ทำให้นายโสภณ กล่าวว่า เราได้มีการพูดคุยกันก่อนหน้าแล้ว ว่าบางเรื่องอาจจะพูดได้ แต่ไม่ให้ข้ามไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดังนั้น ขอให้นายรังสิมันต์เข้าใจประเด็นนี้
นายรังสิมันต์ จึงย้อนทันทีว่า ท่านลองเปิดรัฐธรรมนูญดู มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ตนอยากจะกล่าวคือปัญหานี้มันเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านไม่ต้องห่วง เมื่อไหร่ที่เป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจ อันนั้นจัดหนักจัดเต็ม แต่สิ่งที่ตนกำลังแถลงอภิปรายต่อท่านประธาน ณ เวลานี้ ตนกำลังกังขาในความซื่อสัตย์สุจริตของนายอนุทิน การที่เราจะพิจารณาคุณสมบัติว่าท่านใดเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เราไม่จำเป็นต้องพิจารณาจากสิ่งที่เขาทำในอดีตหรือเราจะคิดไปข้างหน้า โดยประเมินว่าตัวเขาต้องซื่อสัตย์สุจริต
“ทั้งที่ในวันนี้ ท่านมีอำนาจ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านแถลงออกมาตลอดเวลาว่าน้ำมันพอ ต้นทางมีพอ แล้วมันหายไปไหน ถ้าไม่ใช่การทำนโยบายเชิงทุจริตแบบที่ผ่านมา และพี่น้องประชาชนจะได้รับความเดือดร้อนแบบนี้ได้อย่างไร ด้วยความเคารพ สิ่งที่ผมกำลังอภิปราย คือการตั้งประเด็นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต และสิ่งที่ผมกำลังโน้มน้าว คุณอนุทินขาดข้อนี้” นายรังสิมันต์ กล่าว
จากนั้น นายพีรพล กนกวลัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ อภิปรายประท้วงว่า นายรังสิมันต์สามารถโจมตีไปที่ฝ่ายที่ตัวเองไม่ได้เสนอชื่อได้หรือ นายโสภณ จึงเบรกว่า ขอให้นายรังสิมันต์พูดประเด็นเรื่องซื่อสัตย์สุจริตพอแล้ว ส่วนที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ขอให้ใช้เวทีนั้น นายรังสิมันต์ จึงกล่าวต่อว่า ตนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลที่นำโดยนายอนุทินมีความเชี่ยวชาญเรื่องน้ำมันแน่นอน ดังนั้นการที่วิกฤติแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออาการที่แสดงให้เห็นว่าการทุจริตคอร์รัปชันมันเกิดขึ้นภายใต้การนำของรัฐบาลนี้ แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการ ดังนั้น สิ่งที่ตนต้องโน้มน้าว ถ้านายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ตนเป็นห่วงจริงๆว่าอาจจะไม่มีคุณสมบัติเพียงพอในด้านความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เรื่องที่สอง เราผ่านการเลือกตั้งมา นี่คือการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยนายอนุทินเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งนี้จัดได้อย่างไม่สุจริต ทำให้นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส. บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย กล่าวตอบโต้ว่า ผู้แทนราษฎรที่เข้ามาที่นี่ มีเกียรติมีศักดิ์ศรี เรามาด้วยเกียรติข้อบังคับเดียวกัน ถ้าสกปรกที่สุดก็เป็นทั้งหมด ไม่ใช่เป็นเฉพาะผู้อภิปรายอยู่คนเดียว
นายโสภณ ปรามว่าการเลือกตั้งสกปรกเป็นการกล่าวที่ไม่เหมาะสม จะกล่าวด้วยความรู้สึกของท่าน คนอื่นอาจจะมองต่าง คงไม่ต้องถอน แต่คงไม่ให้กล่าวคำนี้อีก และขอให้บันทึกไว้ว่าเป็นคำกล่าวที่ไม่เหมาะสม
