"โรม" ลั่น 4 ปี "พรรคประชาชน" แก้ปัญหา "ทุจริตกัดกินเศรษฐกิจไทย" หนุน "กิโยตินกฎหมาย"
31 ม.ค. 2569
"โรม" ลั่น 4 ปี "พรรคประชาชน" แก้ปัญหา "ทุจริตกัดกินเศรษฐกิจไทย" แข่งกับเวียดนามได้ พร้อมเปิดข้อมูลหน่วยงานรัฐให้ ปชช.เข้าถึง หนุน "กิโยตินกฎหมาย"
ข่าว
31 ม.ค. 2569
"โรม" ลั่น 4 ปี "พรรคประชาชน" แก้ปัญหา "ทุจริตกัดกินเศรษฐกิจไทย" แข่งกับเวียดนามได้ พร้อมเปิดข้อมูลหน่วยงานรัฐให้ ปชช.เข้าถึง หนุน "กิโยตินกฎหมาย"
31 มกราคม 2569 ใน Nation Election 2569 DEBATE จุดเปลี่ยนประเทศไทย “ชายแดนร้อน-ปากท้องคนจน” ณ เวทีภาคอีสาน จังหวัดอุดรธานี
• นายสุทิน คลังแสง พรรคเพื่อไทย
• นายไชยา พรหมา พรรคกล้าธรรม
• นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน
• นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง
• นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
• นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
• คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตอบว่า ปัญหาในภาคอีสาน ไม่ได้มีมิติเฉพาะรายได้ แต่ยังมีหลายปัญหา หลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจปากท้อง อาชญากรรม และปัญหาสังคม ซึ่งในการทำให้อีสานได้รับการพัฒนา จะต้องสร้างงานในพื้นที่ภาคอีสานให้ได้ เพราะชาวอีสานต้องไปทำงานในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ ดังนั้น พรรคประชาชน จึงมีนโยบายทำให้งานกลับมาสู่ภาคอีสาน โดยเห็นโอกาสการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทั้ง สปป.ลาว, เวียดนาม และจีน ดังนั้น อีสานจะต้องไม่ใช่แค่การส่งออกวัตถุดิบ หรือแรงงาน แต่จะต้องมีงาน โดยเฉพาะการสร้างอุตสาหกรรม
นายรังสิมันต์ ยังเปิดเผยว่า พรรคประชาชน ต้องการทำนาโนบัส ซึ่งอุดรธานี เป็นหนึ่งใน 15 หัวเมือง ที่พรรคฯ ให้ความสำคัญ และนาโนบัส จะเสริมสร้างความเจริญให้กับเมืองต่าง ๆ
นอกจากการสร้างงานแล้ว จะต้องแก้ปัญหาเรื่องเงิน ที่ออกจากกระเป๋าของคนอีสานด้วย รวมถึงยังมีปัญหายาเสพติด และปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งทุกพรรคฯ มีนโยบายแก้ปัญหายาเสพติด แต่ไม่เคยมีพรรคใดทำได้มาก่อน ดังนั้น พรรคประชาชน จึงขอยืนยันว่า จะทลายแหล่งผลิต และแก้ปัญหาเส้นทางการเงิน ใช้กลไกฟอกเงินในการยึดอายัดทรัพย์ นำเงินคืนแก่ประชาชนผู้สูญเสีย พร้อมยืนยันว่า อุดรธานีและพื้นที่ภาคอีสาน จะไม่เหมือนอีกต่อไป
นายรังสิมันต์ เผยว่า การคอร์รัปชัน ไม่ได้เลือกเรื่องและมีอยู่ทุกแห่ง และจะต้องยอมรับว่า มีทุกปัญหา ซึ่งงบประมาณแผ่นดินเกือบ 4,000,000 ล้านบาท การคอร์รัปชันแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินหายไปจากระบบสูงมาก ดังนั้น การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน จะต้องเริ่มต้นจากการให้ประชาชนสามารถเข้าข้อมูลได้ ซึ่งพรรคประชาชน มีนโยบายการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก และปิดเป็นข้อยกเว้น กลับกันในปัจจุบัน ที่ปิดเป็นหลักเปิดเป็นข้อยกเว้น หากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ก็สามารถตรวจสอบการทำหน้าที่ของหน่วยงานได้
นายรังสิมันต์ ยืนยันว่า พรรคประชาชนให้การสนับสนุน และในการออกมาตรการ ควรจะต้องเห็นภาพใหญ่ร่วมกันว่า สามารถดำเนินการ และมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างไร ซึ่งสามารถบูรณาการร่วมกันได้ พร้อมยังกล่าวถึงปัญหาการขอใบอนุญาตว่า คล้ายกับการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้การใช้ดุลยพินิจน้อยลง
นายรังสิมันต์ ยังเชื่อว่า หากทำให้ข้อมูลนิ่ง ใช้ดุลยพินิจให้น้อยที่สุด ก็จะสามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ แต่การปราบคอร์รัปชัน ก็จะต้องมีการใช้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบัน ผู้คอร์รัปชันคือคนกลุ่มเดิม ๆ และทำอย่างเป็นระบบ หากไม่มีการปราบปรามอย่างจริงจัง ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ รวมถึงจะต้องมีการยึดอายัดทรัพย์ และขยายผล รวมถึงการทำให้ผู้คอร์รัปชันหมดตัว ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างแท้จริง พร้อมยืนยันว่า 4 ปี สามารถทำได้แน่นอน
