“พิพัฒน์” ย้ำไทยมีน้ำมันดิบสำรองกลั่นได้ 98 วัน ตรึงดีเซลถึง 16 มี.ค.
13 มี.ค. 2569
ข่าวดี!! “พิพัฒน์” ย้ำไทยมีน้ำมันดิบสำรองกลั่นได้ 98 วัน ยันตรึงราคาดีเซลถึง 16 มี.ค. จ่อเจรจารัสเซียเพื่อจัดหาทดแทน หลังสหรัฐฯ เลิกบอยคอต
ข่าว
13 มี.ค. 2569
ข่าวดี!! “พิพัฒน์” ย้ำไทยมีน้ำมันดิบสำรองกลั่นได้ 98 วัน ยันตรึงราคาดีเซลถึง 16 มี.ค. จ่อเจรจารัสเซียเพื่อจัดหาทดแทน หลังสหรัฐฯ เลิกบอยคอต
13 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง หรือ ศบก. กล่าวว่า ขอยืนยันข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี การตรึงราคาดีเซล ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2569 หลังจากนั้นจะมีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เมื่อครบกำหนด 15 วัน ราคาน้ำมันดีเซลจะขยับวันที่ 16 มีนาคม 2569 จะเป็นอย่างไร ซึ่งจะมีบทสรุปหลังการประชุมหารือ โดยตนหรือนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะมาเป็นผู้แถลงให้ได้รับทราบว่าราคาน้ำมัน โดยเฉพาะดีเซล จะมีการปรับอย่างไร โดยเฉพาะหน้าสถานีบริการจะปรับในลักษณะไหน
รวมถึงน้ำมันภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการซื้อในระบบขายส่งกับจ๊อบเบอร์ หรือบริษัทแม่ของจ๊อบเบอร์ เช่น ปตท. บางจาก คาลเท็กซ์ ส่วนที่ไม่มีบริษัทขายส่งเป็นของตัวเอง แต่จะมีบริษัทขายปลีกหน้าสถานีบริการ เช่น พีที ซัสโก้ และเชลล์ ซึ่งบริษัทขายส่งต้องมาเจรจาลูกค้าภาคอุตสาหกรรมทุกประเภท ตนและนายเอกนิติ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน ต้องมีการหารือกันต่อไปจะเป็นอย่างไร ส่วนน้ำมันเบนซิน ขณะนี้มีการปรับในแต่ละสัปดาห์ ปรับไปตามสถานการณ์น้ำมันดิบที่สูงขึ้นตลอดเวลา
ยืนยันว่า ขณะนี้เราสามารถหาน้ำมันดิบที่จะมาทำการกลั่น จากเดิม 92 วัน ขยายเป็น 98 วัน รัฐบาลมั่นใจจากการยืนยันของกระทรวงพลังงานว่า จะสามารถจัดหาน้ำมันดิบ ซึ่ง 50% มาจากอ่าวเปอร์เซีย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และอีก 50% มาจากนอกอ่าว ซึ่งพยายามขอเจรจาซื้อเพิ่มขึ้นในส่วนที่ขาดจากอ่าวเปอร์เซีย
ทั้งนี้ เป็นข่าวดีจากการประกาศของสหรัฐอเมริกา ว่าขณะนี้เลิกบอยคอตรัสเซีย ในการส่งน้ำมันดิบออกมาขายให้กับประเทศ อื่นๆ ซึ่งประเทศไทยโดยกระทรวงพลังงาน จะขอเจรจาซื้อน้ำมันจากประเทศรัสเซีย รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี กระทรวงพลังงาน พยายามจะจัดหาน้ำมันดิบเพื่อมาเติมในส่วนที่ขาดจากอ่าวเปอร์เซีย ดังนั้นยืนยันว่า น้ำมันดิบ ขณะนี้ยังมีสำรองไปได้อีก 98 วัน แต่หลังจากนี้โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ตอนนี้เติมไบโอดีเซล 7% แต่อาจจะขยายไปเป็น 10% และสุดท้ายขยายไปยัง 20% ซึ่งในอดีตเคยใช้ 20%
สำหรับรถบรรทุกสามารถใช้ได้ทุกยี่ห้อ ส่วนรถเล็กโดยเฉพาะปิกอัพก็สามารถใช้ได้ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีการใช้อยู่ จึงขอให้สบายใจว่า เรื่องของพลังงานน่าจะจัดหามาสำรอง โดยไม่มีการขาดตลาดอย่างแน่นอน แต่เรื่องกลไกราคาค่อยๆ ทยอยปล่อยราคาไปตามกลไกของตลาด ตามภาวะสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 90-100 เหรียญ
