ป.ป.ช. ฟัน "สฤษฏ์พงษ์" สส.กระบี่ ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมซุกที่ดินป่าสงวน 578 ไร่!
20 มี.ค. 2569 | natthanan_chu

ป.ป.ช. ฟัน "สฤษฏ์พงษ์" สส.กระบี่ ชี้มูลผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมซุกที่ดินป่าสงวน 578 ไร่! ชี้เจตนาเลี่ยงกฎหมาย"
ข่าว
20 มี.ค. 2569 | natthanan_chu

ป.ป.ช. ฟัน "สฤษฏ์พงษ์" สส.กระบี่ ชี้มูลผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมซุกที่ดินป่าสงวน 578 ไร่! ชี้เจตนาเลี่ยงกฎหมาย"
20 มีนาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร
หลังปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายสฤษฏ์พงษ์ ได้ถือครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท.5 ในท้องที่หมู่ที่ 8 ตำบลห้วยยูง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ประมาณ 578 ไร่ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเป็นที่ดินประเภทสาธารณะพรุช้างไหว้
โดยได้รับที่ดินดังกล่าวมาจากมารดาของคู่สมรสตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2537 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินบริเวณดังกล่าวให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ ได้ออกประกาศให้เกษตรกรยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน
โดยไม่ปรากฏว่า นายสฤษฏ์พงษ์ ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์แต่อย่างใด
จนกระทั่งนายสฤษฏ์พงษ์ ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่ง สส.กระบี่ และเข้าปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 นายสฤษฏ์พงษ์ ก็ยังคงถือครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว
โดยปลูกปาล์มน้ำมันและเก็บเกี่ยวผลผลิตจากปาล์มน้ำมันเรื่อยมา และได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.โดยแสดงรายการทรัพย์สินของตนและคู่สมรสเป็นที่ดิน ภ.บ.ท.5 จำนวน 2 แปลง ๆ ละ 100 ไร่ ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงที่มีการครอบครองที่ดินทั้งหมดประมาณ 578 ไร่
การกระทำของนายสฤษฏ์พงษ์ จึงมิใช่ผู้มีคุณสมบัติ หรืออยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะมีสิทธิได้รับการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ และมีรายได้ประจำจากเงินเดือนและค่าตอบแทนเพียงพอแก่การยังชีพอยู่แล้ว และยังเพิกเฉยไม่ส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวคืนให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม โดยเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงมิให้ที่ดินที่ตนครอบครอง
จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองและเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์การดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงเสนอเรื่องต่อต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ต่อไป