ศุภวัชร์ กล่าวต่อว่า การกระทำของ กกต.ที่เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง มีหน้าที่รักษาความลับทุกขั้นตอน แม้กระทั่งการจ้างโรงพิมพ์ภายนอกเพื่อพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ก็ต้องถือเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง "ผู้ควบคุมข้อมูล" คือ กกต. กับ “โรงพิมพ์” ฉะนั้น กกต.ต้องจัดทำข้อตกลงกับผู้รับจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้ง เพื่อกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และป้องกันไม่ให้ผู้รับจ้างนำข้อมูลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ด้วย
ที่สำคัญ กกต.มีหน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งทางเทคนิคและกายภาพ หากปล่อยให้ข้อมูลหลุดหรือถูกแฮ็ก อาจมีความผิดตามมาตรา 37(1) ของกฎหมาย PDPA ซึ่งเคยมีกรณีหน่วยงานรัฐและเอกชนถูกปรับหลักล้านบาทมาแล้ว
ส่วนประเด็นการเก็บข้อมูล “เลเซอร์ ไอดี” ของพรรคประชาชนนั้น ศุภวัชร์ บอกว่า พรรคการเมืองในฐานะนิติบุคคล มีหน้าที่คุ้มครองข้อมูลสมาชิกเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่น
ขณะที่การเก็บ “เลเซอร์ ไอดี” หลังบัตรประชาชน การจะพิจารณาว่ากระทำได้หรือไม่ ต้องยึดหลัก “ความจำเป็นต่อวัตถุประสงค์” หากพรรคกระทำการ "เกินความจำเป็น" ก็อาจเข้าข่ายละเมิด ซึ่งทางพรรคต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า มีความจำเป็นต่อวัตถุประสงค์อย่างไร และได้สัดส่วนที่เหมาะสมหรือไม่
ทั้งนี้ หากพรรคประชาชนอ้างการเก็บข้อมูลโดยใช้ความยินยอม หรือ Consent ต้องมั่นใจว่า ผู้สมัครสมาชิกพรรคให้ความยินยอม “โดยอิสระ" ไม่ได้ถูกบังคับ หรือถูกกดดันครอบงำใดๆ
สิ่งสำคัญคือ เมื่อตรวจสอบหรือยืนยันตัวตนเสร็จสิ้นแล้ว หากเก็บข้อมูลไว้นานเกินความจำเป็นโดยไม่มีฐานกฎหมายรองรับ ก็อาจมีความเสี่ยงละเมิดกฎหมาย PDPA ได้เหมือนกัน
ศุภวัชร์ สรุปว่า ไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือพรรคการเมือง หัวใจสำคัญคือ การเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น และการมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิของเจ้าของข้อมูล