มรสุมการเมืองไทย จี้เลือกตั้งโมฆะ – ส้มส่อถูกยุบ อะไรเกิดก่อน?
19 ก.พ. 2569
มรสุมรุมเร้าการเมืองไทย เรียกร้องเลือกตั้งโมฆะ - ปม สเปกเตอร์ ซี - เลเซอร์ ไอดี พรรคส้มเสี่ยงถูกยุบอีกระลอกไหม
ข่าว
19 ก.พ. 2569
มรสุมรุมเร้าการเมืองไทย เรียกร้องเลือกตั้งโมฆะ - ปม สเปกเตอร์ ซี - เลเซอร์ ไอดี พรรคส้มเสี่ยงถูกยุบอีกระลอกไหม
ถนนการเมืองหลายสายต่างพุ่งตรงไปที่การร้องเรียนให้การเลือกตั้ง2569 เป็นโมฆะ จากหลากหลายเหตุการณ์ที่ทำให้คนตั้งข้อสังเกตว่าการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ในรอบนี้ ส่อไม่โปร่งใส และไม่ลับ โดยเฉพาะกรณีการพิมพ์บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง
ช่องทางการร้องเรียนขอให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
1. ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ อ้างเหตุเรื่องการออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นความลับ มีเรื่องร้องไม่น้อยกว่า 12 เรื่อง กกต.ยังไม่ส่งคำชี้แจงถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน (ให้เวลา 7 วัน)
2. ฟ้องศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด อ้างเหตุทำเครื่องหมายบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้เป็น “บัตรเสีย” มีคำฟ้องอย่างน้อย 3 คำฟ้อง จากทนายความและนักกฎหมาย 3 กลุ่ม
3. ฟ้องดำเนินคดีอาญา ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ กล่าวหา กกต.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ (7 เสือ + เลขาฯแหวง)
4. ยื่นร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPC กรณีนี้กกต.ส่งคำชี้แจงแล้ว
5.ยื่นเรียกร้องตรงต่อ กกต. ให้ 7 เสือลาออก โดยเครือข่ายนักศึกษาและภาคประชาชนยื่นคำร้องแล้ว
6.ล่ารายชื่อ สว.ให้ได้ 20 ชื่อ (1 ใน 5) ร้องศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ขณะนี้อยู่ระหว่างล่ารายชื่อ
7. ยื่นญัตติด่วนให้ สว.ระงับการให้ความเห็นชอบว่าที่ กกต.ใหม่ 2 คน โดยนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย และ นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ได้แถลงข่าวกรณีการยื่นญัตติ เรื่องขอให้วุฒิสภาชะลอการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2 คน ในวันที่ 26 ก.พ.69 นี้ เพื่อป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ประกอบด้วย นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และนายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย ที่จะเป็นการเลือกแทน นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง
สเปกเตอร์ ซี - เลเซอร์ ไอดี พรรคประชาชนเจอคดี “ยุบพรรค” กับสารพัดข้อกล่าวหา
1.พรรคจ้างบริษัททำไอโอ โดยใช้เงินกองทุนพัฒนาการเมือง
- พรรคได้ประโยชน์
- บริษัทได้กำไร
2.บุคลากรของพรรคมีความเกี่ยวข้องกับบริษัท
- ถือหุ้นใหญ่
- เคยทำงาน
- สถานที่ตั้งบริษัทที่เดียวกับที่ทำการพรรค
- เป็นนอมินีของพรรคหรือไม่
3.ล้วงข้อมูลสมาชิก จากการขอเก็บ เลเซอร์ ไอดี
- กฎหมายอนุญาตจริงหรือไม่
- กรมการปกครองอนุญาตแล้วจริงหรือ
- พรรคไม่ได้จัดเก็บข้อมูลเหล่านั้น แค่ตรวจสอบเปรียบเทียบอย่างเดียวจริงหรือ
4.พฤติการณ์ เสี่ยงผิดกฎหมายหลายฉบับ
- รัฐธรรมนูญ
- พ.ร.ป.พรรคการเมือง
- พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.
