"ผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่กลับมาเป็นบวกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นเครื่องพิสูจน์จากกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของการบินไทยที่เดินหน้ากลยุทธ์ Network Airline หรือสายการบินที่เน้นการเชื่อมต่อการเดินทาง โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) เพื่อทดแทนการบินแบบ Point-to-Point (จุดต่อจุด) ซึ่งมักจะมีสัดส่วนการเดินทางลดลงในช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยว (โลว์ซีซัน) ส่วนภาพรวมในปี 2569 จะได้ผลบวกอย่างไร คงต้องดูจำนวนกำลังการผลิต การจัดหาเครื่องบินเข้ามาเพิ่ม โดยปีนี้มีการรับมอบเครื่องบินลำตัวแคบในรุ่น 321Neo ครบจำนวน 14 ลำ ลำตัวกว้างรุ่น 787-9 เช่าใหม่ 4 ลำ และ 787-8 ที่บอร์ดเพิ่งอนุมัติให้จัดเช่ามาอีก 10 ลำ ส่วนเหล่านี้จะทยอยเข้ามาครบในปีนี้ แต่มีเครื่องออกจากฝูงในปีนี้ เช่น แอร์บัส 350 โบอิ้ง 787 และโบอิ้ง 777-300ER ทำให้ฝูงบินในปีนี้จะมีรวมทั้งหมดจาก 80 ในปัจจุบันเป็น 102 ลำ แต่ใช้ปฏิบัติการบินจริง 99 ลำ ทำให้มีความสามารถกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 5% จากปี 2568"
ทั้งนี้ แผนเพิ่มฝูงบินดังกล่าวจะเข้ามาเพิ่มกำลังการผลิตให้การบินไทยในช่วงระหว่างรอรับเครื่องบินใหม่จากแผนจัดหาเครื่องบินโบอิ้ง 787 Dreamliner ลำใหม่ จำนวน 45 ลำ พร้อมเครื่องยนต์ GEnx รวมทั้งสิทธิในการจัดหาเครื่องบินเพิ่มเติม 35 ลำรวมเป็น 80 ลำ โดยเครื่องบินจำนวนนี้จะทยอยเริ่มเข้ามาในปี 2571 ดังนั้นภาพรวมของการเพิ่มฝูงบินในปี 2569 เมื่อมีความสามารถกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น จะส่งผลทำให้รายได้เติบโตในระดับเดียวกันประมาณ 5% ทำให้ปี 2569 ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท
นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ กล่าวว่า การบินไทยวางกลยุทธ์เพื่อให้มีปริมาณการเดินทางตลอดทั้งปี ในช่วงโลว์ซีซันซึ่งโดยปกติจะมีปริมาณการบินแบบ Point-to-Point ลดลง จึงจะมีการปรับกลยุทธ์เพิ่มการบินในส่วนของ Network Airline ให้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดอินเดียและจีนสำคัญมาก เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ทำให้ปีนี้การบินไทยปรับเพิ่มความถี่ จากจีนมีความถี่บิน 47 - 50 เที่ยวบิน ปรับเพิ่มเป็น 80 เที่ยวบิน ขณะที่อินเดียจาก 70 เที่ยวบิน เป็น 90 เที่ยวบิน
"การปรับเพิ่มความถี่เส้นทางบิน ทำให้สองประเทศนี้มีเที่ยวบินที่สมดุลกัน ประกอบกับการที่มีจุดภูมิศาสตร์อยู่ศูนย์กลางระหว่างสองประเทศ จึงทำให้เราเป็นฮับการบินในตลาดนี้ สามารถเดินหน้ากลยุทธ์ Network Airline ได้อย่างเข้มแข็ง"
ทั้งนี้ ด้วยกลยุทธ์เจาะตลาดศักยภาพสูงในปีนี้ ทำให้การบินไทยตั้งเป้าว่าจะสามารถผลักดันปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจากปี 2568 อยู่ที่ราว 18 ล้านคน จะเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคน ขณะที่อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ในปี 2568 เฉลี่ย 79.2% คาดการณ์ว่าในปี 2569 จะสูงระดับ 80% ส่วนยอดจองล่วงหน้า (Booking) ปัจจุบันอยู่ในระดับ 70% สำหรับเมืองยอดฮิตในขณะนี้ อาทิ ญี่ปุ่น จีน และเซี่ยงไฮ้
ปัจจุบันบริษัทฯ มีอากาศยานที่ใช้ทำการบินรวมทั้งสิ้น 80 ลำ แบ่งเป็นแบบลำตัวกว้างจำนวน 59 ลำ และลำตัวแคบ จำนวน 21 ลำ ที่รวมถึงอากาศยานแบบ Airbus A321neo จำนวน 1 ลำ ที่ใช้เครื่องยนต์ที่ทันสมัยและส่งเสริมความยั่งยืน โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และรองรับการใช้เชื้อเพลิง SAF นอกจากนั้น ในตารางการบินฤดูร้อนปี 2569 การบินไทยพร้อมให้บริการเที่ยวบินสู่ 62 เส้นทางบินทั่วโลก รวมถึงการเพิ่มจุดบินใหม่เส้นทางกรุงเทพฯ - อัมสเตอร์ดัม ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางประเทศจีนและอินเดียเพื่อตอบสนองความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้นของผู้โดยสาร ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป