"อัยการ" มองกฎหมาย ปม กกต.แจงปม "บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง" ส่อผิด ม.157
15 ก.พ. 2569
"อัยการ" มองกฎหมาย ปม กกต.แจงปม "บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง" ถือว่ารับสารภาพ ส่อผิด ม.157 ยกคำวินิจฉัยศาล รธน.ปี49 เบากว่านี้ยังโดน
ข่าว
15 ก.พ. 2569
"อัยการ" มองกฎหมาย ปม กกต.แจงปม "บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง" ถือว่ารับสารภาพ ส่อผิด ม.157 ยกคำวินิจฉัยศาล รธน.ปี49 เบากว่านี้ยังโดน
เมื่อวันที่ 15 ก.พ.2569 แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยกรณี ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งว่า ประเด็น กกต.ทำบาร์โค้ดหรือคิวอาโค้ดในบัตรเลือกตั้งและในต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง
ถือเป็นการฝ่าฝืน รธน.2560 มาตรา85 (กระทำการเลือกตั้งโดยไม่ รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง)และ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา96,164 (การทำเครื่องหมายใดๆลงในบัตรเลือกตั้ง)
การกล่าวหา กกต.ในประเด็นนี้จึงเป็นการกล่าวหาว่ากกต.ทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือกระทำผิดกฎหมาย การที่กกต.ไปแถลงว่าแม้ทำ QR Code ก็ไม่รู้ว่าใครกาให้ใครจึงเป็นคนละประเด็นเพราะนั่นเป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งเป็นคนละเรื่องกับปัญหาข้อกฎหมายที่กกต. ถูกกล่าวหาอยู่ในเวลานี้
การที่กกต. ไปพิมพ์ QR Code หรือบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง หากมีการสแกนเข้าไปจะทราบหมายเลขในบัตรเลือกตั้งและหมายเลขดังกล่าวจะตรงกับหมายเลขที่อยู่ต้นขั้วบัตรบัตรเลือกตั้ง โดยในขั้นตอนการใช้สิทธิเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง จะมีการเขียนทั้งหมายเลขประจำตัวประชาชนของผู้ใช้สิทธิ ในต้นขั้วบัตรเลือกตั้งอีกด้วย
ดังนั้นการที่กกต.ทำเช่นนี้ ถือเป็น เป็นการกระทำที่อยู่ในข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา85 ที่กำหนดให้การใช้สิทธิเลือกตั้งจะต้องเป็นความลับ
ยิ่งไปกว่านั้นการทำบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งดังกล่าวยังถือเป็นการทำเครื่องหมายใดๆลงในบัตรเลือกตั้งอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 96 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 96 ซึ่งกำหนดไว้ว่า บุคคลใดจะทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งไม่ได้
หากบุคคลใดฝ่าฝืนไปทำเครื่องหมายใดๆลงในบัตรเลือกตั้ง(เช่นใส่ QR Code ลงไป) จะมีมีโทษตาม มาตรา 164 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปีปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 100,000 บาท
นอกจากนี้ หากคนทำเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องย่อมเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ โดยไม่ชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 อีกด้วย
ประเด็นดังกล่าว การที่กกต. ออกมาแถลงว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้จะพิมพ์ QR Code หรือบาร์โค้ด ลงในบัตรเลือกตั้ง แต่ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าใครกาให้ใคร จึงเป็นคนละประเด็น และ การแถลงดังกล่าวยัง น่าจะถือได้ว่าเป็นการรับสารภาพว่าได้กระทำการสิ่งที่มันผิดต่อกฎหมายด้วยซ้ำไป
เพราะ การแถลงดังกล่าวเป็นเรื่องข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่ กกต.ถูกตั้งคำถามหรือถูกกล่าวหาอยู่ในเวลานี้ เพราะการไม่รู้ว่าใครกาให้ใคร เป็นประเด็นข้อเท็จจริงคือไม่ไปสแกนก็จะไม่รู้ แต่เมื่อไหร่ที่เจ้าหน้าที่สแกนก็จะรู้ ซึ่งตามหลักข้อกฎหมายก็ คือไม่ว่ากรณีใดๆจะต้องไม่รู้หรือล่วงรู้ความลับของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง
ดังนั้น กกต. จึงต้องเข้าใจใหม่ และจับประเด็นให้ถูกต้องว่าเรื่องนี้ประชาชนและสังคมเขากล่าวหาท่านว่าอย่างไร ประเด็นปัญหาเวลานี้ไม่ใช่ประเด็นปัญหาข้อเท็จจริง ว่ามีใครรู้ว่าใครคนใดกาให้ใครหรือไม่ ดังที่ท่านแถลง
หากแต่คำถาม หรือข้อกล่าวหา คือ กกต.ไปกระทำการที่ฝ่าฝืนต่อสิ่งที่กฎหมายไม่ให้กระทำคือ กระทำการซึ่งไม่เป็นความลับในการลงคะแนนเลือกตั้งของผู้มาใช้สิทธิรวมไปถึงการไปทำเครื่องหมายใดๆลงในบัตรเลือกตั้งซึ่งการทำเครื่องหมายใดๆไม่ได้หมายความว่าห้ามเฉพาะผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส่วน กกต.ได้รับการยกเว้นให้ทำ ใดๆก็ได้
ดังนั้น ทันทีที่กกต.ไปทำการฝ่าฝืนกฎหมายจึงเป็นความผิดทันที เพราะการทำเครื่องหมาย QR Code ย่อมนำไปถึงการไม่รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งนั่นเอง
กรณีนี้เคยมีบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วเมื่อปี 2549 ว่า การที่ กกต. หันคูหาเลือกตั้งออกทางเข้าคูหาอัน ส่อไปในทางที่จะไม่รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิเพียงเท่านี้
ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่าเป็นความผิดแล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีข้อเท็จจริงว่ามีใครเป็นรู้ว่าใครกาให้ใคร ดังที่ กกต. แถลงแต่อย่างใด
ดังนั้น การที่กกต. ทำแบบนี้ถือว่าจำนนต่อหลักฐานและ ยิ่ง กกต.มาแถลงว่า การพิมพ์บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง จริง แต่ไม่มีใครรู้ว่าใครกาให้ใคร จึงเป็น คนละประเด็นและถือเป็นการหลงประเด็นเพราะกกต. ไปทำเครื่องหมายจนทำให้ สามารถตรวจสอบได้ว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิคนใดลงคะแนนเลือกตั้งให้ใคร
ผลพวงที่จะตามมาจากการที่กกต.กระทำจึงอยู่ในข่ายฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และที่มันจะตามมาในเรื่องการไม่รักษาความลับของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
โดยประเด็นที่ประชาชนคนทั้งประเทศตั้งคำถามอยู่เวลานี้คือ กกต.ไปทำการฝ่าฝืนต่อสิ่งที่กฎหมายห้ามจนส่งผลกระทบต่อผู้ใช้สิทธิทุกคนทั่วประเทศ
บทสรุปก็คือ ถ้อยคำแถลง ของ กกต. จึงไม่เป็นเพียงการหลงประเด็นเพียงอย่างเดียวหากแต่เป็นการแถลงให้การรับสารภาพ ในสิ่งที่ตนเองได้กระทำไปตามที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : กกต.แจงปม “บาร์โค้ด - คิวอาร์โค้ด” ป้องบัตรเขย่ง-ปลอมแปลง
