''อภิสิทธิ์'' ชี้ถ้าจะเลือกยุทธศาสตร์ให้เลือก ''ฟ้า''
05 ก.พ. 2569
''อภิสิทธิ์'' ยกกรุงเทพฯ จุดยุทธศาสตร์สะท้อนทางรอดประเทศไทย - ย้ำ ประชาธิปัตย์เป็นทางรอดที่ปลอดภัย-ชี้ถ้าจะเลือกยุทธศาสตร์ให้เลือก ''ฟ้า''
ข่าว
05 ก.พ. 2569
''อภิสิทธิ์'' ยกกรุงเทพฯ จุดยุทธศาสตร์สะท้อนทางรอดประเทศไทย - ย้ำ ประชาธิปัตย์เป็นทางรอดที่ปลอดภัย-ชี้ถ้าจะเลือกยุทธศาสตร์ให้เลือก ''ฟ้า''
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเวทีการพูดคุยแบบชิลล์ ๆ กลางกรุงเทพมหานคร กับประชาชน ในหัวข้อ ''ทิศทางประเทศไทยอยู่ที่คุณกำหนด'' ก่อนการเลือกตั้ง โดยระบุว่า ช่วงระยะเวลา 1 เดือนในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งช่วงโค้งสุดท้าย ตนเห็นอาการคล้ายการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา เกิดประเด็นเช่น การแบ่งแยกรักชาติ หรือไม่รักชาติ หรือแบ่งฝ่ายที่ชัดเจนว่า อีกฝ่ายมีความเลวร้าย ซึ่งประเทศไทยพบเจอกับปัญหาดังกล่าวหลายครั้ง และจบลงในการตัดสินใจด้วยอารมณ์ ซึ่งไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง 4 ปียุบสภา ก็วนกลับมาที่เดิม ซึ่งหลายครั้งที่ผ่านมา อาจเป็นการสูญเสียโอกาส และปัจจุบัน ประเทศอยู่ในจุดที่อันตราย เพราะเฉพาะปัญหาทุนเทา และสแกมเมอร์ ก็ทำให้ประเทศเสียชื่ออย่างมาก รวมถึงปัญหาความแตกแยก ซึ่งสื่อต่างประเทศมาสัมภาษณ์ ก็มักมาถามว่า เมื่อเลือกตั้งแล้วจะเกิดปัญหา หรืออะไรแทรกซ้อนหรือไม่ ซึ่งต้นทุนของประเทศไทยที่ย้อนไป 20 ปี ประเทศไทยถูกมองว่า มีความก้าวหน้ามากที่สุดในภูมิภาค สามารถเป็นผู้ช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านให้เป็นประชาธิปไตยได้ มีเศรษฐกิจล้ำหน้า จนสามารถติด TOP10 ของเศรษฐกิจโลกได้ แต่ปัจจุบันทั้งหมดหายไปหมดแล้ว และเหลือเพียงคำถามทางลบ ตนจึงเห็นว่า 8 กุมภาพันธ์ เป็นโอกาสที่จะฉุดประเทศออกมาจากปัญหาทั้งทุนเทา การทุจริต และความแตกแยก พร้อมยืนยันว่า จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ และนโยบายที่เตรียมไว้ คือ คำตอบที่พาประเทศขึ้นมา ซึ่งถือเป็นทางรอดที่ปลอดภัย และยิ่งพรรคฯ มีกำลังมาก ประชาชนก็จะมั่นใจว่า ประเทศสามารถเดินต่อได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเวทีการพูดคุยแบบชิลล์ ๆ กลางกรุงเทพมหานคร กับประชาชน ในหัวข้อ ''ทิศทางประเทศไทยอยู่ที่คุณกำหนด'' ก่อนการเลือกตั้ง โดยระบุว่า ช่วงระยะเวลา 1 เดือนในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งช่วงโค้งสุดท้าย ตนเห็นอาการคล้ายการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา เกิดประเด็นเช่น การแบ่งแยกรักชาติ หรือไม่รักชาติ หรือแบ่งฝ่ายที่ชัดเจนว่า อีกฝ่ายมีความเลวร้าย ซึ่งประเทศไทยพบเจอกับปัญหาดังกล่าวหลายครั้ง และจบลงในการตัดสินใจด้วยอารมณ์ ซึ่งไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง 4 ปียุบสภา ก็วนกลับมาที่เดิม ซึ่งหลายครั้งที่ผ่านมา อาจเป็นการสูญเสียโอกาส และปัจจุบัน ประเทศอยู่ในจุดที่อันตราย เพราะเฉพาะปัญหาทุนเทา และสแกมเมอร์ ก็ทำให้ประเทศเสียชื่ออย่างมาก รวมถึงปัญหาความแตกแยก ซึ่งสื่อต่างประเทศมาสัมภาษณ์ ก็มักมาถามว่า เมื่อเลือกตั้งแล้วจะเกิดปัญหา หรืออะไรแทรกซ้อนหรือไม่ ซึ่งต้นทุนของประเทศไทยที่ย้อนไป 20 ปี ประเทศไทยถูกมองว่า มีความก้าวหน้ามากที่สุดในภูมิภาค สามารถเป็นผู้ช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านให้เป็นประชาธิปไตยได้ มีเศรษฐกิจล้ำหน้า จนสามารถติด TOP10 ของเศรษฐกิจโลกได้ แต่ปัจจุบันทั้งหมดหายไปหมดแล้ว และเหลือเพียงคำถามทางลบ ตนจึงเห็นว่า 8 กุมภาพันธ์ เป็นโอกาสที่จะฉุดประเทศออกมาจากปัญหาทั้งทุนเทา การทุจริต และความแตกแยก พร้อมยืนยันว่า จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ และนโยบายที่เตรียมไว้ คือ คำตอบที่พาประเทศขึ้นมา ซึ่งถือเป็นทางรอดที่ปลอดภัย และยิ่งพรรคฯ มีกำลังมาก ประชาชนก็จะมั่นใจว่า ประเทศสามารถเดินต่อได้
