ที่ผ่านมายืมแต่จมูกคนอื่นหายใจ วันนี้ต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานโดยใช้ปาล์ม แทนน้ำมันใต้ดิน คือการใช้ปาล์ม และกรรมาธิการได้ศึกษา B100 มี 11 ล้านลิตร แต่นำไปผสมแค่ 3 ล้านลิตร ซึ่งตนเชื่อว่า หากเราสามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารทางเกษตร เงินก้อนนี้ไม่วิ่งไปต่างประเทศ แต่จะกลับมาวิ่งในประเทศ ดังนั้นควรมีวิสัยทัศน์ในอนาคต ที่จะใช้ในส่วนนี้
ส่วนเรื่องไฟฟ้า ที่ทราบตอนนี้เราผลิต 30% ส่วนอีก 70% ไปจ้างเอกชน ทั้งที่เราต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำมาก และยังมีการใช้พลังงานน้ำด้วย วันนี้ต้องกล้าหาญที่จะนำกฎหมาย มายึดคืนการผลิตจากเอกชน หากครบกำหนด นอกจากนี้ยังพบว่า คณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ ได้นำไฟฟ้าจากโรงแก๊ส ไปใช้กับการผลิตเคมีภัณฑ์ แทนที่จะนำมาใช้กับครัวเรือน ทำให้ผู้ผลิตที่มีศักยภาพมาแย่งทรัพยากรของประชาชน ตนจึงขอให้คณะกรรมการจัดการประชุมใหม่ และกลับไปใช้รูปแบบเดิม หากนำต้นทุนเชื้อเพลิง ที่นำมาจากโรงงานแก๊ส ที่อยู่ในอ่าวไทยมาผลิตไฟฟ้าให้ใช้ในครัวเรือน ราคาค่าไฟจะลดลงอีก 50 สตางค์ และค่าไฟก็จะไม่เกิน 3 บาท
ทั้งนี้ อีกประการคือเรื่องปุ๋ย ประเทศไทยเราโชคร้าย เพราะเกษตรกรกว่า 70% ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งปีหนึ่งใช้ประมาณ 6 ล้าน ตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง วันนี้ถึงเวลาแล้วที่อาจต้องมาศึกษา ทบทวน แห่งชาตินำมาใช้แก้ไขปัญหานี้ ซึ่งหากนำมาใช้เราจะเป็นมหาอำนาจทางเกษตร
นอกจากนี้การสำรวจของสำนักงานสถิติ ประชาชนอยากให้ปรับโครงสร้างเรื่องหนี้ จึงฝากไปถึงแบงก์ชาติและกระทรวงการคลัง หลายคนมองว่า อยู่กับประชาธิปไตย แต่กฎหมายแพ่งกำหนดคิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 แต่กลับไปยอมรับประกาศปฏิวัติอนุญาตให้สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ย ได้ถึงร้อยละ 25-28% ซึ่งมองว่าเป็นการขูดรีด และต้องมีการช่วยฟื้นฟูลูกหนี้ ซึ่งตนอยากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาศึกษา เพื่อแก้ไขความทุกข์ของพี่น้องประชาชน
