เนชั่นทีวี

ข่าว

"อภิสิทธิ์" ฉะใครประกาศ "ปราบโกง" แต่เมินตรวจสอบ "ชั้น 14 - คลิปอังเคิล"

06 ก.พ. 2569 | natthanan_chu

"อภิสิทธิ์" ฉะใครประกาศ "ปราบโกง" แต่เมินตรวจสอบ "ชั้น 14 - คลิปอังเคิล"

"อภิสิทธิ์" ฉะใครประกาศ "ปราบโกง" แต่เมินตรวจสอบ "ชั้น 14 - คลิปอังเคิล" ชี้ "จุดตายเศรษฐกิจ-จุดตายการเมือง"

โดย นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า วันนี้ตนและพรรคประชาธิปัตย์ จะมาถึงจุดนี้ไม่ได้ หากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีคนรุ่นก่อนที่สั่งสมประสบการณ์ จนได้รับการขนานนามว่า เป็น ''สมบัติพ่อเฒ่า'' และตนเชื่อว่า คนรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง แต่ยังคงมีประชาชนที่พร้อมให้การสนับสนุน เป็นเพราะความเป็นสถาบันทางการเมืองอย่างชัดเจน 

นายอภิสิทธิ์ ยังระบุว่า ในอีก 2 วันข้างหน้า การตัดสินใจของประชาชน จะส่งผลต่ออนาคตของทุกคน ซึ่งตนจะไม่อ้อนขอคะแนนให้ตน แต่ขออ้อนคะแนนจากประชาชนให้ประเทศและคนไทยทุกคน เพราะประเทศมาถึงจุดวิกฤตสารพัด พร้อมมยกจุดตายของประเทศ ที่ทำลายโอกาสการพัฒนาประเทศ ได้แก่ 
 

จุดตายที่ 1 การทุจริตคอร์รัปชัน และทุนเทา ที่กำลังทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ เช่น นักลงทุนไม่มาลงทุนในประเทศไทย ดังนั้น การทุจริตจึงไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่กำลังทำลายโอกาสของประเทศ เพราะมีนักลงทุนบอกว่า ไม่อยากมาลงทุนในประเทศไทย เพราะประเทศไทยขี้โกง ซึ่งตนอาย เพราะถือว่ามีเพียงคนกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังทำลายโอกาสประเทศและชื่อเสียงทุกคน 
 

จุดตายที่ 2 เศรษฐกิจของประเทศไทยโตต่ำ ทั้งที่ศักยภาพของประเทศสูงกว่านี้ได้ ซึ่งไม่ต้องแปลกใจว่า เหตุใดประเทศที่เจริญแล้ว ถึงหนีประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ ได้แซงประเทศไทยไปแล้ว และประเทศที่เคยตามหลังประเทศไทย ก็จี้ตามหลังประเทศไทยมาตลอดเวลา หรือหากคิดแต่เพียงว่า ขอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งตนไม่ได้โจมตีใด ๆ แต่ยอมรับว่า ใคร ๆ ก็ชอบโครงการคนละครึ่ง และพอใจที่เงินหมุนเวียน แต่ถ้าคนละครึ่งสามารถเนรมิตให้เศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าได้จริง เหตุใดเมื่อหมดโครงการประชาชนถึงยังเรียกหาโครงการคนละครึ่งอีก
 

จุดตายที่ 3 เศรษฐกิจไทยมีความเหลื่อมล้ำ ที่คนหยิบมือเดียวถือครองความมั่งคั่งมหาศาล และเป้าหมายการพัฒนาประเทศไม่ใช่แค่ GDP แต่ชีวิตทุกคนจะต้องมีหลักประกันความมั่นคงระดับหนึ่งในโลกที่เปลี่ยนเร็ว 
 

จุดตายที่ 4 คือ เรื่องการเมืองที่ยังมีความพึงพอใจกับการปลุกเร้า สร้างอารมณ์ และมีพรรคการเมืองมาชี้หน้าว่า พรรคนี้รักชาติ หรือพรรคนี้ไม่รักชาติ ซึ่งตนอยากจะบอกว่า ถ้ารักชาติจริงขอให้ไปดูการทุจริตในพรรคตนเองก่อน หรืออีกฝ่ายหนึ่งออกมาแสดงออกว่า อึดอัดไม่ไหวแล้ว และเสนอรื้อไปให้หมด และรื้อด้วยความโกรธ และมักจะสร้างกลุ่มผู้ร้ายว่า เป็นอุปสรรคการพัฒนาประเทศ จึงเกิดปรากฏการณ์ด้อยค่ากองทัพ ด้อยค่าสถาบันหลักของชาติ และ 2 ฝ่ายก็ทำทีประหัตประหารกันผ่านการเลือกตั้ง ทั้งที่ประเทศไทย ควรจะมีทางเลือกที่ดีกว่านี้ 
 

จุดตายสุดท้าย คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นจากภายนอกโดยเฉพาะปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดการปะทะ รวมถึงปัญหาชายแดนใต้ก็ยังไม่สงบ และโลกอยู่ในภาวะความขัดแย้ง และสับสนสูงระหว่างมหาอำนาจ ทำให้ประเทศขนาดกลาง ขนาดเล็กกลายเป็นเบี้ยบนกระดาน แต่ประเทศไทย ที่กำลังพูดถึงการเลือกตั้ง เพื่อกำหนดอนาคตประเทศด้วยการพูดเรื่องเก่า ๆ การแจกเงิน การปลุกเร้าอารมณ์ 
 

ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ตนกลับมา  เพื่อสร้างทางเลือกที่ดีที่จะเป็นทางรอดให้ประเทศ และตนเองมั่นใจว่า แม้ปัญหาจะหนักหน่วง แต่ก็เชื่อว่า จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะเป็นสิ่งที่ตนได้ต่อสู้มาเกือบตลอดชีวิต เพราะตนได้ยึดมั่นความซื่อสัตย์สุจริต ตั้งแต่ตนเข้าสู่การเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเป็นพรรคฯ ยึดมั่นความซื่อสัตย์สุจริต และตนต่อสู้เรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ในวันที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี

 

ตนถูกถามว่า รัฐบาลของตนจะมีการทุจริตการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งตนก็ไม่กล้าพูดว่า ไม่มี แต่ถ้ามีตนก็จะจัดการ และจะไม่ละเว้น และจนถึงวันนี้ตนก็มั่นใจว่า เป็นรัฐบาลเดียวที่วางมาตรฐานชัดมาก ที่เพียงรัฐมนตรีมีข้อสงสัยตนก็ขอให้ลาออกไปก่อน ทั้งที่รู้ว่าไม่ได้ผิด แต่พยายามสร้างบรรทัดฐาน เพื่อรักษาศรัทธาในระบบการเมือง และบรรทัดฐาน เพื่อยกระดับความซื่อสัตย์สุจริต เช่นกรณีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เจอมรสุมรถดับเพลิง แต่ภายหลังพิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้ผิด ดังนั้น พรรคฯ จึงยึดเรื่องส่วนรวมมากกว่าเรื่องส่วนตัว 

 

นายอภิสิทธิ์ ยังย้ำถึงการประกาศจุดยืนไม่ร่วมงานกับพรรคการเมืองสีเทาว่า ตนไม่ได้ตัดสินใจจากความเชื่อ แต่นำประวัติ และการพิพากษาคดีในต่างประเทศ และพิจารณาว่า มาตรฐานเหล่านี้ พรรคประชาธิปัตย์ยอมรับไม่ได้ และตนมีความเชื่อมั่นว่า ประชาชนกว่า 99 เปอร์เซ็นต์คิดอยู่ในใจอยู่แล้วว่า เป็นสิ่งที่ควรจะต้องทำ และเหตุใดพรรคการเมืองที่ประกาศรักชาติ จึงไม่กล้าประกาศจัดการกับเรื่องนี้แบบเดียวกับตน ทั้งที่เห็นอยู่แล้วว่า ทั่วโลกบอกว่า ประเทศไทยจัดการเรื่องดังกล่าวช้ากว่าประเทศอื่น ซึ่งก็เป็นเพราะมีความกังวล เกรงอก เกรงใจ ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงประกาศเด็ดขาดว่าไม่ร่วม
 

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่กลับไปนอนคิดและกลับมาพูดตามตนเองว่า มาตรฐานความรับผิดชอบทางการเมือง ต้องสูงกว่าความรับผิดทางกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนพูดและยึดถือมาตลอด แต่พรรคการเมืองนั้น กลับไม่สามารถตอบคำถามยืนยันกับตนได้ว่า

 

