ส่วน นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จ.สุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 พรรคภูมิใจไทย กกต.ยังไม่ประกาศรับรอง เพราะพบว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ กปน.ส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริต ส่อให้เห็นถึงความไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม จึงต้องมีการสืบสวนสอบสวนต่อไป
ส่วนประเด็นที่ว่า กกต.ลอยแพ เจ้าหน้าที่กปน.หรือไม่นั้น ก็ต้องชี้แจงว่า กปน.เป็นประชาชน เมื่อได้รับการแต่งตั้งก็มีอำนาจหน้าที่ และเดินไปตามกฎหมาย กฎหมายจะคุ้มครองแต่ถ้าเดินไปเพื่อพรรคการเมืองใดการเมืองหนึ่งก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย
สำหรับการประกาศผล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ดำเนินการตามมาตรา 128 โดยนำคะแนนรวมของทุกพรรคการเมืองมาคำนวณค่าเฉลี่ยต่อจำนวน ส.ส.พึงมี 100 คน ซึ่งมีคะแนนรวมทั้งสิ้น 35,030,579 คะแนน คิดเป็นค่าเฉลี่ย 350,305.79 คะแนนต่อ ส.ส. 1 คน // ผลการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พบว่า
-พรรคประชาชนได้ 32 คน
-พรรคภูมิใจไทย 19 คน
-พรรคเพื่อไทย 16 คน
-พรรคประชาธิปัตย์ 11 คน
-พรรคเศรษฐกิจ 3 คน
-พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คน
-พรรคเพื่อชาติไทย 2 คน
-พรรคกล้าทำ 2 คน พรรครวมใจไทย 1 คน
-พรรคประชาชาติ 1 คน
-พรรคใหม่ 1 คน
-พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 คน
-พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 คน
-พรรคมิติใหม่ 1 คน
-พรรคไทยภักดี 1 คน
-พรรคไทยสร้างไทย 1 คน
-พรรครวมพลังประชาชน 1 คน
-พรรคเสรีรวมไทย 1 คน
-พรรคทางเลือกใหม่ 1 คน
-พรรคไทยรวมพลัง 1 คน
-พรรคพลังประชารัฐ 1 คน
รวมทั้งสิ้น 100 คน
ส่วนกรณีที่การประกาศผลทำไมถึงรวดเร็วนั้น เอื้อประโยชน์หรือไม่นั้น ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ชี้แจงว่า หากมีการติดตามข่าวกระบวนการจัดการเลือกตั้งหากมีเหตุบัตรกับผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกันก็สั่งให้นับคะแนนหรือออกเสียงลงคะแนนใหม่ได้ หรือมีเหตุการนับคะแนนการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมก็งดการประกาศผล และสั่งให้ออกเสียง หรือลงคะแนนใหม่ได้ และที่ผ่านมา มีการสั่งให้นับคะแนนใหม่ และลงคะแนนใหม่ ในบางพื้นที่ไปแล้ว
ซึ่ง ว่าที่ร.ต.ภาสกร ยืนยันว่า “ทุกอย่างที่กกต.ดำเนินการเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งกรณีไม่สุจริต และบัตรไม่ถูกต้อง จึงอยากให้เข้าใจที่ไปที่มา ว่า กระบวนการของกกต.และการประกาศผล ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ทุกอย่างมาตามกระบวนการของกฎหมายกำหนดไว้”
ขณะที่การออกเสียงประชามติ 52,933,610 คน ผู้มาใช้สิทธิ 36,870,302 คน คิดเป็น 69.65% ผลการออกเสียง เห็นชอบ 21,622,029 เสียง คิดเป็น 58.64% ไม่เห็นชอบ 11,231,161 เสียง คิดเป็น 30.46% ไม่แสดงความคิดเห็น 3,074,442 เสียง คิดเป็น 8.34% บัตรเสีย 942,608 เสียง คิดเป็น 2.56%
การเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 52,933,610 คน มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 37,807,781 คน คิดเป็น 71.42% บัตรดี 35,030,601 ใบ คิดเป็น 92.65% บัตรเสีย 1,669,006 ใบ คิดเป็น 4.41% 1,108,051 ใบ คิดเป็น 2.93%
สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มีผู้มีสิทธิ์ เลือกตั้ง 52,933,610 คน ในจำนวนนี้มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 37,807,778 คน คิดเป็น 71.42% บัตรดี 34,862,178 ใบ คิดเป็น 92.21% บัตรเสีย 1,337,396 ใบ คิดเป็น 3.54% และบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 1,608,174 ใบ คิดเป็น 4.25%
