กรณีบาร์โค้ด พิสูจน์ง่ายมาก
ถ้าเป็นเลขเฉพาะที่เชื่อมไปถึงต้นขั้วของบัตรแต่ละใบได้ กกต. ก็ทำผิดกฎหมาย
กรณี Barcode หรือ QR Code ที่บัตรเลือกตั้งทั้งบัตรสีเขียว (เลือก สส.เขต) และบัตรสีชมพู (เลือก สส.บัญชีรายชื่อ) เป็นเรื่องใหญ่ที่ กกต. จะเงียบไม่ได้นะครับ
ถ้าเป็นรหัสซ้ำ ที่บัตรทุกใบเป็นรหัสเดียวกัน เพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นบัตรเลือกตั้งจริง ถ้าเป็นแบบนี้ไม่เป็นปัญหาครับ
แต่ถ้ารหัส Barcode หรือ QR Code เป็นรหัสเฉพาะ (Unique Running Code) ที่ตรงกับต้นขั้วของบัตร ก็จะทำให้รู้ทันทีว่าผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งแต่คนโหวตเลือกอะไร
ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ก็เท่ากับว่า กกต. ทำผิดกฎหมายทั้ง มาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าการเลือกตั้งต้องเป็นความลับ และมาตรา 96 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ม.96 ที่ห้ามทำเครื่องหมายที่บัตรเลือกตั้ง
ย้ำชัดๆ นะครับ ถ้าบัตรแต่ละใบมีรหัสเฉพาะที่ไม่ซ้ำ และรหัสนั้นตรงกับต้นขั้ว ที่มีลายเซ็นของผู้มาใช้สิทธิ์ ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะระบุถึงตัวผู้ใช้สิทธิ์ได้แล้วครับว่าแต่ละคนโหวตอะไร
กกต. อย่าเงียบครับ เพียงแค่เอาบัตรพร้อมต้นขั้วของบัตรที่อยู่ในหีบ บัตรที่เหลือ และบัตรที่ยังไม่ได้ใช้ มาสแกนบาร์โค้ดให้สื่อมวลชนดู แค่นี้ก็รู้แล้วครับว่า กกต. ทำผิดกฎหมายหรือไม่
ล่าสุด นายวิโรจน์ โพสต์อีกว่า "กำลังไป กกต. แค่เอาบัตรในหีบที่ฌาปนสถาน ทอ. กทม.เขต 9 ที่เป็นข่าว มาดู ทีละใบ ถ้า Barcode ของแต่ละใบไม่ซ้ำ ก็ชัดแล้วว่า ไม่ลับ"
"วิโรจน์" จี้ กกต.แจงข้อเท็จจริงบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง หากตรงกับต้นขั้ว แสดงว่าไม่ใช่ความลับ ลั่น มักง่าย
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเมื่อเดินทางมาถึงนายวิโรจน์พยายามจะขอเข้าไปฟังการแถลงข่าวของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่กำลังแถลงข่าวอยู่ในเวลาเดียวกัน
โดย นายวิโรจน์ กล่าวถึงบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด ว่าถ้าเป็นเอกสารลับก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ลับจะต้องเป็นระบบที่ใครก็ตามจะล่วงรู้ไม่ได้ ซึ่งการอ้างว่าจะเป็นการทำสัญลักษณ์ว่าเป็นบัตรจริงบัตรปลอมนั้นมันเป็นคนละเรื่องกันเพราะเรื่องนี้สามารถทำลายน้ำได้แต่ไม่ใช่ทำเป็นระบบที่สอบกลับไปยังผู้ใช้สิทธิ์ได้
กรณีนี้พิสูจน์ง่ายมากเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ เขต 9 ก็นำบัตรจากเขต 9 มาเปิดดูเลย และดูว่าบาร์โค้ดของบัตรแต่ละใบเหมือนกันหรือไม่
ถ้าหากบาร์โค้ดมีความแตกต่างกันและรหัสต้นขั้วก็มีความแตกต่างกัน ก็สามารถจับคู่กันได้ก็แสดงว่าการลงคะแนนไม่ใช่ความลับ
จากนั้นนายวิโรจน์ได้เดินทางเข้าไปยื่นหนังสือบริเวณจุดยื่นหนังสือของสำนักงานกกต.เพื่อขอให้กกต.ชี้แจงกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง พร้อมกล่าวว่าหากบาร์โค้ดตรงกับต้นขั้วแสดงว่าไม่ใช่ความลับ แล้วจะรู้ทันทีว่าคนคนนั้นอยู่บ้านเลขที่อะไรเลือกอะไรอย่างน้อยก็จะรู้บัตรสีชมพูขณะที่บัตรสีเขียวจะมี QR code ซึ่งถ้าหากเป็นรหัสที่ตรงกันก็จะสามารถที่มาบ่งชี้หรือตรวจสอบไปยังผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ซึ่งเรื่องนี้ก็ขัดกับรัฐธรรมนูญที่บอกว่าการเลือกตั้งจะต้องเป็นทางลับ