จะจัดการกับปัญหามาตรฐานจริยธรรมอย่างไร ทั้งที่เป็นฝ่ายตรวจสอบ แต่เรื่องชั้น 14 หรือ คลิปอังเคิล หรือทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากปัญหาจริยธรรมกลับอ้าง นิติสงคราม ซึ่งตนไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยกับบทบัญญัติกฎหมายที่มีอยู่ และตนก็อยากจะแก้ไข แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ดำเนินการ เพราะอ้างว่า กระบวนการใช้ได้ไม่ ซึ่งนี่คือความแตกต่าง ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ จึงอยากจะมีทางรอดที่ปลอดภัยจากการโกง ที่ต้องยึดถือเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง และพร้อมมต่อสู้ทุกเวที 

 

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงนโยบายของบางพรรคการเมืองที่มีเพียง 8 ข้อ หรือมีนโยบายมากมายและเพ้อฝัน หรือมีนโยบายน้อย แล้วทำไม่ได้จริง ซึ่งตนก็เห็นบางเรื่องพูดแล้วก็ไม่ทำ และเห็นบางเรื่องพูดแล้วทำพลัส เช่น กัญชาเพื่อการแพทย์ กลายเป็นกัญชาเสรี ซึ่งประเด็นอยู่ที่ว่า เศรษฐกิจต้องผ่าตัดใหญ่ และประชาชนตรวจสอบ ซึ่งการส่งนโยบายให้ กกต.ไม่ใช่เรื่องสนุก แต่เป็นยืนยันว่า การหาเสียงนั้นจะนำไปทำเป็นนโยบายจริงหรือไม่ เพราะนโยบายที่เขียนเพียง 2 หน้า แต่กลับไปปราศรัยภาคใต้พูดโครงการสารพัด แต่ไม่ปรากฏในนโยบาย สรุปแล้ว ทำหรือไม่ทำ พูดหรือไม่พูด ซึ่งถือว่า เป็นธรรมกับผู้เลือกตั้งหรือไม่ อย่างภาคใต้ ที่บอกว่า จะทำแลนด์บริดจ์ แต่กลับไม่ปรากฏในแผนนโยบาย ซึ่งตนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

 

เพราะอยากจะถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ยอมมาดีเบต แต่สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ จะทำได้หรือไม่ได้ หรือเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และเกิดคำสบประมาทว่า ไอ้เด็ก 2 คนนี้จะทำได้มั้ย แต่ในครั้งนั้น ประเทศไทย เป็นประเทศที่ฟื้นเร็วที่สุดในภูมิภาค

 

ดังนั้น จึงขอยืนยันว่า นโยบายทั้งหมดของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมดที่จะทำ ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด และมั่นใจได้ว่า บุคลากรของพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนที่จะต้องเข้าไปบริหาร รับทราบแล้วว่า จะต้องทำอะไร พร้อมมย้ำว่า GDP ประเทศภายใน 4 ปี จะต้องโตแตะ 5 เปอร์เซ็นต์แน่นอน แต่ประเทศจะต้องตั้งต้นจากความสุจริต และไปดูปัญหาให้ชัดว่าอยู่ที่ใด และเข้าไปแก้ไขอย่างเป็นระบบ ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ จึงพร้อมมเต็มที่ ที่ทำให้ประเทศไทยรอดปลอดภัยจากความจน และเศรษฐกิจที่ตกต่ำ 
 

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงปัญหาการปลุกเร้าทางการเมือง ที่ผูกขาดความรักชาติ หรือเกิดกรณีการชังชาติ ซึ่งตนเชื่อว่า คนที่ชังชาติความเป็นจริงนั้น ไม่ได้ชังชาติ แต่ชังชาติ เพราะชาติถูกนำเอาไปอ้างด้วยคนที่ทำอะไรไม่ดี  เช่น เสนอรื้อทุกสิ่งทุกอย่าง นำความไม่พอใจมาเป็นทุนทางการเมือง โดยชี้นิ้วไปที่ผู้ร้าย ซึ่งตนทำงานการเมืองมา 30 ปี เคยมีส่วนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลายเรื่อง และรู้ว่า การปรับโครงสร้างนั้น ไม่ง่าย เพราะมีคนได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์ แต่การปลุกเร้าให้คนไม่พอใจนั้น จะไม่ยั่งยืน เพราะการปฏิรูปการเปลี่ยนต้องมีศิลปะ และดึงคนเข้ามามีส่วนร่วม

 

