แก้ให้ถูกจุด! "ตรวจเป็นเขต" อย่าเหมาเข่งล้มเลือกตั้ง!
11 ก.พ. 2569
นักวิชาการ ชี้ทางออก กกต. รับมือพิรุธเลือกตั้ง 2569 ย้ำหลักการ "ตรวจเป็นเขต แก้เป็นจุด" อย่าใช้ความผิดปกติบางพื้นที่มาล้มกระดานทั้งประเทศ
ข่าว
11 ก.พ. 2569
นักวิชาการ ชี้ทางออก กกต. รับมือพิรุธเลือกตั้ง 2569 ย้ำหลักการ "ตรวจเป็นเขต แก้เป็นจุด" อย่าใช้ความผิดปกติบางพื้นที่มาล้มกระดานทั้งประเทศ
“กกต. ต้องไม่เพิกเฉยต่อปัญหา แต่ก็ต้องไม่เหมาเข่งล้มการเลือกตั้ง”
11 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เปิดเผยถึงการจัดการเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งคือกลไกพื้นฐานที่สุดของระบอบประชาธิปไตย เสียงของประชาชนแต่ละใบคืออำนาจอธิปไตยที่ถูกมอบหมายผ่านกระบวนการตามกฎหมาย ดังนั้น ทุกครั้งที่เกิดข้อสงสัย ความผิดพลาด หรือความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการเลือกตั้ง ย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ จริงจัง และเป็นธรรม
ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา ปรากฏข้อร้องเรียนและข้อสังเกตจากหลายฝ่ายในบางเขตเลือกตั้ง เช่น กรณีบัตรเขย่ง ความพิรุธในการนับคะแนน เหตุไฟดับในบางหน่วยเลือกตั้งระหว่างการนับคะแนน กล่องใส่บัตรเลือกตั้งที่ไม่มีสายเคเบิ้ลไทร์ (cable tie) หรือกรณีที่เมื่อรวมคะแนนของผู้สมัคร สส.เขตทุกคนแล้ว กลับพบว่าคะแนนรวมสูงกว่าจำนวนบัตรดีในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ ฯลฯ
ประเด็นเหล่านี้ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะหากปล่อยให้คลุมเครือ ย่อมบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้งและต่อองค์กรอิสระโดยรวม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อันตรายไม่แพ้กัน คือการนำ “ความผิดพลาดบางส่วน” ใน “บางเขต” ไปใช้เป็นเหตุผลเพื่อเรียกร้องหรือพยายามล้มการเลือกตั้งทั้งระบบ ซึ่งเท่ากับการทำลายเสียงของประชาชนทั้งประเทศโดยไม่เป็นธรรม
…“ตรวจเป็นเขต แก้เป็นจุด ไม่ใช่เหมาเข่ง”
หลักการสำคัญที่ กกต. ต้องยึดถือคือ “เขตเลือกตั้งไหนมีปัญหา ให้ตรวจเขตนั้น แก้เขตนั้น และตัดสินเขตนั้นตามกฎหมาย” พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ได้วางกลไกไว้ชัดเจนสำหรับการตรวจสอบ การสั่งนับคะแนนใหม่ การสั่งเลือกตั้งใหม่เป็นการเฉพาะเขต หรือแม้แต่การดำเนินคดี หากพบว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ
กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้ “เหมารวม” ความผิดปกติในบางพื้นที่ ไปใช้เป็นข้ออ้างล้มผลการเลือกตั้งในเขตอื่น ๆ ที่กระบวนการเป็นไปโดยปกติ โปร่งใส และไม่มีข้อร้องเรียนอย่างมีน้ำหนัก การทำเช่นนั้นไม่เพียงขัดต่อหลักนิติรัฐ แต่ยังเป็นการละเมิดเจตจำนงของประชาชนจำนวนมหาศาลที่ใช้สิทธิอย่างสุจริต
…“ความสมดุลที่ กกต. ต้องรักษา”
บทบาทของ กกต. ในสถานการณ์เช่นนี้ จึงไม่ใช่แค่ “ทำตามเสียงดัง” หรือ “ทำตามกระแส” แต่ต้องรักษาความสมดุลอย่างยิ่งระหว่าง 3 ประเด็นสำคัญ
(1) กกต. ต้องไม่เพิกเฉยต่อปัญหา ข้อร้องเรียนของประชาชน ผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง รวดเร็ว และมีคำอธิบายที่ตรวจสอบได้ ไม่ปล่อยให้ความคลุมเครือสะสมจนกลายเป็นความไม่ไว้วางใจ
(2) กกต. ต้องไม่อ่อนต่อแรงกดดันจากมวลชนบางกลุ่ม เสียงกดดันในท้องถนนหรือบนโลกออนไลน์ ไม่อาจอยู่เหนือกระบวนการทางกฎหมายได้ การตัดสินใจใด ๆ ต้องตั้งอยู่บนพยานหลักฐานและบทบัญญัติของกฎหมาย มิใช่บนอารมณ์หรือความรู้สึกของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
(3) กกต. ต้องยึดกฎหมายเป็นศูนย์กลาง ไม่หนีปัญหา แต่ก็ไม่สร้างปัญหาใหม่ด้วยการตัดสินใจที่เกินเลยอำนาจหรือขัดกับหลักกฎหมายเลือกตั้ง
…“อย่าให้ Echo Chamber ทำลายกระบวนการยุติธรรม”
ในยุคโซเชียลมีเดีย ปรากฏการณ์ “ห้องเสียงสะท้อน” หรือ echo chamber ทำให้ข้อมูลบางชุด ความเชื่อบางอย่าง ถูกขยายซ้ำ ๆ จนดูเหมือนเป็น “ความจริงทั้งหมด” ทั้งที่อาจเป็นเพียง “ความจริงบางส่วน” หรือแม้แต่ข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ
กกต. ในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ต้องยืนอยู่เหนือ echo chamber เหล่านี้ให้ได้ ต้องไม่ปล่อยให้กระแสออนไลน์ ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใด มาบิดเบือนกระบวนการทางกฎหมาย หรือเร่งรัดการตัดสินใจที่ควรใช้ความรอบคอบสูงสุด
…“ทางออกคือความชัดเจน โปร่งใส และตรงไปตรงมา”
สิ่งที่สังคมต้องการจาก กกต. ไม่ใช่การปัดปัญหา และไม่ใช่การล้มกระดาน แต่คือการชี้แจงอย่างเป็นระบบว่า “เขตไหนมีปัญหาอะไร” การใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่มีอยู่แก้ปัญหา “เป็นรายเขต” การดำเนินการอย่างรวดเร็ว รัดกุม เปิดเผย และอธิบายต่อสาธารณะด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยความเงียบ
เพราะในความเป็นจริง เขตเลือกตั้งส่วนใหญ่ทั่วประเทศยังอยู่ในภาวะปกติ การไปทำลายผลการเลือกตั้งทั้งหมด ย่อมไม่ใช่การคุ้มครองประชาธิปไตย แต่คือการบั่นทอนทำลายล้างเจตจำนงของประชาชนทั้งประเทศ
ท้ายที่สุด ความชอบธรรมของการเลือกตั้ง ไม่ได้เกิดจากการเอาใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดจากการยืนหยัดในกฎหมาย ความโปร่งใส และการเคารพเสียงของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม
นี่คือบททดสอบสำคัญของ กกต. ว่าจะทำหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์กระบวนการเลือกตั้ง” หรือปล่อยให้ความคลุมเครือและแรงกดดัน ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทยลงไปอีกขั้นหนึ่ง
