จากนั้น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมแถลงประกาศยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ผ่านการเสนอร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับพรรคเพื่อไทย) หรือที่เรียกว่า “พ.ร.บ.ทุนมนุษย์” ว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญและคุ้มค่าที่สุดในการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและความท้าทายจากเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัปต์อย่างรวดเร็ว
ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงระบบห้องเรียน แต่เป็นการวางรากฐาน “โครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์” เพื่อสร้างศักยภาพให้กับประเทศในระยะยาว
สำหรับแนวทางสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเสนอการปฏิรูปผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่
- ยกระดับการผลิตและพัฒนาครู ดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา ปรับระบบประเมินครูให้สะท้อนศักยภาพจริงโดยไม่เพิ่มภาระงาน พร้อมลดภาระงานนอกห้องเรียน เพื่อให้ครูมีเวลาในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มที่
- นักเรียนเป็นศูนย์กลางของระบบการศึกษา ปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและมุ่งสร้างสมรรถนะที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน” เพื่อดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนในสถานศึกษา
- เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับระบบจัดสรรงบประมาณการศึกษาให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยกระจายงบประมาณสู่โรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระผู้ปกครองและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา
- กำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ เชื่อมโยงระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน ผ่านกลไกสำคัญ เช่น “บอร์ดผลิตภาพแห่งชาติ ที่ทำหน้าที่เชื่อมภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ และการจัดตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนสามารถสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต รองรับการพัฒนาทักษะ และปรับทักษะใหม่ ได้ตลอดชีวิต
นายยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริง เพื่อผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
“ทั้งนี้ การพัฒนาทุนมนุษย์ถือเป็นฐานสำคัญของเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Growth Engine) ที่จะช่วยยกระดับภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมรองรับการลงทุนและการวิจัยพัฒนาในอนาคต” นายยศชนัน กล่าว
ด้านนายประเสริฐ กล่าวย้ำว่ากฎหมายทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการเห็นประเทศไทยที่ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
พรรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันกฎหมาย โดยจะเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมร่วมออกแบบทางออกของประเทศไปด้วยกัน
"พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานในพื้นที่ทั่วประเทศ รับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสียงเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อเปลี่ยนข้อเรียกร้องของประชาชนให้กลายเป็นนโยบายและกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง และเชื่อเสมอว่า หัวใจของการเมืองคือประชาชน และหัวใจของพรรคเพื่อไทยก็คือประชาชน” นายประเสริฐ กล่าว