ต้องยอมรับว่า ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงได้ คนอื่นแก่ โง่ จน ดังนั้น ตนจึงยืนยันว่า การพูดถึงคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่านั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็มี และสิ่งที่ดีงาม ก็พร้อมที่จะเก็บเอาไว้ และ ''บ้านสีฟ้า'' เป็นตัวอย่างที่คนทุกรุ่น อยู่ด้วยกัน ทำงานด้วยกัน และมีความสุขร่วมกัน และพร้อมมอาสาไปทำต่อให้ประเทศไทย เพื่อเป็นทางรอดจากความแตกแยก และสามารถไปคุมเกมป้องกันเรื่องความแตกแยกได้ ซึ่งหากพรรคประชาธิปัตย์ ต้องไปทำงานกับพรรคการเมืองใด จะต้องรับเงื่อนไขในการหยุดเติมเชื้อความแตกแยก เพราะประเทศไทยต้องเดินต่อและก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ให้ได้ 

 

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ในสมัยที่ตนเป็นรัฐบาล ก็สามารถจบปัญหาได้ภายใน 12 วันและบางพรรคการเมืองพูดว่า ตอนนี้ฝ่ายกัมพูชากลัว หรือเลือกพรรคการเมืองนั้นแล้วกัมพูชากลัวจริง ๆ ซึ่งคิดหรือว่า กัมพูชาจะตื้นเขินขนาดนั้น ดังนั้น ขอให้ไปฟังก่อนหน้านี้ว่า ฮุนเซน พูดถึงนายกรัฐมนตรีของไทยคนไหน ที่ไปรุกรานกัมพูชา ซึ่งคนนั้นคือ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 
 

นายอภิสิทธิ์ ยังยืนยันว่า 5 จุดตายของประเทศถูกปิดได้หมด ด้วยทางรอดของประชาธิปัตย์ โดยมีจุดตั้งต้นจากการเมืองสุจริต และพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องมีกำลังพอ เพื่อทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นผู้คุมเกม ดังนั้น วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ อนาคตประเทศไทยจะไปทางไหน จะเดินเข้าไปจุดตาย หรือเจอทางรอดที่ปลอดภัยอยู่ที่คนไทยทุกคน เพราะฉะนั้น การที่บอกว่า กระสุนจะทำให้กระแสแพ้ ตนขอวัดใจประชาชนว่า โพลที่บอกว่าคะแนนพรรคประชาธิปัตย์ ชนะเกินร้อยละ 50 แต่ยังแพ้การเลือกตั้ง หรือบางเขตเลือกตั้งประชาชนยังพร้อมมเลือกคนที่ถูกอายัดทรัพย์จากสแกมเมอร์ ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ต้องสู้ และสู้ด้วยวิถีสุจริต สู้ด้วยความจริง 
 

นายอภิสิทธิ์ ยังระบุว่า ตนเองไม่ได้คิดว่า จะเสียหรือไม่เสีย เพราะตนเข้ามาทางการเมืองตอนอายุ 27 ปี เป็นนายกรัฐมนตรีตอนอายุ 44 ปี ปัจจุบัน 61 ปี ความแตกต่างนั้น ยืนยันว่า ความคิด ความอ่าน อุดมการณ์ ความตั้งใจจะทำหลายสิ่ง หลายอย่างยังเหมือนเดิม สิ่งที่แตกต่าง คือ มีเวลาน้อยลง เพราะฉะนั้น วันนี้ไม่มีเรื่องไหนที่พูดอยากทำ หรือจะพักเรื่องนี้ไว้ก่อนจนไม่มีเวลา แต่ตนจะเดินหน้าเต็มที่ในทุกเรื่อง เพราะคือความตั้งใจในการกลับมาครั้งนี้​ และเชื่อว่า จะไม่มีการกลับมาครั้งต่อไปอีก เพราะนี่คือโอกาสที่ตนจะต้องคว้า​ และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด​ และต้องจบเที่ยวนี้

 

ยืนยันว่า ต่อให้ตนแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ ก็จะยังอยู่เป็นฝ่ายค้านในสภาจัดการกับคนที่โกงบ้านโกงเมือง ต่อให้เหลือคนเดียว ตนก็จะพูดให้รัฐบาลขี้โกงล้มได้ แต่ครั้งนี้ ตนไม่ได้ตั้งใจแพ้ และตั้งใจมีกำลังที่จะชนะ เพราะฉะนั้น

วันนี้ตนเปิดใจหมดแล้ว และเรียนรู้จากอดีต ตนจึงตั้งใจเต็มที่ และเชิญชวนประชาชน บ้านเมืองสุจริตเกิดขึ้นได้ และเศรษฐกิจที่ดีให้เกิดขึ้นได้ เพื่อประชาชนได้ชีวิตที่มั่นคง ไทยหายจนได้ และไม่ต้องทนทุนเทาอีกต่อไป

 


 

ข่าวล่าสุด