svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

"ภาพในวันนั้น" กับ "ข่าวสะพัดในวันนี้" มติอนุวินิจฉัย 5 ต่อ 2 ปล่อยผี "คดีฮั้ว สว."

13 มี.ค. 2569

"ภาพในวันนั้น" กับ "ข่าวสะพัดในวันนี้" มติอนุวินิจฉัย 5 ต่อ 2 ปล่อยผี "คดีฮั้ว สว." อาจยังไม่ใช่ข้อยุติต้องส่ง กกต.ใหญ่ชี้ขาด

13 มีนาคม 2569 ท่ามกลางกระแสข่าวสะพัด คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 229 ราย ไม่มีมูลความผิด 

 

 

 

ซึ่งมติดังกล่าวสวนทางกับความเห็นเดิมของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เห็นควรให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวนั้น

 

 

 

ย้อนกลับไป 

 

คดีนี้เมื่อวันที่ 17 ก.ค.68 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ที่มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธานได้มีมติเสนอให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดรวม 229 ราย 

 

จากนั้นในวันที่ 16 กันยายน 68 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ในขณะนั้นได้แต่งตั้งคณะอนุวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งชุดที่ 36 ซึ่งตลอดระยะเวลาการพิจารณาคดีดังกล่าวถูกจับตามองจากสังคมเป็นอย่างมาก

 

 

โดยเฉพาะจากกลุ่ม สว.สำรอง ที่ได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุด

 

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ด้วยการเรียกร้องให้ กกต.ถอดถอน ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ออกจากการเป็นประธานคณะอนุวินิจฉัย คณะที่ 36 

 

หลังปรากฏภาพ ร.ต.อ.ปิยะ ยืนรอต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย 

โดยมองว่าการที่ ร.ต.อ.ปิยะยกมือไหว้แสดงอากัปกิริยาเป็นพรรคพวกกันและแสดงความเป็นห่วงว่าท้ายที่สุดแล้ว คดีฮั้ว สว. กกต. จะยกคำร้อง ซึ่งสอดรับกับกระแสข่าวในวันนี้ ( 12 มี.ค.69 ) ที่อนุวินิจฉัย ที่มี ร.ต.อ.ปิยะ เป็นประธาน ได้ยกคำร้อง 

 

 

"ภาพในวันนั้น" กับ "ข่าวสะพัดในวันนี้" มติอนุวินิจฉัย 5 ต่อ 2 ปล่อยผี "คดีฮั้ว สว." ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ไหว้ นายอนุทิน

 


นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล แกนนำกลุ่ม สว.สำรอง กล่าวไว้เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 69 ถึงเหตุผลเรียกร้อง กกต.ถอดถอน ร.ต.อ.ปิยะ ออกจากการเป็นประธานคณะอนุวินิจฉัย ในวันนั้นว่า   

 

"ภาพในวันนั้น" กับ "ข่าวสะพัดในวันนี้" มติอนุวินิจฉัย 5 ต่อ 2 ปล่อยผี "คดีฮั้ว สว." นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล

 

การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัย เป็นไปตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 ข้อ 74 กำหนดให้แต่งตั้งได้คณะละ 5–7 คน จากบุคคลที่มีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริต จากผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่าง ๆ ที่เหมาะสม ส่วนข้อ 78 วรรคสอง กำหนดให้พิจารณาสำนวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม เมื่อตรวจสอบคำสั่ง กกต.ที่ 2633/2568 ลงวันที่ 16 ก.ย. 68 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 พบมีรายชื่อ 7 คน โดยมี ร.ต.อ.ปิยะ เป็นหนึ่งในนั้น และภายหลังทราบว่าเป็นประธานคณะดังกล่าวด้วย

 

“การที่ผมมายื่นคำร้องต่อประธาน กกต.และคณะ กกต. เพื่อคัดค้านการทำหน้าที่ของ ร.ต.อ.ปิยะ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 เพราะขาดความเป็นกลาง และมีความฝักใฝ่ทางการเมือง ที่แฝงเข้ามาเป็นคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 โดยปรากฏชัดด้วยภาพถ่าย อากัปกิริยา และท่าทาง 

