// ที่มาของข้อมูล //
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับเครือข่าย "เพื่อนไม่ทน"
// หัวข้อการสำรวจ //
“ความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569”
// จำนวนกลุ่มตัวอย่าง //
- ประชาชน 3,043 ตัวอย่าง
- ภาคธุรกิจ 1,771 ตัวอย่าง
“ทั่วประเทศ”
// ผลสำรวจที่สำคัญ //
- 77% ของประชาชน และ 97% ของภาคธุรกิจ มองว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยมีความรุนแรงมาก
- 48% ของประชาชน และ 22% ของภาคธุรกิจ ระบุว่าเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน รองจากปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
- พฤติกรรมของนักการเมือง 3 อันดับแรกที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด ได้แก่
28% “รัฐมนตรีเทา" คนมีมลทินยังได้เสวยอำนาจ
20-20% “ดีแต่พูด" นโยบายต่อต้านโกงมีไว้แค่หาเสียง
17% “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ใช้อำนาจเอื้อธุรกิจพวกพ้อง
// ท่าทีต่อการซื้อเสียง //
69% ของประชาชน ระบุว่าจะไม่รับเงินหากมีการซื้อเสียง
18% ของประชาชน บอกว่า “จะรับ”
13% ของประชาชน บอกว่า “ยังไม่แน่ใจ”
// สรุป //
- ปัญหาการซื้อเสียงยังไม่หมดไป
- ราคาซื้อเสียงเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 985 บาทต่อคน
- สูงสุดในบางพื้นที่ 7,500 บาทต่อคน
// ข้อสังเกต //
“เนชั่นวิเคราะห์ข่าว” ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อมูลการสำรวจนี้
- ตัวเลขราคาซื้อเสียงเฉลี่ยทั่วประเทศ 985 บาทต่อคน ค่อนข้างใกล้เคียงกับความจริงที่มีการพูดคุยกันตามตลาด ร้านน้ำชา กาแฟ
**เพราะยอดเงินซื้อเสียงยุคนี้ ไม่มี 100-200 บาทแล้ว แต่อย่างน้อยที่สุด 500 บาท
**หากเป็น 500 บาท จะไม่ใช่การจ่ายครั้งเดียว ส่วนใหญ่จะมีการย้ำเบอร์ ย้ำหมายเลขอีกครั้งช่วงคืนหมาหอน เพื่อความมั่นใจว่ารับไปแล้วเลือกแน่นอน
**หากจ่ายรอบเดียว ยอดจะอยู่ที่ 1,000 บาท ใช้ธนบัตรสีเทา
**ข่าวและภาพที่มีการจับกุม “คนซื้อเสียง” โดยมากมักจะพก “ธนบัตรสีเทา”
- ตัวเลขซื้อเสียงสูงสุด 7,500 บาท มีความเป็นไปได้ว่า...
**อาจเป็นการเลือกตั้ง อบต. เพราะเขตเล็ก แข่งขันกันดุเดือด ซื้อกันหัวละหลายพันบาท (เคยเป็นข่าวมาก่อนแล้ว)
**ข้อมูลจากหลายองค์กร เช่น ACT ระบุว่า ราคาซื้อเสียงสูงสุดเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นและผู้ใหญ่บ้าน เพราะเขตเล็ก จำนวนคนไม่มาก แต่เดิมพันสูง จึงทุ่มสุดตัว (ศึกศักดิ์ศรี พื้นที่เล็ก แพ้ไม่ได้ อายไปตลอด)
**ตัวเลข 7,500 อาจเป็นการให้ข้อมูลแบบคลุมๆ คือประชาชนอาจได้รับจริง โดยไม่ได้แยกแยะว่า เป็นการจ่ายเหมาซื้อเสียงทั้งบ้านหรือเปล่า เช่น ถ้าบ้านมี 5 คน ก็คนละ 1,500 บาท / หรือเป็นการซื้อแบบ “ฝากจ่ายหลายบ้าน” รวม 15 คน 15 หัว หัวละ 500 บาท ก็เป็นได้
“มือปฏิบัติการ” ปัดตัวเลข 7,500 - เปิดยอดจริงซื้อเสียง 69