นายอภิสิทธิ์ ยังระบุว่า ปัญหาด้านการท่องเที่ยวที่หดหายไปในปีที่ผ่านมา ซึ่งจัดเจนที่สุดจากกรณีดาราจีนถูกลักพาตัว จนทำให้ต่างประเทศมองประเทศไทยไม่ปลอดภัย และประเทศไทยก็ถูกกดดัน ที่เหตุใดประเทศไทยปล่อยให้ประเทศเพื่อนบ้านมีปัญหาดังกล่าว และเกิดปัญหาความล่าช้าการตัดน้ำตัดไฟ จนทางการจีนต้องเข้ามาแก้ปัญหาเอง ดังนั้น จึงเป็นความกังวลของต่างประเทศ รวมถึงปัญหาอื่น ๆ ที่ทูตต่างประเทศสะท้อนปัญหาว่า พลเมืองของตน เมื่อมาประเทศไทยแล้ว ขนกัญชากลับต่างประเทศหรือส่งไปรษณีย์กลับไปประเทศของตน ซึ่งไม่มีใครสะสางปัญหาดังกล่าว และน่าเสียหากจะปล่อยปัญหาให้คนไทย และคนกรุงเทพฯ เดือดร้อน
นายอภิสิทธิ์ ยังย้ำว่า พื้นที่กรุงเทพฯ มีความสำคัญทางการเมือง เพราะมี สส.ถึง 33 คน ในอดีตคนกรุงเทพฯ จะเลือกพรรคการเมืองเป็นหลัก และมีโอกาสเลือกไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถรวม สส.บัญชีรายชื่อสูงสุดได้ถึง 10 คน รวมแล้วกว่า 40 คนจาก 500 คน ซึ่งสามารถส่งสัญญาณการเดินหน้าประเทศได้ ซึ่งบางครั้งคนกรุงเทพฯ ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล และเทคะแนนให้ฝ่ายค้าน ดังนั้น เมื่อคนกรุงเทพฯ สามารถส่งสัญญาณได้ จึงเสนอให้กรุงเทพฯ เป็นผู้เสนอทางรอดให้ประเทศไทย
ส่วนกรณีที่มีผู้ที่เชิญชวนให้มีการเลือกตั้งแบบมียุทธศาสตร์นั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ตนเข้าใจและเห็นใจ แต่ในอุดมคติของตน ตนต้องการให้ประชาชน เลือกในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศและประชาชน เพราะไม่ว่าอย่างไร ระบบบัญชีรายชื่อทุกคะแนนจะถูกนำมานับทั้งสิ้น และทุกคะแนนเป้นการส่งสัญญาณ และสะท้อนความต้องการของประชาชน ซึ่งคนหลายพื้นที่กังวลว่า เลือกแล้วไม่ชนะก็เหมือนเสียของ จึงมีการเชิญชวนให้ไปเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง เพื่อเอาชนะอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่ไม่อยากได้ ก็ไปยอมเลือกพรรคการเมืองอื่นที่อาจจะไม่ได้ถูกใจ แต่ถ้าคิดกันเพียงเท่านี้ ก็เสมือนเป็นการวางการเลือกตั้งไว้ที่ความกลัว หรือความรัก ซึ่งไม่ชัดเจนว่า จะตอบโจทย์ประเทศอะไร และต้องมาเสียดายหนีเสือปะจระเข้ และตนยืนยันว่า สำหรับกรุงเทพฯ ตนมั่นใจว่า มีคนประชาธิปัตย์แบบเหนียวแน่นอยู่มากพอสมควร และทุกยุคก็ยังเลือกพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้จะไม่ไดเลือก แต่ก็ยังมีความผูกพันอยู่ ซึ่งการกลับมาทางการเมืองของตน ตนสามารถสัมผัสความอึดอัดของหลาย ๆ คน ที่การเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ถูกใจ แต่มีเยื่อใยอยู่ ดังนั้น การกล่าวหาในพื้นที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางได้ เป็นการเกินเลยไปสักนิด หรือหากคิดจะเลือกแบบยุทธศาสตร์ ก็ต้อง ''เลือกฟ้า''
