หมัดเด็ดโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง “กลุ่ม 3 ก๊ก” พรรคไหนดับ พรรคไหนโต?
27 ม.ค. 2569
หมัดเด็ดโค้งสุดท้าย เลือกตั้ง 2569 พรรคการเมืองใหญ่ โดยเฉพาะ “กลุ่ม 3 ก๊ก” งัดนโยบายเด็ด พรรคไหนดับ พรรคไหนโต?
ข่าว
27 ม.ค. 2569
หมัดเด็ดโค้งสุดท้าย เลือกตั้ง 2569 พรรคการเมืองใหญ่ โดยเฉพาะ “กลุ่ม 3 ก๊ก” งัดนโยบายเด็ด พรรคไหนดับ พรรคไหนโต?
27 มกราคม 2569 โค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง 2569 อีกไม่ถึง 14 วัน พรรคการเมืองใหญ่ โดยเฉพาะ “กลุ่ม 3 ก๊ก” พากันปล่อยไม้เด็ดหวังชิงคะแนนโค้งสุดท้าย เพื่อเบียดเอาชนะเป็นอันดับ 1 ให้ได้ เพื่อเป็นหลักประกันในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก่อน
หมัดเด็ดที่เดือดและร้อนแรงที่สุด นาทีนี้ต้องจับตาไปที่ “พรรคสีแดง - เพื่อไทย” โดยเฉพาะนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน 9 คน 9 ล้าน ทุกวัน” ซึ่งคาดกันว่าจะสามารถดึงคะแนนทั้งคนที่ยังลังเล และบรรดาคนไทยนักเสี่ยงโชคให้หันมาเทคะแนนให้เพื่อไทย
ส่วน “พรรคส้ม - ประชาชน” ก็ดึง “โอปป้า พิธา” เซเลบการเมืองแห่งยุค กลับมาช่วยหาเสียง อ้อนขอคะแนน โดยประเดิมขึ้นเวทีไปแล้วที่สามย่านมิตรทาวน์ เรียกเสียงกรี๊ดดังสนั่น
ขณะที่ “พรรคน้ำเงิน - ภูมิใจไทย” ก็เร่งตอกย้ำผลงานเอาชนะศึกกัมพูชา นายกฯ อนุทิน ลงพื้นที่ชายแดนต่อเนื่อง ล่าสุดไปตาพระยา สระแก้ว และยังมีข่าวรัฐมนตรีซาบีดา ไทยเศรษฐ์ กระทรวงวัฒนธรรม จะไปที่ปราสาทตาควาย และประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทตามแนวชายแดนกว่า 30 องค์ เพื่อยืนยันความเป็นกรรมสิทธิ์ของไทยอย่างสมบูรณ์ หลังจากเรียกแผ่นดินคืนทุกตารางนิ้ว จากที่เคยถูกบุกรุกมาหลายสิบปี
น่าพิจารณาว่า หมัดเด็ดโค้งสุดท้ายหมัดแรกที่ปล่อยเข้าใส่กัน พรรคใดจะได้คะแนน หรือพลิกสถานการณ์จากตามหลัง ขึ้นมานำพรรคที่เหลือบ้าง
เมื่อคุยกับ “นักทำโพล” และนักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง 3 คน เพื่อไขข้อข้องใจนี้
ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผอ.นิด้าโพล ประเมินว่า
พรรคน้ำเงิน - ตอกย้ำประเด็นชายแดน ตนมองว่า ประเด็นนี้น้ำเกือบเต็มแก้วแล้ว พลิกอะไรไม่ได้มาก ที่กำลังทำน่าจะพยายามรักษาโมเมนตัม ไม่ให้คะแนนลดลง
หากจะดันคะแนนขึ้นอีก ต้องคิดถึง “ไม้เด็ดตัวอื่น”
พรรคสีแดง - เศรษฐีใหม่ 9 ล้าน 9 คนต่อวัน เท่าที่สังเกตดู คนเริ่มพูดถึงกันเยอะ แต่เท่าที่ฟัง ก็ไม่ได้แสดงความพอใจ ไม่เหมือนเงินหมื่น พูดตรงๆ เลยคือ กระแสตอบรับไม่เท่าตอนนโยบายแจกเงินหมื่น เพราะนโยบายเศรษฐีใหม่ขึ้นกับโชคชะตา อาจจะหวือหวากับคนที่ชอบเสี่ยงโชค วัดดวง แต่คนทั่วๆ ไปคงคิดว่า “จะได้เหรอ?” เพราะอัตราความน่าจะเป็นคล้ายๆ กับเล่นหวย ไม่ได้ถูกง่ายๆ ฉะนั้นเรื่องนี้อาจจะเป็นกระแสในสังคม แต่ถามว่ากระตุ้นคะแนนไหม ก็คงกระตุ้นได้บ้างในกลุ่มคนที่ชอบวัดดวง แต่คงไม่ฮือฮาถึงขนาดทำให้คะแนนเทให้สีแดง
พรรคส้ม - เชื่อว่า พิธาจะนำคะแนนมาให้ แต่ไม่เยอะ เพราะคะแนนที่มีอยู่ของสีส้มก่อน พิธา จะกลับมามา ก็อยู่ในภาวะ “น้ำเกือบเต็มแก้ว” แล้วเหมือนกัน และส่วนใหญ่ก็เป็นคะแนนของคุณพิธาทั้งนั้น
“ให้สังเกตที่คุณพิธาพูดบนเวที พูดถึงคะแนนกว่า 40% ที่ได้เมื่อปี 66 จนทำให้ชนะเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 การพูดแบบนี้ แสดงว่าต้องการคะแนนนั้นกลับคืนมา เพราะรู้ว่างวดนี้ไปไม่ถึง”
อีกหนึ่งข้อสังเกตคือการที่ พิธา พยายามตอกย้ำให้เลือกพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ คือ ระบบเขต และปาร์ตี้ลิสต์ เนื่องจากหากจะเข้าที่ 1 ต้องได้ สส.เขตมากๆ ส่วนปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มยาก และเค้กก้อนเล็ก มี สส.ให้แย่งกันแค่ 100 ที่นั่ง
การปรากฏตัวของ พิธา ไม่สั่นสะเทือนเหมือนครั้งก่อน ส่วนผลทั้งประเทศจะเป็นอย่างไร ขอให้รอโพลนิด้าทั้งประเทศ วันศุกร์ที่จะถึงนี้
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งระยะหลังได้ทำตัวเลขวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง และแนวโน้มการจับขั้วตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง จนได้รับการขนานนามว่า “ยุทธพรโพล”
อาจารย์สรุปรวบยอดการวิเคราะห์เอาไว้แบบนี้
- หมัดเด็ดโค้งสุดท้ายเป็นปัจจัยระยะสั้นที่จะเปลี่ยนความคิดคนไปเลือกตั้งได้ แต่จะ “เปลี่ยนข้ามค่าย แต่ไม่เปลี่ยนข้ามขั้ว”
- ความหมายคือ คนอยู่ขั้วความคิดไหน จะอยู่ขั้วเดิม แต่เปลี่ยนพรรค เปลี่ยนค่าย เช่น คนที่ชอบภูมิใจไทย จะไม่ข้ามไปเลือกพรรคประชาชน และคนพรรคประชาชนก็จะไม่ข้ามไปเลือกภูมิใจไทย / แต่คนที่เคยชอบพรรคประชาชน ถ้าจะเปลี่ยนใจเพราะหมัดเด็ดโค้งสุดท้าย จะเปลี่ยนไปเพื่อไทย คือ ขั้วเดียวกัน แต่คนละค่าย
- ฉะนั้นหมัดเด็ดโค้งสุดท้ายนี้ จะเป็นกลยุทธ์ “ตกปลาในบ่อเพื่อน”
อาจารย์ยุทธพร วิเคราะห์ต่อว่า สามพรรคใหญ่ดึงใช้วิธีจุดเด่นของตัวเองออกมา
- พรรคประชาชนใช้ พิธา เป็นจุดเด่น “เซเลบสีส้ม” แต่ไม่ร้อนแรงเท่าปี 66 เพราะความร้อนแรงของ พิธาเมื่อปี 66 มีแรงส่งเรื่องอื่นด้วย เช่น แคมเปญมีเราไม่มีลุง / การคลายตัวของอำนาจ คสช. / สถานการณ์โควิดที่ยืดเยื้อยาวนาน / และการเคลื่อนไหวของเยาวชนคนรุ่นใหม่ กลุ่มสามนิ้ว จากการยุบพรรคอนาคตใหม่ แต่ปัจจุบันแรงส่งเหล่านั้นไม่มีเลย ฉะนั้นสิ่งที่พิธาทำได้ คือการสร้างความกระชุ่มกระชวยให้ด้อมส้มเท่านั้น / ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ การป้องกันแชมป์ก็ยากมาก
- พรรคเพื่อไทย ใช้นโยบายเศรษฐกิจเชิงประชานิยม แต่ก็ไม่หวือหวาอะไรมาก เพียงแต่มีกลิ่นอายในสไตล์เพื่อไทยในแนวประชานิยม สาเหตุที่มองว่าไม่หวือหวา เพราะ “ดิจิทัล วอลเล็ต 1 หมื่นบาท” โดนใจกว่า เนื่องจากได้แน่ๆ ทุกคน แต่การแจก 9 คน วันละ 9 ล้าน จากประชากร 70 ล้านคน ทำให้ดูยากและไกลตัว ไม่เหมือนหนึ่งหมื่นบาทที่ได้ทุกคน ไม่ต้องชิงโชค
- พรรคภูมิใจไทย ใช้นโยบายความมั่นคง ดึงกระแสชาตินิยมกลับขึ้นมา แต่ชั่วโมงนี้ชาตินิยมแผ่วลงพอสมควร ฉะนั้นคงได้แค่ “เมนเทน” กระแสที่เคยมีอยู่เอาไว้
“สุดท้ายเชื่อว่าสามพรรคใหญ่ คะแนนจะไม่ทิ้งกันมาก ห่างกันไม่เกิน 20-30 คะแนน"
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ผอ.เนชั่นโพล ประเมินแตกต่างจากกูรูอีก 2 คน
พรรคน้ำเงิน - ถ้ามีประเด็นขึ้นทะเบียนปราสาทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชากว่า 30 แห่งตามที่เป็นข่าว และการลงพื้นที่ปราสาทตาควาย เพื่อยืนยันกรรมสิทธิ์ของไทย เชื่อว่าจะได้ฐานเสียงชาตินิยม และฝ่ายอนุรักษ์นิยมแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
- ฐานเสียงกลุ่มนี้ ดูจากโพลต่างๆ ในปัจจุบัน อยู่ที่ 20-30% แต่ถ้าดูโพลย้อนหลังในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ เคยพุ่งสูงถึง 40% ฉะนั้นภูมิใจไทยหวังกวาดก้อนคะแนนอนุรักษ์นิยมทั้งหมด จึงปล่อยไม้เด็ดตอกย้ำชาตินิยม โดยชูเรื่องปราสาท และ “ดึงคะแนนลุงตู่” ให้โอนมาที่ “ลุงหนู”
- แต่กลยุทธ์เรื่องขึ้นทะเบียนปราสาท ถ้าทำได้จริง จะแรงกว่าเรื่องลุงตู่ ส่วนตัวคิดว่า กระแสลุงตู่ หรือโอนคะแนนลุงตู่มาที่ลุงหนู จะเป็นปัจจัยเสริม หากมีแคมเปญชาตินิยมโดนใจช่วงโค้งสุดท้าย อาจทำให้ฝ่ายชาตินิยมไม่ลังเลอีกต่อไป
พรรคเพื่อไทย - นโยบายสร้างเศรษฐีใหม่วันละ 9 คน ปรากฏว่ามีแรงต้านจากกระแสโซเชียลเยอะ พรรคเพื่อไทยที่คิดว่าจะเป็นไม้เด็ดโค้งสุดท้าย อาจจะไม่สมหวัง เพราะต้องเสียเวลากับการทำความเข้าใจมากพอสมควร แทนที่จะโหมกระแสได้ กลับต้องมานั่งอธิบาย แก้ต่าง จึงโหมได้ไม่เต็มที่ แคมเปญนี้ ไม่สามารถจุดประกายให้ปังได้ตามที่หวัง
พรรคประชาชน - การดึง "พิธา" กลับมาช่วยหาเสียง และขึ้นเวทีสามย่านมิตรทาวน์เป็นประเดิม ตนก็ดูอยู่ ยังไม่ปรากฏว่ามีไม้เด็ดอะไร เทียบไม่ได้กับตอน “มีเรา ไม่มีลุง”
เชื่อว่าเมื่อไม่มีไม้เด็ด ความรู้สึกตื่นเต้นก็จะค่อยๆ จางหายไป แม้จะใช้ พิธามาขึ้นเวทีต่างๆ คนก็รู้ทัน เป็นการพูดเพื่อให้ หน.เท้ง เป็นนายกฯ แต่ด้อมส้มอยากได้ พิธามากกว่า หน.เท้ง ฉะนั้นการจะโอนคะแนนนิยมส่วนตัวให้กัน มันยากมาก และไม่มีทางที่พรรคส้มยุค หน.เท้ง จะได้ถึง 14 ล้านเสียง