“ข่าวข้นคนข่าว” ตรวจสอบข้อมูลกับ “มือทำงาน” ของ “นักเลือกตั้งอาชีพ” หลายๆ คน ได้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า
- ตัวเลขซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท เป็นไปไม่ได้
- ถ้าเป็นการเลือกตั้ง สส. เคยมีตัวเลขสูงสุดเต็มที่ 3,000 บาทต่อหัว และในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง จะมีอยู่ไม่กี่เขตที่ตัวเลขสูงขนาดนี้
- เลือกตั้งรอบที่แล้วกับรอบนี้ ถ้าเป็นตัวเลขหัวละ 3,000 บาท เท่าที่ “มือทำงาน” รายนี้ทราบ มีอยู่เขตหนึ่ง อยู่ในโซนภาคกลาง-ตะวันตก
**สาเหตุเพราะแข่งกันรุนแรง ฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของบ่อน ทำให้มีเงินทุ่มไม่อั้น ต้องการทำคะแนน 50,000 คะแนน จึงต้องซื้อหนัก และซื้อเผื่อถึง 60,000 คน
- เขตอื่นเฉลี่ยสูงสุด 1,000 บาท โดยมากจะอยู่ที่ 500 บาท เพราะไม่ได้แข่งกันหนักทุกเขต
- ตัวเลขซื้อเสียงที่สูงๆ ส่วนใหญ่เป็นการเลือกตั้งเทศบาล อบต. เพราะมีประชากรเป้าหมายแค่หลักร้อยหรือหลักพัน ก็สามารถซื้อได้ 4,000-5,000 บาทต่อหัว
- สำหรับการเลือกตั้งรอบนี้ เท่าที่ “มือทำงานรายนี้” ได้ข่าวมา มีที่สู้กันหนักๆ คือ เขตเดิมโซนภาคกลาง-ตะวันตก / และพื้นที่ภาคใต้ กับภาคตะวันออกบางจังหวัด เนื่องจากตัวเลข 500 หรือ 1,000 บาท เอาไม่อยู่
- สูตรการซื้อ คือ ต้องการ 30,000 คะแนน ต้องซื้อ 60,000 เสียง คือเผื่อไว้ครึ่งหนึ่งเลย
- การซื้อเสียงในราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ย ไม่ได้เกิดขึ้นทุกเขต แต่เกิดเฉพาะเขตที่สู้กันหนัก
- การบริหารคะแนน มีการใช้ข้อมูลสถิติมากขึ้น โดยเฉพาะการทำโพล ถ้าโพลไม่ขึ้น ก็หยุดจ่าย เพื่อประหยัดไปใช้ในเขตที่ “สู้ได้”
- ถ้าเขตที่สู้ไม่ได้ จ่ายค่าป้าย 3-5 แสนบาท ก็จบ ให้ผู้สมัครไปเดินเอง ลุ้นเอง หาคะแนนสงสาร
- บางเขต “แข่งกับลม” เมื่อคู่แข่งอ่อนแรง เหมือน “ลมพัดอ่อน” ก็ซื้อน้อย ราคาต่ำ ก็เอาชนะได้
- ภาคเหนือ กับอีสาน ยังมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 500 บาท ส่วนภาคใต้บางเขต และภาคตะวันออกที่สู้กันหนัก อยู่ที่ 1,000 บาท หรือกว่านั้น
- แต่สิ่งที่ต้องยอมรับและเปลี่ยนไปจากเดิมก็คือ...
**เมื่อก่อน เครือข่ายตัวเองไม่ต้องจ่าย คือฐานเสียงที่เป็นของตัวเองแน่นอน ก็ไปลงคะแนนให้ผ่านระบบอุปถัมภ์
**ปัจจุบัน แม้จะพวกตัวเอง ก็ต้องจ่าย เพื่อ “เอาชัวร์“ ฉะนั้นค่าเฉลี่ย 500 จึงมีแทบทุกเขต
- การแข่งขันกันในเขต หากใช้กระแสอย่างเดียว ถ้ากระแสไม่แรงพอ จะได้คะแนนราวๆ 20,000 คะแนน ภาษาเลือกตั้งเรียก “ไม่ทะลุ” เพราะการจะได้เป็น สส. ต้องมี 25,000 - 30,000 คะแนน จึงจะชัวร์
**เหตุนี้เอง จึงต้องมีการ “จ่ายส่วนที่ต้องการเพิ่ม” และ “จ่ายฐานเสียงตามกระแส” เพื่อ “เอาชัวร์” หรือ จ่ายเพื่อ ”ย้ำเบอร์” ให้เลือกแน่ๆ และบางรายก็จ่ายเพื่อ “มัดไว้ไม่ให้เปลี่ยนใจตามแรงเงิน”