ส่วนสาเหตุใดที่กรุงเทพฯ จะต้องเป็นพรรคประชาธิปัตย์นั้น นายอภิสิทธิ์ เห็นว่า เพราะความสัมพัน และความผูกพันเดิมมีอยู่ และตนเชื่อว่า ผู้ที่เคยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มา เพราะมีบางสิ่งที่พรรคฯ เป็นตัวแทน เช่น การต่อสู้ความซื่อสัตย์ ธรรมาภิบาล การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่มีและไม่ได้หายไปไหน แต่บางสถานการณ์ อาจมีปัจจัยแทรกซ้อน ขัดหูขัดหา ซึ่งตนเข้าใจ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังมี ''เชื้อ'' อยู่ ซึ่งน่าจะทำให้มั่นใจได้ ดังนั้น การบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีโอกาสในกรุงเทพฯ จึงฟังได้ยากมาก
ส่วนโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งก่อนเปิดคูหา 3-4 วัน เหตุใดจึงจะต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์นั้น นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า บ้านเมืองสุจริตมีความสำคัญ ซึ่งหลายเรื่อง เช่น Digital Government หากไม่ได้นักการเมืองที่สุจริต ก็อาจจะได้ Application ประหลาด ๆ ที่ทำงานได้บ้าง ไม่ได้บ้าง หรือความปลอดภัยข้อมูลอาจจะไม่มี ดังนั้น 3-4 วันสุดท้าย หลายพื้นที่กำลังเผชิญปัญหาการซื้อเสียง ที่เป็นต้นตอการทุจริตคอร์รับชัน และเงินซื้อเสียง อาจเกี่ยวข้องกับทุนเทา ก็จะทำให้ประเทศไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ หากไม่ตั้งต้นจากประเด็นนี้ ดังนั้น ไม่ว่าประชาชนจะรักพรรคการเมืองใด ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคประชาธิปัตย์ แต่ขอให้ใช้สิทธิอย่างสุจริต และการเลือกตั้งทุกครั้ง เป็นการถามประชาชนว่า ต้องการประเทศแบบใด แต่คะแนนที่มอบให้ไปแล้ว จะถูกนำไปอ้าง เช่น เลือกพรรคนี้ เพราะไม่ชอบพรรคอื่น แต่ก็จะถูกนำไปอ้างว่า ประชาชนเลือกแล้ว ดังนั้น จึงขอให้พิจารณาคนและพรรคที่ได้กำหนดอนาคตที่ชัดเจนสำหรับประเทศที่เป็นไปได้ และตนมั่นใจ ประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง เพราะต้องทนกับปัญหาหลายสิ่ง ที่ไม่ต้องการทน แต่ก็จะต้องพิจารณาผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น จะต้องมีความเข้าใจว่า ต้องเปลี่ยนและรักษาอะไร และเข้าใจศิลปะการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ รวมถึงจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด เพื่อให้ประเทศได้คำตอบที่ดีที่สุด พร้อมย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยังเป็นทางรอดที่ปลอดภัยสำหรับปัญหาต่าง ๆ
ส่วนผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานมาเมืองมาก่อนนั้น นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีบุคลากรเก่า ๆ ในพื้นที่ ซึ่งต่อให้ไม่ได้ลงสมัครด้วย แต่ก็พร้อมถ่ายทอดการทำงานให้ผู้สมัครเรียนรู้ได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในความเป็นจริง ถ้าไม่เข้าใจเงื่อนไขอดีต และวิธีการทำที่กันมา ที่จะต้องรื้อทิ้ง หรือคงไว้ จะเปลี่ยนแปลงยาก อาจทำได้เพียงการตะโกนร้องขอว่า อยากเปลี่ยน แต่ไม่มีความชัดเจนว่า จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์ ที่เหมือนอยู่ตรงกลาง ที่ฝ่ายหนึ่งกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอนุรักษ์นิยมเกินไป หรืออีกฝ่ายหนึ่งกล่าวหาไม่อนุรักษ์จริง เพราะพรรคฯ คิดว่า การผสมผสาน คือวิธีการที่ดีที่สุด