ส่วนกรณีผลต่างแบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตที่แตกต่างกันนั้น สาเหตุเกิดจากบัตรนอกราชอาณาจักร ที่อาจจะส่งบัตรกลับมาไม่ครบ2 ใบ และ กปน. มีการขอเพิ่มชื่อใช้สิทธิ ณ หน่วยเลือกตั้งที่หน้าเขตปฏิบัติหน้าที่ โดยจะมีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มเฉพาะบัญชีรายขื่อเท่านั้น รวมถึงกรณีบัตรไม่ตรงกัน ซึ่งได้สั่งให้ลงคะแนนและนับคะแนนใหม่แล้ว
ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ย้ำว่า กกต.เรามีหน้าที่จัดการเลือกตั้งโดยสุจริจและเที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมาย หน้าที่ของเราคือการปกป้องคุ้มครองสิทธิ์ของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย การออกเสียงลงคะแนนเป็นไปโดยตรงและลับตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
“กกต.เคารพสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็น แต่การตั้งข้อสงสัยต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง ไม่บ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย”
ขณะที่ นายครรชิต ระบุด้วยว่า ขณะนี้มีเรื่องร้องคัดค้าน 214เรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องแจกเงินซื้อเสียง ซึ่งได้การดำเนินการไต่สวน และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสืบสวน จากพยานหลักฐานต่าง ๆ รวมทั้งให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงข้อกล่าวหา ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา เมื่อพิจารณาประกอบระยะเวลาที่ต้องประกาศผลการเลือกตั้งแล้วเห็นว่า กรณีข้อร้องต่างๆไม่สามารถดำเนินการได้ทัน ในกรอบ 60 วันกกต.จึงได้ประกาศรับรองผลเลือกตั้งไปก่อน แต่อย่างไรก็ตามในกลุ่มภารกิจสืบสวนยังดำเนินการตามปกติ ถ้าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตยุติธรรม ก็สามารถที่จะดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้
ส่วน กปน.ที่ จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ในระหว่างการดำเนินการ และจังหวัดพะเยาก็เช่นเดียวกัน สำงาน กกต.จังหวัดพะเยา ตั้งเรื่องเพื่อพิจารณาว่ากรณีกระทำการแบบนี้เกี่ยวข้องกับผู้สมัครหรือไม่ ขณะที่จังหวัดสมุทรปราการที่พบว่ามีเอกสารการลงคะแนนเลือกตั้งไปอยู่ที่บ่อขยะ กกต.มีมติให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งจังหวัดสมุทรปราการ ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิด
ขณะที่การดำเนินคดีกับประชาชนจังหวัดชลบุรี เขต 1 เบื้องต้นแจ้งความไว้แล้วเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในการดำเนินการ
ส่วนกรณีการดำเนินคดีกับประชาชนและสื่อมวลชน ที่เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร อยู่ระหว่างนัดหมายให้ตนเองเข้าไปให้ถ้อยคำ และอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานไปประกอบการให้ถ้อยคำ
ส่วนคันนายาว โดยพนักงานสอบสวนนัดหมาย ผู้รับมอบอำนาจไปให้ถ้อยคำ อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ไปประกอบการให้ถ้อยคำด้วย
กรณีที่มีการวิพากวิจารณ์ว่าทำไมถึงไปดำเนินการกับสื่อมวลชนนั้น มีพฤติการณ์อย่างไร
โดย นายครรชิต ระบุว่า ขอไปอธิบายกับพนักงานสอบสวน และตนเองก็ได้ไล่ดูกล้องวงจรปิดทั้งหมดซึ่งมีคนส่งมาให้ ส่วนจะมีใครถูกดำเนินคดีเพิ่มหรือไม่ อยู่ที่กระบวนการสืบสวนสอบสวน
เมื่อถามถึงการตั้งข้อกล่าวหาอั้งยี่ ซ่องโจร แรงไปหรือไม่ พฤติการณ์เข้าข่ายแบบนั้นหรือไม่
นายครรชิต ยิ้มและตอบเพียงว่า ‘ตามนั้นแหละครับ’
ส่วนบริษัทสเปคเตอร์ซี ที่มีการร้องเรียนเข้ามาที่ กกต.
นายครรชิต ระบุด้วยว่า ก็เหมือนการร้องเรียนเข้ามาปกติ เพียงแต่ตรงนี้เกี่ยวกับพรรคการเมือง ส่วนจะสอบสวนว่าเชื่อมโยงกับความวุ่นวายต่างๆเกี่ยวกับการเลือกตั้งด้วยหรือไม่นั้น นายครรชิต ระบุว่า สเปคเตอร์ซีเป็นจุดเริ่มต้นต้องไปดูก่อนว่า มีวิธีการทำงานอย่างไร