เปิดยอดจริง "ซื้อเสียง69" แนวโน้มการ "เลือกตั้งสีเทา" ซื้อเสียง 7.5 พัน ราคาปั่นหรือเดิมพันขั้นสุด?
20 ม.ค. 2569
เปิดยอดจริง "ซื้อเสียง69" แนวโน้มการ "เลือกตั้งสีเทา" ซื้อเสียง 7.5 พัน ราคาปั่นหรือเดิมพันขั้นสุด? "มือปฏิบัติการ" ปัดตัวเลข
ข่าว
20 ม.ค. 2569
เปิดยอดจริง "ซื้อเสียง69" แนวโน้มการ "เลือกตั้งสีเทา" ซื้อเสียง 7.5 พัน ราคาปั่นหรือเดิมพันขั้นสุด? "มือปฏิบัติการ" ปัดตัวเลข
20 มกราคม 2569 ประเด็นร้อนการเมืองเมื่อวานนี้(19 ม.ค.69) ไม่ใช่แคนดิเดตนายกฯ หรือแกนนำพรรคการเมืองใด ไปหาเสียง อ้อนชาวบ้านที่ไหน
แต่กลายเป็นแนวโน้มของ “การเลือกตั้งสีเทา” เพราะมีการไปถาม "เลขาธิการ กกต." ถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ที่มีข้อมูลว่า เงินซื้อเสียงรอบนี้ สูงสุดถึง 7,500 บาท ต่อหัว ต่อคน
ขณะที่ เลขาธิการ กกต.แสดงท่าทีไม่ค่อยเชื่อว่า จะมีการซื้อเสียงด้วยยอดเงินสูงขนาดนี้ โดยใช้คำเปรียบเปรยว่าข้อมูลนี้น่าจะเป็น “เรื่องเล่า” มากกว่า “ข้อเท็จจริง”
“เนชั่นวิเคราะห์ข่าว” ย้อนตรวจสอบที่มาของข้อมูลนี้ และความจริงจากพื้นที่ ว่าการซื้อเสียงหนักหนาสาหัสขนาดไหน สนนราคาพุ่งถึงเกือบหมื่นจริงหรือไม่
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับเครือข่าย "เพื่อนไม่ทน"
“ความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569”
- ประชาชน 3,043 ตัวอย่าง
- ภาคธุรกิจ 1,771 ตัวอย่าง
“ทั่วประเทศ”
- 77% ของประชาชน และ 97% ของภาคธุรกิจ มองว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยมีความรุนแรงมาก
- 48% ของประชาชน และ 22% ของภาคธุรกิจ ระบุว่าเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน รองจากปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
- พฤติกรรมของนักการเมือง 3 อันดับแรกที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด ได้แก่
28% “รัฐมนตรีเทา" คนมีมลทินยังได้เสวยอำนาจ
20-20% “ดีแต่พูด" นโยบายต่อต้านโกงมีไว้แค่หาเสียง
17% “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ใช้อำนาจเอื้อธุรกิจพวกพ้อง
69% ของประชาชน ระบุว่าจะไม่รับเงินหากมีการซื้อเสียง
18% ของประชาชน บอกว่า “จะรับ”
13% ของประชาชน บอกว่า “ยังไม่แน่ใจ”
- ปัญหาการซื้อเสียงยังไม่หมดไป
- ราคาซื้อเสียงเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 985 บาทต่อคน
- สูงสุดในบางพื้นที่ 7,500 บาทต่อคน
“เนชั่นวิเคราะห์ข่าว” ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อมูลการสำรวจนี้
- ตัวเลขราคาซื้อเสียงเฉลี่ยทั่วประเทศ 985 บาทต่อคน ค่อนข้างใกล้เคียงกับความจริงที่มีการพูดคุยกันตามตลาด ร้านน้ำชา กาแฟ
**เพราะยอดเงินซื้อเสียงยุคนี้ ไม่มี 100-200 บาทแล้ว แต่อย่างน้อยที่สุด 500 บาท
**หากเป็น 500 บาท จะไม่ใช่การจ่ายครั้งเดียว ส่วนใหญ่จะมีการย้ำเบอร์ ย้ำหมายเลขอีกครั้งช่วงคืนหมาหอน เพื่อความมั่นใจว่ารับไปแล้วเลือกแน่นอน
**หากจ่ายรอบเดียว ยอดจะอยู่ที่ 1,000 บาท ใช้ธนบัตรสีเทา
**ข่าวและภาพที่มีการจับกุม “คนซื้อเสียง” โดยมากมักจะพก “ธนบัตรสีเทา”
- ตัวเลขซื้อเสียงสูงสุด 7,500 บาท มีความเป็นไปได้ว่า...