หากปล่อยให้ ร.ต.อ.ปิยะ ทำหน้าที่ต่อไปย่อมมีผลโดยตรงต่อการบิดเบือนคำวินิจฉัย เพราะพฤติกรรมและการกระทำบ่งชัดถึงความไม่เป็นกลางในการทำหน้าที่ ขอให้ กกต.ใช้มติถอดถอน ร.ต.อ.ปิยะ ออกจากคณะกรรมการอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องและข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 โดยพลัน และห้ามยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในสำนวนคดี ในคดีฮั้ว สว.(สำนวนกลาง ที่ 87 สว.10/2568 ) หรือห้ามไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานในสำนวนอีกต่อไป" นายอัครวัฒน์ กล่าว

 

 

 

 

หลังปรากฏภาพเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ในวันเดียวกัน

 

ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติได้ชี้แจงเพียงสั้นๆ ถึงการปรากฏภาพไปต้อนรับอนุทิน ว่า วันดังกล่าวที่ปรากฏภาพ คือ วันอาทิตย์ (1 มี.ค.69) ซึ่งตนไปเพื่อไปรับชมการแข่งขันรถจักรยานยนต์เท่านั้น และก็ไม่ได้มีเพียงแค่ตนที่เดินทางไป 

 

ส่วนเรื่องกระแสข่าวต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น ตนยืนยันว่าตนก็ยังมีหน้าที่เพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ ตามที่ได้รับผิดชอบอย่างเต็มที่ เป็นปกติ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เป็นอย่างอื่น เพราะตนเพิ่งมาเป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติเพียง 3 เดือน 

ส่วนเรื่องการเป็น 1 ใน 7 รายชื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 นั้น ตนเป็นเพียงแค่ 1 ในนั้น และการทำงานย่อมทำงานเป็นรูปแบบขององค์คณะ พร้อมปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวแต่อย่างใด

 

 

 

 


มติอนุวินิจฉัยยังไม่ใช่ข้อยุติต้องส่ง กกต.ใหญ่ชี้ขาด

 

แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยว่า  แม้คณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 จะมีมติเห็นควรให้ตีตกข้อกล่าวหาในสำนวนคดีฮั้วเลือกตั้งของ กกต. แต่จะไม่มีผลผูกพันหรือส่งผลกระทบต่อการดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอั้งยี่และฟอกเงิน ที่ทางดีเอสไอรับผิดชอบอยู่ เนื่องจากเป็นการดำเนินคดีภายใต้กฎหมายคนละฉบับ

ปัจจุบันดีเอสไอยังคงเดินหน้าสอบสวนคดีอาญาดังกล่าวเพิ่มเติมอย่างรัดกุม ตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษที่ให้รวบรวมพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคล 7 กลุ่มตามที่ กกต. เคยดำเนินการไว้ พร้อมทั้งรอดูผลการชี้ขาดอย่างเป็นทางการจากบอร์ด กกต. ชุดใหญ่ เพื่อนำมาประกอบการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

 

 

 

 

 

แกะรอยเส้นทาง  คำสั่งตั้งคณะอนุวินิจฉัย คณะที่ 36 ที่ว่ากันว่า ”เหมือนจะดี”  ไร้สีการเมือง   

 

เริ่มต้น เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง คำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 2633/2568 เรื่องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 
 
ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการไต่สวนกรณีสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา สำนวนส่วนกลางที่ 87 เลขคดี สว. 10/2568 ซึ่งสำนวนดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดที่มีความยุ่งยากซับซ้อน และมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเป็นจำนวนมาก นั้น

เพื่อให้การพิจารณาสำนวนดังกล่าวเป็นไปด้วยความรอบคอบและรวดเร็ว อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 37 ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง การพ้นจากตำแหน่ง วิธีปฏิบัติงาน และการประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ บุคคล หรือคณะบุคคล พ.ศ. 2567 และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 5 ข้อ 74 และข้อ 75 จึงมีคำสั่ง ดังนี้
 
ข้อ 1 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีรายชื่อต่อไปนี้


 
1.อนุชา จันทร์สุริยา ที่ปรึกษาประจำประธาน กกต.
 
2.อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ที่ปรึกษาประจำกรรมการ กกต.
 
3.นันทศักดิ์ พูลสุข อดีตอธิบดีอัยการคดีพิเศษ มือทำคดียึดทรัพย์อดีตนายกฯทักษิณ อดีตโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด
 
4.เชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ
 
5.เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
 
6.ธัชสกล พรหมจมาศ อดีตที่ปรึกษาประจำกรรมการการเลือกตั้ง
 
7.ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล รองเลขาธิการ ศอ.บต. อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

 

"ภาพในวันนั้น" กับ "ข่าวสะพัดในวันนี้" มติอนุวินิจฉัย 5 ต่อ 2 ปล่อยผี "คดีฮั้ว สว."

 

"ภาพในวันนั้น" กับ "ข่าวสะพัดในวันนี้" มติอนุวินิจฉัย 5 ต่อ 2 ปล่อยผี "คดีฮั้ว สว."

 

 


ข้อ 2 ให้บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งตามข้อ 1 เลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานอนุกรรมการ วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง
 
ข้อ 3 ให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา สำนวนส่วนกลางที่ 87 เลขคดี สว. 10/2568  ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
 
ข้อ 4 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ หากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องมีคณะทำงานเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนในการปฏิบัติหน้าที่ ตามที่ได้รับมอบหมาย ให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีอำนาจเสนอรายชื่อบุคคลเพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาเห็นชอบแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเป็นคณะทำงาน
 
ข้อ 5 ให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้รับเบี้ยประชุม ในอัตราคณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องและปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ อนุกรรมการ หรือผู้ทำงาน พ.ศ. 2557 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้เบิกเบี้ยประชุมเป็นรายครั้ง ไม่เกินเดือนละ 8 ครั้ง
 
ทั้งนี้การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มาชี้ขาดสำนวนฮั้ว สว. ของ กกต.ชุดนี้ เป็นชุดที่รับสำนวนจากสำนักเลขาฯ กกต. ก่อนส่ง กกต.ชุดใหญ่ลงมติ โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแต่งตั้งให้มาทำหน้าที่ในช่วงเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ จากพรรคสีแดง เป็นพรรคสีน้ำเงิน ทำให้ถูกจับตาว่าคณะอนุกรรมการฯชุดนี้จะมีทิศทางการลงมติแนวไหน
 
โดยแหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงาน กกต. เผยว่า จนถึงขณะนี้ สำนวนคดีฮั้ว สว.ทั้งหมด ที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้อง 229 ราย ทั้ง สว.ปัจจุบัน กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรคการเมือง และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องนั้น ยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของสำนักงานเลขาธิการ กกต.ทั้งหมด ซึ่งนับเป็นขั้นตอนที่ 2 จาก 4 ขั้นตอนในการพิจารณาสำนวนคดี โดยยังไม่มีสำนวนใดถูกส่งขึ้นมาที่อนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ที่จะกลั่นกรองสำนวนรอบสุดท้ายก่อนส่ง กกต.ชุดใหญ่ลงมติ ซึ่งนับเป็นขั้นตอนที่ 3 และ 4 เลยแม้แต่สำนวนเดียว
 
ภายหลังมีคำสั่งแต่งตั้ง มีการคาดการณ์ไว้ว่า  สำนักงานเลขาธิการ กกต. น่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 2 เดือน จึงจะสรุปสำนวนได้ทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ โดยอาจมีบางส่วนส่งต่อไปขั้นตอนที่ 3 และมีบางส่วนสั่งสืบสวนหรือไต่สวนเพิ่ม รวมถึงอาจมีการตั้งข้อกล่าวหาเพิ่ม มีผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มด้วยเช่นกัน แต่ปรากฏว่า การสืบสวนสอบสวนล่วงมาถึงเดือนมีนาคม หรือหลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ จนจะมีการเปิดประชุมสภา เลือกประธานสภา และเลือกนายกฯในเร็วๆนี้ ซึ่งก็ปาเข้าไป 6 เดือน ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของกลุ่มสว.สำรอง ที่ออกมาแถลงข่าวทวงถามความคืบหน้า ขณะเดียวกันท่ามกลางข่าวสะพัด บุคคลที่ได้รับแต่งตั้ง อยู่ในคณะอนุวินิจฉัย ที่มีชื่อ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล รองเลขาธิการ ศอ.บต. อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ  เป็นประธานนั้น ถูกจับตามองว่า อาจได้ขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษคนใหม่ 

 


 
ไม่เพียงเท่านั้น อนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ที่เพิ่งแต่งตั้งมาพิจารณาสำนวน คดีฮั้ว สว. นั้น เคยมีกระแสยืนยันจากคนใน กกต.ว่า หลายท่านมีความรู้ความสามารถ น่าเชื่อถือ และไม่มี “สี” ทางการเมืองแต่อย่างใด

แต่สถานการณ์มาถึงตอนนี้ ก็คงต้องติดตามต่อไปว่า ไม่มีสีทางการเมืองจริงหรือไม่