- กฎหมาย PDPA
ขณะที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กล่าวว่า ยังไม่เห็นข้อเท็จจริงว่าพรรคการเมืองไปถือหุ้นบริษัทหรือไม่ แต่ถ้าพรรคประชาชนไปถือหุ้นบริษัทดังกล่าว จะเข้าข่ายยุบพรรค เป็นข้อห้ามให้พรรคการเมืองประกอบธุรกิจ
เลือกตั้งโมฆะ VS โมฆะ กกต.
จากหลากหลายข้อร้องเรียนขอให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ ทำให้ลามถึงกระแสเรียกร้องให้เอาผิด กกต. ซึ่งมีการแนะไม่ล้มเลือกตั้ง แต่ให้เอาผิด กกต.
ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า
1. เลือกตั้ง2569 ไม่เป็นความลับแน่นอน และร้ายแรงกว่าการจัดคูหาปี 2549 (ศาล รธน.วินิจฉัยให้การเลือกตั้งโมฆะ)
2. แต่การเลือกตั้งโมฆะ ต้องละเมิดหลักการพื้นฐานว่าด้วยการเลือกตั้งนั้น ถึงขนาดเป็นการบิดเบือนเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง เช่น มีหลักฐานชัดเจนว่า กกต. กับพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งมีการฮั้วกันจนนำไปสู่ผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน
แต่การเลือกตั้งที่ไม่ลับนี้ ยังไม่ปรากฏว่าละเมิดหลักการขนาดนั้น โดย 5 หลักการพื้นฐานของการเลือกตั้ง คือ ทั่วไป เสรี โดยตรง ลับ และ เสมอภาค
3. การทำให้เลือกตั้งโมฆะง่ายเกินไป (เหมือนปี 2549) ลดทอนคุณค่าและความสำคัญของการเลือกตั้ง สุดท้ายหวังแค่ผลการเมือง
4. กกต.ต้องรับผิด ที่ทำให้เกิดการเลือกตั้งที่ “ไม่ลับ” ขัดกับหลักการพื้นฐาน
5.สั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือลงคะแนนเสียงใหม่ในหน่วยหรือเขตเลือกตั้งที่มีปัญหา และให้ผู้เสียหาย (ผู้สมัคร) เป็นผู้ร้อง และฟ้องศาลให้ตรวจสอบการใช้อำนาจของ กกต.
6.จัดการกับบัตรเลือกตั้งที่ไม่ลับ ตามกฎหมาย PDPA
ขณะที่ ดร.มานิตย์ จุมปา อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า
1.เลือกตั้ง “ไม่ลับ” แน่นอน ขัดหลักการรัฐธรรมนูญ
2.แต่การเอาผิดต้องให้ได้สัดส่วนกับความเสียหาย โดยเห็นว่า สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ถือว่าร้ายแรงเกินไป
3.ถ้าสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ กกต.ชุดเดิมก็ต้องจัดเลือกตั้งใหม่อยู่ดี และไม่มีหลักประกันอะไรที่จะไม่เกิดปัญหาอีก รัฐบาลอนุทินจะรักษาการยาว
4.กรณีนี้เทียบไม่ได้กับการเลือกตั้งปี 2549 ที่ศาล รธน.วินิจฉัยให้เป็นโมฆะ เหตุที่ศาลสั่งไม่ใช่แค่ “หันคูหาออก” แต่เป็นระยะเวลาของการกำหนดวันเลือกตั้งหลังยุบสภา และการบอยคอตเลือกตั้ง ทำให้เขตเลือกตั้งจำนวนมากมีผู้สมัครจากพรรคเดียว จึงไม่เป็นการ “เลือกตั้ง” (ไม่มีผู้สมัครให้เลือก) มีข้อเท็จจริงเรื่องจ้างพรรคเล็กลงสมัคร น้ำหนักสองประเด็นหลังมากกว่า 90% ที่ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