ทั้งนี้ ตนมองว่าประชาชนทุกคนก็ตั้งข้อสงสัยได้แต่ประชาชนทุกคนตกใจมากกว่า ทำไมกกตถึงไม่ตั้งข้อสงสัยเข้าใจว่ามีการชี้แจงแต่ตอบไม่ได้ว่าจะเป็นการชี้แจงจากกกต.หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการบอกว่าป้องกันไม่ให้เกิดการทำซ้ำหรือแยกระหว่างบัตรจริงหรือบัตรปลอมซึ่งตนมองว่าอันนี้คนละเรื่องกันเพราะการทำลายน้ำก็เป็นอีกส่วนหนึ่งแต่ไม่เกี่ยวกับการทำระบบรหัสที่ตอบกลับไปยังผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหรือผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เป็นคนละเรื่องกัน
ซึ่งเรื่องที่ประชาชนยังสงสัยและกกต.ยังตอบไม่ตรงคำถามคือบาร์โค้ดดังกล่าวจะสามารถสอบไปยังผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ ส่วนที่ชี้แจงมาว่าบัตรเลือกตั้งเหล่านี้ยังเก็บอยู่ที่กกต.ยังไม่ได้มีการเผยแพร่ออกมาเลยก็ถือว่าเป็นความลับนั้นตนบอกว่าไม่ใช่เพราะความลับจะต้องเป็นระบบที่เก็บความลับ
ไม่ว่าใครก็ตามจะไม่สามารถล่วงรู้ได้ไม่ได้หมายความว่ากกต.จะรู้ก็ได้แต่เก็บไว้ตราบใดความลับไม่แตกก็ยังถือว่าเป็นความลับถ้าคิดแบบนี้ตนมองว่ามักง่าย และใครก็ตามที่พยายามจะชี้แจงในลักษณะนี้ขออย่าทำเช่นนี้เลยเพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ศักดิ์ศรีเกียรติศักดิ์เกียรติภูมิของ กกต.ตกต่ำไม่มีชิ้นดีไปมากกว่านี้
ตนไม่แน่ใจว่าการเลือกตั้งปี 66 จะเป็นไปในลักษณะนี้หรือไม่จึงต้องมีการตรวจสอบ ซึ่งคนที่จะตอบเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือกกต.พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อดังกล่าวมีทุกเขตหรือไม่หรือมีเพียงบางเขต เพราะการพิมพ์บัตรเลือกตั้งพิมพ์จากโรงพิมพ์หลายที่ ซึ่งหากบาร์โค้ดดังกล่าวเป็นรหัสซ้ำทั้งจังหวัด ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับกกต.เพราะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าหากบาร์โค้ดดังกล่าวมีรหัสเฉพาะตัวในแต่ละใบเรื่องนี้จะเป็นปัญหา
เมื่อถามว่าวันนี้ตั้งใจจะเข้าไปฟังการแถลงข่าวกกต.แต่ไม่สามารถเข้าไปฟังได้นายวิโรจน์กล่าวว่าแถลงยังไงแถลงต่อสื่อมวลชนก็คือแถลงต่อสาธารณะสุดท้ายก็ต้องเปิดให้สื่อมวลชนถามซึ่งตนมาในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็น่าจะเข้าฟังได้ถ้าเขาฟังด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่ปรากฏว่าไม่ให้เข้าจึงต้องฝากสื่อมวลชนถาม
นายวิโรจน์ ยังกล่าวต่อว่า สิ่งที่กลัวคือรหัสบาร์โค้ดเป็นเฉพาะตัวของบัตรเลือกตั้งหรือไม่ง่ายที่สุดเลยก็คือในเขต 9 กรุงเทพมหานครที่เป็นข่าวนำหีบออกมานับทีละใบเพื่อตรวจสอบว่ารหัสบาร์โค้ดนั้นเป็นรหัสเดียวกันหรือไม่หรือคนละรหัสซึ่งตนคิดว่าไม่น่าเกิน 2 ชั่วโมงก็น่าจะแล้วเสร็จ
อย่างไรก็ตาม หากจะตรวจสอบในกรณีเขต 9 กรุงเทพมหานครนั้นก็ต้องเชิญสื่อมวลชนให้เห็นตั้งแต่การตัดเคเบิลไทร์ และเอาเครื่องยิงบาร์โค้ดยิงตรงนั้นเลยเพื่อจะดูว่ารหัสเป็นเฉพาะตัวหรือไม่
