"นายกฯ" ประกาศเลิก MOU44 "ขี่กระแสชาตินิยม" หรือ "เพื่อผลประโยชน์ชาติ"
12 ก.พ. 2569
"นายกฯ" ประกาศเลิก MOU44 "ขี่กระแสชาตินิยม" หรือ "เพื่อผลประโยชน์ชาติ"
ข่าว
12 ก.พ. 2569
"นายกฯ" ประกาศเลิก MOU44 "ขี่กระแสชาตินิยม" หรือ "เพื่อผลประโยชน์ชาติ"
12 กุมภาพันธ์ 2569 คำประกาศของ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล แทบจะทันทีหลังทราบผลเลือกตั้ง ว่าจะยกเลิก MOU44 ตามที่เคยพูดไว้ช่วงรณรงค์หาเสียง ทั้งๆ ยังที่ยังไม่มีการ “ฟอร์ม ครม.ชุดใหม่”
ทำให้มีการตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่า การตัดสินใจในเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อนเช่นนี้ ได้มีการศึกษารายละเอียด ตลอดจนผลดี ผลร้าย และผลกระทบที่จะเกิดตามมา อย่างรอบคอบถี่ถ้วนแล้วหรือยัง
รวมถึงการสอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบโดยตรง
เพราะสิ่งที่นายกฯประกาศ เหมือนเป็นความเห็นของตัวเองเพียงคนเดียวด้วยซ้ำ แต่กลับเกี่ยวพันกับการกำหนดทิศทางประเทศด้านการต่างประเทศในภาพใหญ่
มิใยที่การตั้งรัฐบาลใหม่ยังไม่ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นจริง แต่พรรคที่ได้รับเสียงข้างมากในสภาได้ประกาศนโยบายต่างประเทศในแบบที่ไม่ต้องรั้งรอให้เกิดคณะรัฐมนตรีใหม่แต่อย่างใด
ดังนั้น เมื่อผลการเลือกตั้งได้ปรากฏให้เห็นในสื่อต่างๆ แล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในอนาคต ได้แสดงท่าทีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาอย่างชัดเจนและไม่รีรอ โดยให้สัมภาษณ์ว่า ได้สั่งการให้คณะรัฐมนตรีเตรียมการที่จะยกเลิกความตกลงกับกัมพูชาในเอกสาร “MoU 44” หรือ “บันทึกช่วยจำฯ ทะเล”
บทความนี้ จะขอทดลองตั้งข้อสังเกตบางประการกับท่าทีเช่นนี้
1.การแสดงท่าทีอย่างไม่รีรอให้เกิดการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่เช่นนี้ คือ การสร้าง “ภาพลักษณ์” ของพรรคภูมิใจไทยในการเป็นตัวแทนของ “พรรคชาตินิยม” ให้ชัดเจน
2.กระแสอนุรักษ์นิยมไทยในช่วงที่ผ่านมา ถูกเงื่อนไขของสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาครอบงำ จนทำให้กลุ่มขวาไทยในปัจจุบัน มีความเป็น “ชาตินิยมสุดโต่ง” มากขึ้น และเคลื่อนไปกับกระแสชาตินิยม อันทำให้กระแสนี้เป็นชุดความคิดหลักของปีกขวาไทย
3.ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ปีกชาตินิยมมีความเป็น “เสนานิยม” มากขึ้นตามไปด้วย และเชื่อแบบง่ายๆ ตามจินตนาการของตัวเองว่า สงครามไทย-กัมพูชาจะใช้เวลาไม่นาน แล้วกองทัพไทยจะชนะกัมพูชาได้อย่างเบ็ดเสร็จ หรือชนะอย่างไม่ยาก
4.ที่ต้องกล่าวถึงประเด็นนี้ เพราะดูจะมีความพยายามจากบางฝ่ายที่ “เชียร์” ให้เกิดสงครามไทย-กัมพูชารอบที่ 3 เพราะมีความเชื่อดังที่กล่าวแล้วว่า สงครามรอบที่ 3 จะเป็น “ตัวปิดเกม” ซึ่งดูจะมีคำถามในอีกด้านว่า ถ้าสงครามเกิดจริงแล้ว ผลตอบแทนในทางยุทธศาสตร์จากสงครามครั้งที่ 3 คืออะไร
5.เราไม่เคยตั้งคำถามในทางปฏิบัติว่า ไทยจะสามารถเอาชนะกัมพูชาได้อย่างเบ็ดเสร็จตามจินตนาการที่เขียนในแผนยุทธการนั้น เป็นความจริงเพียงใด เพราะในปัจจุบัน กัมพูชาไม่ใช่รัฐเล็กในแบบของ “สงครามยุคกรุงศรีอยุธยา” ที่กองทัพอยุธยาสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ง่ายๆ
6.ในอีกด้านหนึ่งของสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ความเป็น “ชาตินิยมสุดโต่ง” ในภาวะที่ประเทศจะมีการเลือกตั้งนั้น ย่อมทำให้พรรคที่แสดงตนเป็นตัวแทนของกระแสชุดนี้ เป็นผู้ตักตวงคะแนนทางการเมืองจากกระแสนี้ในสังคมไทย หรือมีสภาวะเป็น “กระแสชาตินิยมหลังเลือกตั้ง”