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ศบก.ได้หารือกับผู้ประกอบการกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ ถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับความผันผวนของราคาน้ำมัน และประเด็นค่าการกลั่น (Refinery Margin) โดยระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นของกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ไม่พบความผิดปกติของค่าการกลั่น ที่สูงขึ้นในช่วงนี้ ซึ่งการปรับขึ้นนั้นไม่ได้ถูกกำหนดโดยโรงกลั่นหรือภาครัฐ แต่เป็นผลมาจากกลไกตลาดสากล ที่คำนวณจากส่วนต่างของ 2 ส่วนหลัก คือ ราคาน้ำมันสำเร็จรูป เช่น เบนซิน ดีเซล LPG ที่อิงตามราคาตลาดภูมิภาค หรือม็อบสิงคโปร์ (MOPS) หักลบด้วยต้นทุนน้ำมันดิบ ที่เป็นไปตามกลไกการซื้อขายล่วงหน้า
นายสราวุธ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ค่าการกลั่นที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รายงานนั้น เป็นการสะท้อนสถานการณ์จริงในตลาด ซึ่งมีทั้งช่วงที่เป็นบวกและติดลบ
"ค่าการกลั่นนี้ไม่ได้สะท้อนผลกำไรที่แท้จริงของโรงกลั่นเสมอไป เนื่องจากหากโรงกลั่นไม่มีประสิทธิภาพ แม้ค่าการกลั่นจะสูงก็อาจประสบภาวะขาดทุนได้"
นอกจากนี้ในกรณีที่ซื้อน้ำมันดิบมาในราคาสูง แต่เมื่อกลั่นเสร็จแล้วราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกกลับปรับตัวลดลง โรงกลั่นก็ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการขาดทุนเช่นกัน
เมื่อถามว่า ค่าการกลั่นที่สูงจะมีผลกระทบต่อภาคประชาชนอย่างไร นายสราวุธ ย้ำว่า ค่าการกลั่นเป็นเพียงดัชนีที่บอกส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูปในแต่ละวันเท่านั้น ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อราคาที่ประชาชนจ่ายหน้าปั๊ม
โดยราคาขายปลีก ณ สถานีบริการ จะอิงจากราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งเป็นราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป บวกด้วยภาษีและกองทุนต่าง ๆ ตามกลไกตลาดเสรี ทั้งนี้ ในบางช่วงเวลา เช่น สถานการณ์สงคราม ราคาน้ำมันสำเร็จรูปอาจพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากความตื่นตระหนกของตลาด (Panic) แม้ต้นทุนน้ำมันดิบจะยังไม่ปรับขึ้นก็ตาม
สำหรับการปรับขึ้นราคาน้ำมันในสัปดาห์หน้า รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน ร่วมกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจัดทำฉากทัศน์ (Scenario) เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนและนำเสนอต่อ ศบก. ต่อไป
นอกจากนี้ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยังกล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียว่า ตามข้อสั่งการให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาทางเลือก (Explore) พบว่า ในเชิงเทคนิคโรงกลั่นในประเทศไทย สามารถรองรับน้ำมันดิบจากรัสเซียได้ โดยขั้นตอนต่อไปจะเป็นการประสานงานร่วมกับกลุ่มโรงกลั่นและเทรดเดอร์ เพื่อพิจารณารายละเอียดการจัดซื้อ ซึ่งเบื้องต้นจะอิงกับราคาน้ำมันดิบ Brent เป็นหลัก เพื่อหวังให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ในการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานของประเทศ และจัดหาน้ำมันทดแทน จากแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลาง ที่มีข้อจำกัดในการขนส่งและผลิตในปัจจุบัน