นายรังสิมันต์ จึงกล่าวต่อว่า เวลาพูดถึงการเลือกตั้ง เราอาจจะรู้สึกว่าเป็นปัญหาของ กกต. ที่จัดการเลือกตั้งและมีปัญหาอย่างที่สังคมข้างนอกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ตนถามง่ายๆ ว่าตกลงเป็นมาตรฐานการเมืองที่ดีหรือไม่ ก่อนการเลือกตั้งถ้ามีการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอรวมกันถึง 250 ตำแหน่ง นี่คือมาตรฐานที่ดีของการเมืองไทยจริงหรือ ที่ฝ่ายบริหารใช้อำนาจอย่างไรก็ได้โยกย้าย จนถูกวิจารณ์ ถ้าเป็นพรรคการเมืองอื่นบ้างทำแบบเดียวกัน ท่านจะยอมรับหรือไม่
นายรังสิมันต์ ระบุว่า เรื่องที่สาม คือเรื่องฮั้ว สว. เราต้องยอมรับความจริงว่าองค์กรอย่าง สว. เป็นองค์กรที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกและตรวจสอบองค์กรอิสระ เอาความจริงมาคุยกันว่าเรื่องฮั้ว สว. ที่เขาว่ากันว่าเป็น สว.สีน้ำเงิน ตกลงแล้ว นายอนุทิน ซึ่งก็เป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาจากเรื่องนี้ด้วยมันยังไม่ชัดเจนหรือ ว่านายอนุทินเป็นผู้ที่มีข้อครหาเรื่องความซื่อสัตย์มากที่สุด นายสนอง จึงประท้วงว่า ตอนนี้เป็นการสรรหาบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรี คดีต่างๆ มีการเข้าดำเนินการอยู่แล้ว หน้าที่ใครหน้าที่มัน ถ้าตนพูดถึงคดีของคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม อยู่ในศาลแล้ว 44 สส. ทำให้นายโสภณ ต้องเบรกอีกรอบ
นายรังสิมันต์ จึงขอใช้สิทธิชี้แจงเรื่อง 44 สส. แต่นายโสภณให้ระบุว่า เราได้พูดคุยกันแล้ว กระบวนการเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ไม่เช่นนั้น จะโต้ตอบกันไปมา
นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล จึงขอหารือว่า ในห้องผู้ประสานงานพูดกันชัดว่าเน้นเรื่องคุณสมบัติ แต่ไม่ได้ลงลึก แล้วนายรังสิมันต์ ตั้งคำถามถึงคุณสมบัติว่าเหมาะสมหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องเสียหาย สมาชิกมีสิทธิ์ที่จะใช้สิทธิ์พาดพิงตามข้อบังคับอยู่แล้ว
ต่อมา นายรังสิมันต์ ได้ชี้แจงประเด็น 44 สส. ว่าเป็นความจริง เพราะตนถูกชี้มูลและหลังจากนั้นมีการดำเนินการเพื่อส่งเรื่องนี้ไปที่ศาลต่อไป แต่บ้านเมืองของเราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ปกติและท่านก็รู้ว่าสิ่งที่พวกตนโดน ไม่ได้เกิดจากการโกงแผ่นดิน นายโสภณ จึงกล่าวว่า ไม่ใช่แล้ว อย่ามากล่าวหาบ้านเมืองว่าไม่ปกติ อย่าเอาความรู้สึกมาใช้
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เรื่องฮั้ว สว. ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ท่านอาจจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่าไปตามกระบวนการ ฟังดูเหมือนจะดี แต่ถามง่ายๆ ท่านในฐานะที่เป็นประมุขของฝ่ายบริหาร ท่านไม่ต้องมีหน้าที่ในการรักษากฎหมายเลยใช่หรือไม่ ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้กฎหมายเป็นกฎหมายใช่หรือไม่
หลังจากที่นายรังสิมันต์อภิปรายจบ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขอใช้สิทธิ์หารือว่า คำพูดหลายคำส่อไปในทางผิดข้อบังคับ คือการใส่ร้าย ซึ่งข้อหาเหล่านี้มันไม่ควรที่จะมาพูดในห้วงเวลาที่จะมีการเสนอชื่อผู้เลือกนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น ได้โปรดประธานพิจารณาประเด็นเหล่านี้อย่างเข้มข้น ไม่เช่นนั้น แล้วนายอนุทินก็ถูกกล่าวหาเกินความจำเป็น วาจาถ้อยคำหลายถ้อยคำเป็นการใส่ร้ายด้วยความอันเป็นเท็จด้วย