เมื่อถามว่ากกตบอกว่าแม้จะมีบาร์โค้ดหรือไม่มีบาร์โค้ดการลงคะแนนของประชาชนก็ถือว่าเป็นความลับอยู่ดีนายวิโรจน์กล่าวว่าลับอย่างไรถ้ากกต.มีบรรทัดฐานแบบนี้ชีวิตลำบากนั่นหมายถึงกกต.กำลังจะทำผิดพ.ร.ป.การเลือกตั้งสส.เสียเองเพราะมีกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามทำขีดหรือสัญลักษณ์ซึ่งกฎหมายเขียนไว้เพื่อไม่ให้ใครก็ตามไปล่วงรู้ว่าใครกาเบอร์ไหนเลือกใคร ถ้ามีระบบโค้ดสัญลักษณ์ที่ตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าเป็นใครอย่างนี้เรียกว่าลับตรงไหน
"ถ้าใช้บรรทัดฐานนี้ประเทศอยู่ไม่ได้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับแสดงว่าทำโค้ดได้กกตต้องเข้าใจใหม่การเลือกตั้งเป็นความลับหรือการเลือกตั้งอนุญาตให้ทำโค้ดลับ" นายวิโรจน์ กล่าว
ทั้งนี้ หากการเลือกตั้งไม่เป็นความลับจะขัดรัฐธรรมนูญผิดกฎหมายพ.ร.ป.การเลือกตั้งสส.แน่ๆก็ต้องปรึกษากับฝ่ายกฎหมายว่าจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างไรบ้าง เบื้องต้นถ้าขัดกับรัฐธรรมนูญผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้วไม่เป็นความลับ
"อย่าแก้ตัวแก้ต่างแบบข้างๆคูๆผมว่าความรับผิดทางอาญาต้องมีและความรับผิดในทางแพ่งก็ต้องมีนั่นหมายความว่ากกต.ทั้ง 7 คนและผู้เกี่ยวข้องอาจจะต้องรับผิดทางแพ่งและชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งด้วยเพราะเวลานักการเมืองหรือส.สทำผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างต้องชดใช้ค่าเสียหายค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่แต่คราวนี้ถ้าผิดตนคิดว่ากกต.ก็ต้องจ่ายและต้องติดคุกด้วย" นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ ยังกล่าวว่า วันนี้เรายังไม่ได้กล่าวหาหรือชี้ว่า กกต. ผิดแต่เราขอร้องให้กกต.โปร่งใสที่เป็นสโลแกนของ กกต.เองและทุกวันนี้โปร่งใสหรือแถลงข่าวประชาชนอย่างตนยังไม่ให้เข้าเกิดอะไรขึ้นวันนี้อย่างนี้เรียกโปร่งใสหรือเมื่อไม่โปร่งใสจะบอกว่าสุจริตก็ไม่เต็มปากจะบอกว่ายุติธรรมก็ไม่ได้เต็มปากตอนนี้กกต.กำลังทำผิดเจตนารมณ์ของการเกิดขึ้นขององค์กรตัวเองกำลังทำลายศักดิ์ศรีขององค์กรตัวเองเรายังไม่ได้กล่าวหาเรายังไม่ได้ชี้ว่าผิดแต่กำลังบอกว่ากกต.โปร่งใสหรือไม่
ส่วนข้อมูลที่อยู่ในบาร์โค้ดถ้าหากมีคนได้ไปจะใช้ทำอะไรได้บ้างนั้นนายวิโรจน์กล่าวว่าพวกหัวคะแนน ก็จะได้ผลประโยชน์ในส่วนนี้สามารถเช็คบิลย้อนหลังได้ ที่จ่ายไปเลือกเบอร์ที่ให้เลือกหรือไม่ถ้าไม่ได้เลือกก็จะเข้าไปคุกคามประชาชน
"ความเชื่อที่ว่าการเลือกตั้งตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้ทำให้ประชาชนอุ่นใจในสิทธิของเขาใน 5 วินาทีในคูหาว่าจะมีสิทธิ์ที่เท่าเทียมกับคนอื่นไม่ว่ามันผู้ใดใครผู้อื่นจะล่วงรู้ไม่ได้ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นก็คุกคามไม่ได้แต่ตอนนี้สูญเสียไปไม่ได้ถ้าประชาชนสูญสิ้นศรัทธาความเชื่อแล้วมีหลักฐานปรากฏทางวิทยาศาสตร์ได้ว่าสามารถตรวจสอบกลับไปยังตัวเขาได้เจตนารมณ์ของการเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตยจะสูญสลายหายสิ้นไปทันทีสิทธิเพียงแค่ 5 วินาทีของประชาชนถูกสลายไปทันทีและนี่คือโทสานุโทษของ กกต.ถ้าทำสิ่งนั้นให้มันเกิดขึ้น" นายวิโรจน์ กล่าว
ดูคลิป