เป้าหมายของไทยในการปราบปรามทุจริต ปัจจุบันประเทศไทยแพ้เวียดนาม ซึ่งอันดับคอร์รัปชัน อันดับ 88 ประเทศไทยอยู่อันดับ 107 ดังนั้น จึงวางเป้า ภายใน 4 ปีอย่างน้อย จะต้องสามารถแข่งกับเวียดนาม หรือสู้กับเวียดนามได้
นายรังสิมันต์ ตอบว่า จะต้องขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หากความสัมพันธ์ดี การเปิดด่านก็สามารถพูดคุยกันได้ แต่ตนเชื่อว่า กรณีไทย-กัมพูชานั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปิดด่าน แต่การตีโจทย์ให้แตกนั้น จะต้องให้ความสำคัญกับปัญหาสแกมเมอร์ ที่ทำลายเศรษฐกิจไทย และคนอีสาน รวมถึงคนไทยทุกคน ที่สูญเงินกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี หากไม่แก้ปัญหานี้ไม่เฉพาะ SMEs เท่านั้น ที่จะจนลง ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย
ดังนั้น พรรคประชาชน จึงให้ความสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาแม้พรรคประชาชน จะไม่ใช่รัฐบาล แต่ดำเนินการเรื่องดังกล่าวนี้มานานแล้ว ซึ่งหากแก้ปัญหาไม่ดี สุดท้าย ปัญหาสแกมเมอร์ ก็จะย้ายฐานจากกัมพูชา มายัง สปป.ลาว และจะกลายเป็นปัญหาใหม่ ทำให้ประชาชนตัวเล็ก ๆ ถูกทำร้าย ดังนั้น การแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ จะต้องทำให้ได้
นายรังสิมันต์ ระบุว่า ไม่ได้มีการยึดจริงจัง อย่างปัญหา ''เบน สมิธ'' ก็ไม่ได้มีการออกหมายจับ ซึ่งจะต้องยอมรับว่า พรรคการเมืองที่มีอำนาจในรัฐบาล ไม่ได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวจริงจัง ปล่อยให้อาชญากรรมจริงจัง ปล่อยให้อาชญากรลอยนวล
นายรังสิมันต์ เห็นว่า การใช้คำพูดรักชาติ เพื่อแบ่งแยกคนนั้น ตนเองมองว่า ไม่ใช่พฤติกรรมของคนที่รักชาติ เพราะการพูดว่ารักชาติ จะต้องไม่เป็นการพูดเพื่อแบ่งแยกคนในสังคม เพราะต้องเชื่อว่า คนไทยทุกคนล้วนรักชาติ
นายรังสิมันต์ ยืนยันถึงวาทกรรม ''มีทหารไว้ทำไม'' ว่า ทหารมีไว้ป้องกันประเทศ และพรรคประชาชน สนับสนุนจุดยืนให้ทหารมีไว้ป้องกันประเทศ แต่ต้องยอมรับว่า มีทหารบางคน ใช้ทหารมายุ่งการเมือง หรือรัฐประหาร ดังนั้น คำพูดที่ถามว่า ''ทหารมีไว้ทำไม'' ถามขึ้นเมื่อปี 2566 ซึ่งค่ายทหารต่าง ๆ ในวันนั้น ได้เลือกพรรคก้าวไกลแทบทั้งหมด
ดังนั้น เวลาการบอกว่า ทหารมีไว้ทำไม จึงถือว่าเป็นการนำมาโจมตีพรรคประชาชนในวันนี้ และทหารส่วนใหญ่รับทราบว่า ต้องมีวินัย ต้องป้องกันประเทศ ดังนั้น คำถามดังกล่าวจึงเป็นคำที่ต้องการดิสเครดิตทางการเมืองต่อพรรคประชาชนเท่านั้น
นายรังสิมันต์ ยังยืนยันว่า นโยบายของพรรคประชาชน ต้องการสนับสนุนนายทหารชั้นผู้น้อย ที่มีความเป็นอยู่ยากลำบาก ดังนั้น จึงจะต้องส่งเสริมสวัสดิการ และทหารในยุคที่พรรคประชาชนเป็นรัฐบาล ผู้ที่อยู่ล่างสุด จะต้องได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง เป็นทหารมืออาชีพ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง การปฏิวัติรัฐประหารอีกต่อไป มีโอกาสเติบโต มีสิทธิ์สวัสดิการ และเมื่อพ้นจากการเป็นทหารไปแล้ว จะต้องมีเงินในการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นจุดยืนของพรรคประชาชน
นายรังสิมันต์ ระบุว่า ที่ผ่านมาการทำงานร่วมกับกองทัพของพรรคประชาชน เป็นไปด้วยดี ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ มีผู้พยายามทำให้พรรคประชาชน อยู่ตรงข้ามทหาร ทั้งที่พรรคประชาชน เป็นผู้สนับสนุนให้มีการจัดซื้อกริพเพ่นเพิ่มเติม ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่า ใครเป็นคนเซ็น แต่ปัญหาเรือดำน้ำไม่มีเครื่องยนต์ ก็จะต้องติดตามตรวจสอบ พร้อมย้ำว่า การส่งเสริมทหาร จะต้องส่งเสริมในทางที่ดี ใครที่ได้ประโยชน์เพราะคอร์รับชัน ก็จะต้องจัดการ
นายรังสิมันต์ ยังมั่นใจว่า จากวาทกรรม ''ทหารมีไว้ทำไม'' ทหารส่วนใหญ่มีความเข้าใจ ซึ่งดูจากผลการเลือกตั้ง ที่ระบุชัดเจนว่า ค่ายทหารแทบทุกค่ายในประเทศ เลือกพรรคสีส้ม และต้องการให้สีส้มเป็นรัฐบาล ไม่มีใครมีปัญหาเรื่องคำ แต่ปัญหาเรื่องคำ คือ นักการเมือง ที่ใช้ทหารเป็นเครื่องมือ เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง
