นายจุลพันธุ์ บอกอีกว่า ส่วนตัวอาจจะไม่ได้พูดถึงคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะกระบวนการเข้าสู่การเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีก็ผ่านการพิสูจน์ ตรวจสอบ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้ว และชื่อที่ถูกเสนอในวันนี้ก็ผ่านกระบวนการตรวจสอบและคัดกรองมาอย่างดีในเรื่องคุณสมบัติและความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น ทุกคนที่ถูกเสนอชื่อหรือไม่ว่าใครก็ตาม ต่างก็มีประวัติ มีการทำงานที่ผ่านมา หากมีเรื่องหรือประเด็นที่เป็นข้อสงสัย ในสภาก็มีกระบวนการต่อเนื่อง ไม่ได้จบเพียงแค่วันนี้วันเดียว โดยสามารถทำกระทู้ถามหรือยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 หรือ 152 หรือ 153 ได้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เข้มข้น และเป็นการพิสูจน์ทราบในข้อสงสัย หรือบุคคลใดก็ตามที่ได้รับตำแหน่งประพฤติชอบ ปฏิบัติถูกต้องตามครรลองประชาธิปไตยหรือไม่
นายจุลพันธุ์ บอกอีกว่า ในญัตติเลือกบุคคลที่สมควรได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น พรรคเพื่อไทยมีมติเป็นเอกฉันท์ โดยไม่มีการครอบงำหรือชี้นำใดๆว่า
เห็นชอบให้นายอนุทิน ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมา และพรรคเพื่อไทยได้ฟังเสียงประชาชน โดยเมื่อพรรคภูมิใจไทยผ่านการคัดเลือก คัดสรรเข้ามา ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 191 เสียง เป็นจำนวนที่มากกว่าพรรคอันดับ 2 และมากกว่าพรรคเพื่อไทยอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนี่คือเสียงของประชาชนในการตัดสินให้ประเทศเดินหน้า และให้ความไว้วางใจต่อนายอนุทิน พรรคเพื่อไทยจึงยอมรับได้
นายจุลพันธุ์ ยังกล่าวขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่เทียบเชิญพรรคเพื่อไทยให้เข้าร่วมรัฐบาล ว่า นอกจากเรื่องเสียงที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญแล้ว พรรคเพื่อไทยยังให้ความสำคัญกับการนำนโยบายและแนวความคิดของพรรคไปสู่การร่วมรัฐบาล และสร้างให้เกิดประโยชน์กับประชาชน ซึ่งเมื่อมีการหารือร่วมรัฐบาลกันแล้ว สิ่งที่ได้รับจากพรรคภูมิใจไทย คือ การนำเอานโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยไปบรรจุรวม เพื่อนำมาเป็นนโยบายแห่งรัฐ
ทั้งนี้ รัฐบาลที่ยังอยู่ในตำแหน่ง คือ รัฐบาลรักษาการ ไม่มีอำนาจเต็ม ไม่สามารถดำเนินการในภารกิจหลายประเภทได้ เพราะมีข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่อยู่ที่นี่ ในการรีบดำเนินการจัดตั้งเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจเต็มไปแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน
โดยทุกวันนี้ปัญหาเรื่องหนี้ถาโถมใส่ประชาชน รวมถึงยังมีปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ปัญหาชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน และยังมีปัญหาเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กระทบต่อพลังงานในปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยห่วงไม่แพ้กัน
นายจุลพันธุ์ ยังยืนยันว่า หากกระบวนการครบถ้วน และได้ร่วมรัฐบาล มีตำแหน่งสามารถดำเนินการในฐานะคณะรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยจะนำปัญหาของประชาชนไปเร่งดำเนินการแก้ไข และฝากสภาแห่งนี้ในฐานะที่เป็นเสียงประชาชน ให้สะท้อนความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และแม้จะกำลังเข้าร่วมรัฐบาล แต่ก็ยังมีหน้าที่ในสภา ในการติดตาม ตรวจสอบการทำงานของรัฐที่จะเกิดขึ้น ไม่ได้แตกต่างกัน หากมีความผิดพลาด ทุจริตคอรัปชั่น สมาชิกพรรคเพื่อไทยจะอยู่นิ่งเฉยแน่นอน และจะสะท้อนปัญหาไปยังรัฐบาล จึงขอสนับสนุนนายอนุทิน ให้เป็นผู้เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง