“เนชั่นโพล” สะท้อนคนหน่ายการเมือง เปิดโอกาสพรรคทางเลือกคว้า สส.
29 ม.ค. 2569
“เนชั่นโพล” สะท้อนคนเบื่อหน่ายการเมือง ไม่วางใจพรรคใหญ่ เปิดโอกาสพรรคทางเลือก คว้าเก้าอี้ สส.จากประชาชนกลุ่มพลังเงียบ
ข่าว
29 ม.ค. 2569
“เนชั่นโพล” สะท้อนคนเบื่อหน่ายการเมือง ไม่วางใจพรรคใหญ่ เปิดโอกาสพรรคทางเลือก คว้าเก้าอี้ สส.จากประชาชนกลุ่มพลังเงียบ
29 มกราคม 2569 ภายหลังเนชั่นโพล เปิดผลสำรวจพบว่า ความนิยมพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ไม่ว่าเพื่อไทย ภูมิใจไทย พรรคประชาชน คะแนนยังคู่คี่สูสี ชนิดหายใจรดต้นคอ แต่ที่น่าสนใจคือ เปอร์เซ็นต์ของคนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด ยังสูงกว่า ซึ่งสอดคล้องกับหลายสำนักโพล และคะแนนในส่วนนี้จะตกเป็นของพรรคใด
เนชั่นทีวี สัมภาษณ์ ตัวแทนพรรคการเมือง ที่ยังรอพลังเงียบ ต่อประเด็นเนชั่นโพลว่า ก้อนเปอร์เซ็นต์ประชาชนยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด มีผลทางบวกหรือลบต่อพรรคเล็กหรือไม่อย่างไร
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี กล่าวว่า คิดว่าผลสำรวจของโพลสอดคล้องกันเยอะ ประชาชนยังไม่ตัดสินใจค่อนข้างจะเยอะ พูดง่ายๆ ประชาชนไม่ตัดสินใจ ณ ขณะนี้ เหลืออีกแค่ไม่กี่วันแล้ว บ่งบอกบางอย่าง การเมืองที่ผ่านมา ประชาชนเบื่อหน่าย ต้องยอมรับการเมืองที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองที่มีพฤติกรรมที่หลากหลาย บางพรรคการเมืองก็โอเค บางพรรคการเมืองพูดง่ายๆคือ มันโกงมากเกิน บางพรรคการเมืองก็สีเทา พฤติกรรมของพรรคการเมือง ประชาชนไม่เชื่อมั่นว่า พวกคุณจะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน และสิ่งที่ผมฟังดูแล้วประชาชนเปรียบเทียบว่า ไอ้พวกนี้มานั่งโม้อีกแล้ว คือความรู้สึกของประชาชน
ก่อนหน้านั้นเมื่อ 2 ปีเศษ เวลาพรรคการเมืองหาเสียง ถึงเวลาแล้วเข้ามาทำ คุณทำไม่ได้ แล้ววันนี้คุณก็ยังขึ้นป้ายเหมือนเดิม คุณไม่มีสำนึกเลยหรือ ผมคิดเองนะว่า ประชาชนยังมีความรู้สึกที่เบื่อหน่ายอยู่ อาจจะเกิดความรู้สึกที่ให้โอกาสพรรคใหม่ๆที่ยังไม่มีมลทินไม่มีรอยแผล และลองดูซิว่าเขาอาจจะดูถูกว่า เป็นพรรคเล็กพรรคน้อยก็แล้วแต่ แต่อย่าลืมว่าพรรคเล็กพรรคน้อย สมองไม่แพ้พวกคุณ ถ้าประชาชนมีความรู้สึกว่าเบื่อมากและไม่ไหว และลองให้โอกาสพวกเรา
ผมใช้คำว่าให้โอกาสพวกเรา และผมเชื่อว่าด้วยความเป็นมนุษย์ด้วยกัน สติปัญญา เราไม่แพ้คุณหรอก แต่ทรัพยากรบางอย่างเราอาจจะแพ้คุณ แต่ถ้าประชาชนให้โอกาส เราอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของระบบการเมืองที่มีพรรคใหม่ๆ เข้ามาแล้ว ก็มาเป็นตัวแปรทำให้การเมืองไทยไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์มากขึ้น สรุปผมเชื่อว่า ผลโพลอย่างนี้ พรรคพวกเราได้ประโยชน์เพราะเชื่อว่าจะเป็นที่พึ่งให้กับประชาชน
ด้าน บุญรวี ยมจินดา หัวหน้าพรรครวมใจไทย กล่าวว่า ผมมองเหมือนกับคุณหมอวรงค์ เพราะคนเบื่อหน่ายทางการเมือง เมื่อคนเริ่มเบื่อหน่ายกลายมาเป็นเรื่องโหวตโน กับ โหวตไม่เอาแล้วพรรคการเมืองใหญ่ เขาบอกเลือกพรรคการเมืองเล็กแล้วไม่ได้อะไร คุณไปทำอะไรได้ผม จะบอกว่าทำได้มากกว่านั้น เวลานี้กราบเรียนพี่น้องประชาชน ผมเริ่มแล้วที่จะเป็นสหพันธ์พรรคการเมืองหรืออำนาจแบบมาเลเซีย วันนี้คุยกันแล้ว 3 พรรคที่มีโอกาสจะได้ สส. อย่างพรรคที่ได้อันดับสอง ที่ได้เบอร์ 2 เบอร์ 3 และผมเบอร์ 5 คุยกันแล้วว่า เรา 3 พรรค หลังเลือกตั้ง เรายังมองไม่ออกว่า เลขสองตัวจะได้กี่พรรค แล้วเราไปคุยด้วยกันแล้วก็ร่วมอุดมการณ์กัน
ตั้งใจว่า จะเชิญคุณหมอวรงค์ ให้ท่านเป็นประธาน หรือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ผู้มาร่วมอุดมการณ์ด้วยกลายเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางได้ ฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายที่อยู่ทางบ้านไม่ต้องห่วง ท่านเลือกมาเถอะ เพราะพรรคที่คุณบอกว่า พรรคเล็ก อุดมไปด้วยคุณภาพ มีคุณภาพและคนดีทั้งนั้น เพราะยังไม่เคยบริหารบ้านเมืองบริสุทธิ์ผุดผ่อง ลองให้มีสักครั้ง หลายประเทศ ดูญี่ปุ่นทำไมเขาเลือกนักดนตรีมาเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งหนึ่งเคยเลือกตัวตลกมาเป็นซิตี้เมเนเจอร์ ที่โตเกียวและได้นักเขียนการ์ตูนที่โตเกียว และซิตี้เมเนเจอร์ที่โอซาก้า เวลานี้บ้านเมืองมันกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี แล้วเขาให้โอกาสพรรคพวกเรา
จะเลือกพรรคใหม่ บางทีพรรคใหญ่เขาระดมคน 200-300 บาท เอาไปเชียร์ มีลูกน้องผมไป เขาบอกไม่ต้องห่วงหรอก เราเลือกพรรคใหม่อยู่แล้ว แต่เขาก็ไปถือป้ายพรรคใหญ่ นั่นคือเงินไง แต่หัวใจเขาอยู่กับพรรคการเมืองใหม่ๆ เพราะเขาต้องการการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงจะเกิดกับพรรคการเมืองใหม่ๆ ไม่ใช่พรรคการเมืองใหญ่ พรรคการเมืองที่เคยเป็นมาแล้ว แล้วสร้างความเสียหายกับประเทศชาติจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว
ปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม กล่าวว่า การเมืองมีความอคติทางการเมืองมีกำแพงที่กั้นอยู่ เพราะคิดอยู่เสมอว่า ประชาชนคิดเสมอว่า เสียงตัวเองอะจะถูกทิ้งน้ำถ้าไม่เลือกพรรคใหญ่ เลือกพรรคเล็กไป ไม่เกิดประโยชน์ จริงๆ แล้วพรรคเล็กทั้งหมดเป็นเล็กพริกขี้หนู พรรคเล็กแต่ละพรรคมีบุคลากรที่มีคุณภาพโดยเฉพาะ ผมพูดถึงพรรคผม พรรคเป็นธรรม มีบุคลากรที่มีคุณภาพจริงๆ สามารถทำงานได้ แล้วที่สำคัญที่สุดพรรคเป็นธรรมมีอิสระในการบริหาร ไม่มีระบบยึดโยงกับโควตา เช่นว่าโควตารัฐมนตรีเกิดจากการรวม สส. 10-20 คนไม่มี การออกนโยบายทั้งหมดก็เกิดจากอิสระในทางความคิดในการทำนโยบายไม่ใช่ถูกผูกยึดอยู่กับกลุ่มทุน ที่เขามาสนับสนุนว่าต้องออกนโยบายตามที่ตัวเองต้องการ หรืออยากออกนโยบายตามที่ตัวเองได้รับผลประโยชน์ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็ไม่มี เพราะว่าพรรคเป็นธรรมไม่มีนักการเมือง ที่จะมีผลประโยชน์ทับซ้อน กับผลประโยชน์ของรัฐ อย่างที่ในปัจจุบันที่นักการเมืองหลายคน มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผลประโยชน์ของรัฐอยู่ พรรคเป็นธรรมก็ไม่มี
ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด พรรคเป็นธรรมมีอิสระให้นักการเมืองเต็มที่ในการทำงาน ขอยึดในกรอบพวกเรานักการเมืองทุกคน มีอิสระในการทำนโยบาย ในการออกความคิด ในการเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งผมเป็นคนสร้างนักการเมืองอย่างนี้ขึ้นมาตลอด เพราะฉะนั้น โพลสำรวจออกมาจึงเกิดปัญหาขึ้นว่า ไม่เห็นพรรคเป็นธรรม ที่ไม่เห็นพรรคเป็นธรรมเพราะอะไร เพราะคุณสนใจเป็นพรรคใหญ่ แต่ตัวนักการเมืองของพรรคจริงๆ เกิดจากต้นตอนักการเมืองที่ผมส่งลงท้องที่ ไม่ใช่เป็นบ้านใหญ่ไ ม่ใช่เป็นอดีต สส. ไม่ได้เป็นไร แต่เขาคือคนทำงานในพื้นที่ ที่ประชาชนในพื้นที่เห็น เขาจะมาออกสื่อทำไม โพลจะไปเห็นได้ยังไง แต่ถึงเวลาเลือกตั้งเขาก็ชนะอย่างการเลือกตั้ง
ครั้งนี้ผมก็มั่นใจว่า พื้นที่เลือกตั้งที่พรรคเป็นธรรม ส่งลงก็มีโอกาสได้รับการเลือกตั้งเป็น สส. ซึ่งพรรคเป็นธรรมจะพิสูจน์ให้เห็นว่า การเมืองแบบนี้คือการเมืองที่ประชาชนถวิลหา มากกว่าการเมืองระบบเก่า ที่พรรคการเมืองระดมคน ระดมบ้านใหญ่ ระดมสรรพกำลัง ใช้เงินใช้ทรัพยากรในการสู้ใช้อำนาจรัฐไม่มีครับ การเมืองใหม่ต้องเดินอีกแบบหนึ่ง
เมื่อถามว่า ถ้าดูจากผลสำรวจ พรรคที่เขาจับตามอง ผลออกมาคะแนนออกมาสูสีใกล้เคียงกันมาก ไม่ว่าจะเป็น "พรรคภูมิใจไทย -พรรคประชาชน-พรรคเพื่อไทย" ในฐานะนักการเมืองด้วยกัน มองผลสำรวจเนชั่นโพลอย่างไร
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี กล่าวว่า ต้องดูถึงช่วงโค้งสุดท้าย จะเกิดกระแสของการเปลี่ยนแปลงแต่ ณ ขณะนี้ ถ้าเราวิเคราะห์ สมการคณิตศาสตร์บ่งบอกว่า ประชาชนเบื่อหน่ายพวกพรรคใหญ่ ด้วยหลักการแล้วจนถึงวันที่แล้ว ต้องมีพรรคที่นำโด่งไปเลยสามสี่สิบเปอร์เซ็นต์โด่งไปเลย แต่วันนี้ยังยืนประมาณยี่สิบกว่าเปอร์เซนต์ บ่งบอกว่า ประชาชนเบื่อพวกคุณแล้ว ถามว่า ถ้าทำโพลแบบแฟร์แฟร์ ดีไม่ดีพรรคเล็กหลายหลายพรรค อาจจะขึ้นมาก็ได้ เราเคยเป็นนักวิชาการ 40-50 พรรค คุณก็ถามพรรค ก. พรรค ข. ก่อน ผมเห็นหลายสำนัก เราก็เดาได้ว่าประชาชนฟัง แต่ประชาชนไม่ได้ฟังให้ครบ ถ้าคุณแน่จริง คุณเอ่ยชื่อพรรคพวกเราขึ้นมาก่อนสิ มันมีเทคนิคในการที่จะชี้นำ ผมถึงฟังหูไว้หู
แต่อย่างน้อยถ้าถามผมในเชิงสมการคณิตศาสตร์ก็บ่งบอกว่า ประชาชนยังไม่ไว้วางใจพรรคใดพรรคหนึ่ง ที่จะให้มาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และต้องการจะสื่อสารว่า พื้นที่อีก 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ หวยอาจจะออกมาเป็นอย่างพวกเรา เพราะผมเชื่อว่าประชาชนต้องการที่พึ่ง และผมยืนยันว่า ทุกพรรคมีบาดแผลหมด ฉะนั้น พวกเราไม่ช้ำ พวกเราไม่มีบาดแผลพวกเรามีความตั้งใจถึงวันนั้นมันอาจจะเกิดพลิกล็อกขึ้นมาก็ได้ ปรากฏการณ์ใหม่พวกเรารวมกัน อาจจะมากพอที่จะไปต่อรอง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ดีให้กับชาติบ้านเมืองก็ได้
บุญรวี ยมจินดา หัวหน้าพรรครวมใจไทย กล่าวว่า คุณคงเคยได้ยินคำว่า วาทกรรมให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงไหม เป็นวาทกรรมที่แสดงออกมาแต่ละพรรค มันเป็นเรื่องจริงไหม โกหกใช่ไหม แล้วมันทำได้ไหม คนมันเบื่อไง ในขณะที่สื่อต่างๆ เห็นพรรคนั้นพรรคนี้ไปหาเสียง ตอนนี้ประชาชนเมาอยู่ ยังไม่สร่างเมา ถ้าเขาสร่างเมาเมื่อไหร่ คุณพังหมด ไม่มีใครที่จะได้คะแนนเสียงเกินเมื่อเทียบปี 2566 เขายังไม่ได้ตัดสินใจ วันนี้เพียงแต่เขาบอกกับสื่อต่างๆ ที่คุณไปทำโพลว่า มีพรรคโน้นดัง แต่เขาไม่ได้บอกคุณว่า เขาจะเลือก ถามว่าเขาจะเลือก เขาบอกว่าพรรคนี้ดัง พรรคนั้นมารองพรรคนี้
แต่ไปถามใจประชาชนสิ มีบาดแผลทั้งนั้น ผมไม่จำเป็นต้องเล่า เพราะประชาชนรู้ว่า บาดแผลพรรคนี้เป็นยังไง เขาเปิดโอกาสให้บริหารแล้วใช่ไหม แล้วคุณทำได้ไหมให้ประชาชนได้กินดีอยู่ดีไหม แล้วเขาก็เขาก็คิดว่า แล้วกูจะเลือกพวกมึงไปอีกหรือนี่แหละ เป็นที่มาของของ 30-40 เปอร์เซ็นต์หรือหกสิบเปอร์เซ็นต์ของโพลของส่วนราชการ จะตัดสินใจเลือกพรรคใหม่
“60 เปอร์เซ็นต์ เขาสำรวจรากหญ้า สำรวจออกไปชนบท เขาไม่ได้สำรวจในเมือง โทรศัพท์ถาม บางคนนั่งนั่งเทียนเขียนโพล สื่อโซเชียลมันใครก็เป็นเจ้าของได้ แต่มันพิสูจน์ได้ไงนี่คือความจริง ผมถึงไม่เชื่อโพล”
ปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม กล่าวว่า ผมมองอย่างนี้ว่า ยังไงการเมืองบ้านใหญ่ ก็ต้องคุมเสียงข้างมากในสภาอย่างดีก็ไม่พ้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาชน ผมก็ยังถือว่าเป็นการเมืองของกลุ่มการเมืองใหญ่ ที่มี สส.ระดับเกรดเอเกิน 100 กว่าคนเข้าไป การเมืองพวกนี้คงต้องอยู่ แต่การเมืองของพรรคเล็ก ต้องเข้าไปประกอบด้วย เพราะสภามี 500 โดยเฉพาะพรรคเป็นธรรมจะขอบอกเลยว่า เป็นการเมืองที่จะเป็นเข็มทิศชี้นำพรรคใหญ่ เพราะเราไม่อยู่ในระบบของพรรคใหญ่ที่จะมีทุนไปต่อรองเขา หรือระบบของการเมืองเก่าที่ใช้จำนวน สส. เป็นตัวต่อรองหรือปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้น พรรคเล็กเป็นเล็กพริกขี้หนูทั้งนั้น แล้วใช้พรรคเล็กเป็นเข็มทิศนำพรรคใหญ่ อาจจะไม่ได้ปริมาณ สส. อาจจะน้อยมากกว่าพรรคใหญ่ แต่ สส. ที่ได้เป็น สส.ที่มีคุณภาพ
อย่าง สส.พรรคเป็นธรรมหนึ่งคนเท่ากับ สส.ปริมาณอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสิบคน เพราะแต่ละคน เราคัดคนมีคุณภาพ ไม่มีประวัติด่างพร้อย ทั้งตั้งใจทำงานให้พื้นที่ ตั้งใจมีคาลิเบอร์ในการทำงาน ให้กับประชาชนตอบสนองความต้องการของประเทศชาติได้ เพราะฉะนั้น การเมืองพรรคการเมืองแบบนี้ที่มี ควรจะต้องมีเข้าที่นั่งในสภาเพื่อไปคัดค้านกับพรรคใหญ่ที่มีอยู่เดิม
มีไฟล์ภาพเสียง CG.แชร์ครับ
