คดีนี้ศาลขั้นต้น พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยตามความผิด
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่
เห็นว่า เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา องค์การค้าคุรุสภา เคยนำมาตีพิมพ์เผยแพร่แก่ประชาชนมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งการกระทำของจำเลยไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ต่อระบบเศรษฐกิจ ต่อระบบสาธารณูประโภค และเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ตามรัฐธรรมนูญ
การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยมานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน
หลังศาลพิพากษา นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ เปิดเผยว่า คดีนี้อัยการฟ้อง น.ส.พรรณิการ์ ตั้งแต่ปี 2565 จากการโพสต์ข้อความเพลงยาวพยากรณ์ในสมัยที่ยังเป็นนิสิต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเมื่อปี 2566
กระทั้งวันนี้ศาลอุทธรณ์ก็เห็นพ้องกับที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นการแสดงความคิดเห็นตามเสรีภาพของตนเอง ซึ่งเพลงยาวพยากรณ์สมัยกรุงศรีอยุธยามีเนื้อหาที่เกี่ยวกับระบบการปกครองในสมัยนั้น อยู่ในแบบเรียนและพงศาวดารซึ่ง น.ส.พรรณิกา ก็นำมาโพสต์จากส่วนนั้น
เมื่อถามว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จะมีขั้นตอนอย่างไรต่อไป
นายกฤษฎางค์ กล่าวว่า จะมีการปรึกษากันอีกครั้งเพราะเรื่องนี้ตัวน.ส.พรรณิการ์เสียหาย ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน กฎหมายบัญญัติเอาไว้ว่าคู่ความไม่สามารถยื่นฎีกาได้ แต่โจทก์ในคดีนี้เป็นพนักงานอัยการมีช่องว่าหากอัยการสูงสุดมีความเห็นอนุญาตให้ฎีกา ก็สามารถทำได้ภายใน 30 วัน
ด้าน น.ส.พรรณิการ์ กล่าวด้วยว่า ตนเป็นนักการเมืองไม่กี่คนในประเทศไทยที่ถูกตัดสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต โดยศาลฎีกาจากการละเมิดจริยธรรมร้ายแรงโดยคดีเป็นมูลเหตุจากการที่ตนโพสต์เฟซบุ๊กในสมัยที่เป็นนิสิต ตนถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต แต่ในคดีอาญาชนะไปแล้ว 2 ศาล ตนมองว่าการดำเนินคดีอาญา กับเรื่องจริยธรรมไม่ได้ไปด้วยกัน อยากให้สังคมพิจารณาว่าการตัดสิทธินักการเมืองตลอดชีวิตโดยใช้เรื่องจริยธรรมเป็นธรรมหรือไม่