7.ว่าที่จริง การประกาศจุดยืนในแบบชาตินิยมสุดโต่งเช่นนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบมากเช่นนี้แต่ประการใด เพราะการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว และผลการเลือกตั้งก็ชัดเจนที่ “พรรคชาตินิยม” ชนะ การประกาศท่าทีที่ต้องการยกเลิก “บันทึกช่วยจำ 44” จึงเป็นการประกาศทิศทางนโยบายต่างประเทศไทย ก่อนที่จะมีการแถลงนโยบายในสภา โดยเฉพาะมีการสั่งการให้ ครม. เตรียมประกาศยกเลิก
8.การประกาศท่าทีเช่นนี้ ด้านหนึ่งคือการเอาใจสุดๆ กับบรรดา “มวลชนชาตินิยม” ที่เกาะกระแสชาตินิยม เพราะ “ว่าที่นายกฯ” ออกมาประกาศเอง โดยไม่ต้องรอการเรียกร้องของฝ่ายขวา และทั้งยังเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนเพื่อให้ “ชนชั้นนำชาตินิยม” ให้การต้อนรับรัฐบาลใหม่ และหวังว่ากระแสนี้จะเป็นแรงสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยดำเนินต่อไปในช่วงหลังเลือกตั้งอีกด้วย
9.แต่ก็มีคำถามในอีกด้านว่า ว่าที่นายกฯ มีความรอบคอบเพียงใดในการพิจารณาถึงแนวทางในการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา ที่กลายเป็นความขัดแย้งยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายกรกฎาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน
ผู้นำไทยอาจต้องตระหนักว่า ความขัดแย้งยืดเยื้อกับประเทศเพื่อนบ้านบนกระแสชาตินิยมนั้น อาจเป็นประโยชน์ทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง เว้นแต่ในช่วงหลังเลือกตั้ง กระแสชาตินิยมอาจใช้เพื่อช่วยพยุงชัยชนะในการเลือกตั้งได้หรือไม่ เพราะกระแสต่อต้านผลการเลือกตั้งมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเป็น “ไฟลามทุ่ง”
และไฟลามทุ่งในทางการเมืองเป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะไฟนี้ถูกจุดด้วย “อารมณ์คน” ซึ่งก็หวังจะไม่ย้อนรอย “การเลือกตั้งสกปรกปี 2500” ที่จบลงด้วยการรัฐประหาร และการลี้ภัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม
10.ถ้าผู้นำพรรคภูมิใจไทยยืนยันที่จะเลิก “บันทึกช่วยจำ 44” แล้ว ควรที่จะได้มีการปรึกษาผู้รู้ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจยกเลิกจากผลของกระแสชาตินิยม ที่ไม่ต้องการข้อพิจารณาใดๆ และอาจทำให้ไทยเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ได้ในระยะยาว
11.หน่วยราชการที่ถือว่ามีความรู้โดยตรงในเรื่องของเส้นเขตแดนทะเล คือ “กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ” เนื่องจากบุคลากรของหน่วยไม่เพียงเป็นผู้รู้ในเรื่องนี้เท่านั้น หากยังมีส่วนอย่างมีนัยสำคัญในการจัดทำบันทึกช่วยจำฉบับนี้ด้วย ถ้าผู้แทนกรมอุทกฯ ในขณะนั้น ไม่เห็นด้วยกับสาระของเอกสารนี้แล้ว การลงนามสุดท้ายของผู้แทนฝ่ายไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
12.หรือในอีกทาง “ว่าที่นายกฯ” อาจขอความรู้โดยตรงจากนักวิชาการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเล ไม่ใช่ฟังจากความเห็นของสื่อบางฉบับ หรือจากนักเคลื่อนไหวต่อต้านบางคน ที่อาจมี “ความเห็นมากกว่าความรู้” และความเห็นบางอย่างอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง จึงควรต้อง “ยอมฟัง” ผู้รู้/ผู้เชี่ยวชาญบ้าง
บทความนี้ เขียนด้วยวัตถุประสงค์ที่อยากเห็นการตัดสินใจของรัฐบาลเกิดด้วยความใคร่ครวญ ต่อปัญหา “บันทึกช่วยจำ” ไม่ว่าจะเป็นฉบับปี 2543 หรือ 2544 ก็ตาม เพราะถ้ารัฐบาลไทยจะตัดสินใจยกเลิกจริง ต้องไม่ใช่เป็นเพราะการ “เกาะกระแส”ทั้งเชื่อว่าหลังการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว กระแสชาตินิยมจะยังคงช่วยอุ้มกระแสพรรคต่อไปในอนาคต และกระแสชาตินิยมจะช่วยสนับสนุนให้รัฐบาลอยู่ในอำนาจได้อย่างเข้มแข็งด้วย!