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงปัญหาประกันสังคมว่า ในช่วงที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี เคยให้การบ้านกระทรวงแรงงาน ไปพิจารณาให้สำนักงานประกันสังคม เป็นหน่วยงานอิสระ แต่กระทรวงฯ ได้เสนอกลับมาซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ตนจึงได้ให้กระทรวงแรงงานกลับไปพิจารณาใหม่ เพราะตนกังวลตั้งนานแล้วว่า เป็นแหล่งเงินมหาศาลของผู้ประกันตน ซึ่งหากการจัดการไม่โปร่งใส ไม่มีประสิทธิภาพจะเกิดความเสียหายขึ้นได้ และได้พยายามให้การคุ้มครองแรงงานคุ้มครองมากขึ้น แต่ก็เปิดปัญหา สำหรับผู้ที่ไม่มีนายจ้าง ซึ่งตนก็เห็นปัญหาตั้งแต่อดีต และพยายามจูงใจผู้ที่ไม่มีนายจ้าง ให้เข้ามาอยู่ในระบบประกันสังคม ต่อมาโครงการต่าง ๆ ก็ลดหายไป และจนปัจจุบัน การตรวจสอบที่มีขึ้นก็ดีมาก จนประชาชนรับทราบปัญหาที่สำนักงานประกันสังคมนำเงินไปทำโครงการที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ หรือการจัดซื้อจัดจ้างที่เสียหาย ซึ่งเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงนั้น จะต้องทำให้เกิดความโปร่งใส และทำให้หน่วยงานเป็นอิสระมากขึ้น แต่จะต้องไปให้ไกลมากนั้น ทั้งโครงสร้างการเก็บเงินเข้าและจ่ายเงินออกให้เกิดความยั่งยืน ปรับรื้อสูตรการคำนวณต่าง ๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการประกันภัย มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนเพื่อให้มีผลตอบแทน
ส่วนปัญหาแรงงานต่างด้าวที่บางฝ่ายระบุควรมีสิทธิ์ในการเลือกบอร์ดประกันสังคมนั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ตนเองได้มองปัญหาไปไกลกว่านั้น ที่จะต้องระมัดระวังระบบการบริหารประกันสังคมให้มีประสิทธิภาพ จะต้องไม่ทำให้สำนักงานประกันสังคม เป็นเวทีแข่งขันทางการเมือง และอิงกับพรรคการเมือง เพราะหากเปลี่ยนภาพไปสู่จุดนั้น พรรคการเมืองก็จะก้าวเข้าไป และทำให้เกิดปัญหาความต่อเนื่อง และเสถียรภาพ ฝ่ายการเมืองควรชี้เป้าเชิงนโยบายให้เห็นปัญหา ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ จึงเห็นความสำคัญที่จะต้องเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงจะต้องตั้งโจทย์ให้ชัด
นายอภิสิทธิ์ ยังเชิญชวนคนกรุงเทพฯ ไปรับฟังการปราศรับพรรคประชาธิปัตย์โค้งสุดท้าย ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่ 17.00 น.เป็นต้นไป โดยขอให้ลงทะเบียนจองที่นั่ง เพื่อให้สามารถจัดที่นั่งได้อย่างเหมาะสม
ขณะที่ นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ยังระบุถ้าคนกรุงเทพฯ เลือกแบบยุทธศาสตร์ ตนมั่นใจว่า คนกรุงเทพฯ จะเลือกอย่างชาญฉลาด ด้วยข้อมูลที่แท้จริง และเป็นไปได้ และมีสิทธิ์ที่จะชนะแน่ ๆ ทั้งเชื้อที่มีอยู่ จากบุคลากรของพรรค และความตั้งใจ ตนมั่นใจว่า คนกรุงเทพฯ จะเห็นเชิงลึก และต้องคิดก่อนว่า จะเลือกใครและได้อะไร ซึ่งตนเลือกมาทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคฯ ไม่มีเจ้าของ และเป็นสถาบันพรรคการเมือง การเป็นพรรคการเมือง ต้องมาอาสาพัฒนาประเทศ ไม่ใช่อาสาแบ่งโควตา หรือต้องการเพื่อประโยชน์ครอบครัว หรือคนกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งเชื่อว่า คนกรุงเทพฯ จะเข้าใจ และตนทราบว่า คนกรุงเทพฯ ต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนไม่จำเป็นต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ล้างผลาญ หรือทำให้เกิดการแตกแยก แต่การเปลี่ยนแปลงที่ดี คือการเชื่อมวัฒนธรรม หรือสิ่งที่ดี และความต่างของพรรคประชาธิปัตย์ คือ กระบวนการที่พรรคฯ จะทำบนพื้นฐานความเข้าใจและอยู่ร่วมกันได้ เปิดกว้างความแตกต่าง และสามารถทำงานร่วมกันได้