**อาจเป็นการเลือกตั้ง อบต. เพราะเขตเล็ก แข่งขันกันดุเดือด ซื้อกันหัวละหลายพันบาท (เคยเป็นข่าวมาก่อนแล้ว)
**ข้อมูลจากหลายองค์กร เช่น ACT ระบุว่า ราคาซื้อเสียงสูงสุดเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นและผู้ใหญ่บ้าน เพราะเขตเล็ก จำนวนคนไม่มาก แต่เดิมพันสูง จึงทุ่มสุดตัว (ศึกศักดิ์ศรี พื้นที่เล็ก แพ้ไม่ได้ อายไปตลอด)
**ตัวเลข 7,500 อาจเป็นการให้ข้อมูลแบบคลุมๆ คือประชาชนอาจได้รับจริง โดยไม่ได้แยกแยะว่า เป็นการจ่ายเหมาซื้อเสียงทั้งบ้านหรือเปล่า เช่น ถ้าบ้านมี 5 คน ก็คนละ 1,500 บาท / หรือเป็นการซื้อแบบ “ฝากจ่ายหลายบ้าน” รวม 15 คน 15 หัว หัวละ 500 บาท ก็เป็นได้
“ข่าวข้นคนข่าว” ตรวจสอบข้อมูลกับ “มือทำงาน” ของ “นักเลือกตั้งอาชีพ” หลายๆ คน ได้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า
- ตัวเลขซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท เป็นไปไม่ได้
- ถ้าเป็นการเลือกตั้ง สส. เคยมีตัวเลขสูงสุดเต็มที่ 3,000 บาทต่อหัว และในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง จะมีอยู่ไม่กี่เขตที่ตัวเลขสูงขนาดนี้
- เลือกตั้งรอบที่แล้วกับรอบนี้ ถ้าเป็นตัวเลขหัวละ 3,000 บาท เท่าที่ “มือทำงาน” รายนี้ทราบ มีอยู่เขตหนึ่ง อยู่ในโซนภาคกลาง-ตะวันตก
**สาเหตุเพราะแข่งกันรุนแรง ฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของบ่อน ทำให้มีเงินทุ่มไม่อั้น ต้องการทำคะแนน 50,000 คะแนน จึงต้องซื้อหนัก และซื้อเผื่อถึง 60,000 คน
- เขตอื่นเฉลี่ยสูงสุด 1,000 บาท โดยมากจะอยู่ที่ 500 บาท เพราะไม่ได้แข่งกันหนักทุกเขต
- ตัวเลขซื้อเสียงที่สูงๆ ส่วนใหญ่เป็นการเลือกตั้งเทศบาล อบต. เพราะมีประชากรเป้าหมายแค่หลักร้อยหรือหลักพัน ก็สามารถซื้อได้ 4,000-5,000 บาทต่อหัว
- สำหรับการเลือกตั้งรอบนี้ เท่าที่ “มือทำงานรายนี้” ได้ข่าวมา มีที่สู้กันหนักๆ คือ เขตเดิมโซนภาคกลาง-ตะวันตก / และพื้นที่ภาคใต้ กับภาคตะวันออกบางจังหวัด เนื่องจากตัวเลข 500 หรือ 1,000 บาท เอาไม่อยู่
- สูตรการซื้อ คือ ต้องการ 30,000 คะแนน ต้องซื้อ 60,000 เสียง คือเผื่อไว้ครึ่งหนึ่งเลย
- การซื้อเสียงในราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ย ไม่ได้เกิดขึ้นทุกเขต แต่เกิดเฉพาะเขตที่สู้กันหนัก
- การบริหารคะแนน มีการใช้ข้อมูลสถิติมากขึ้น โดยเฉพาะการทำโพล ถ้าโพลไม่ขึ้น ก็หยุดจ่าย เพื่อประหยัดไปใช้ในเขตที่ “สู้ได้”
- ถ้าเขตที่สู้ไม่ได้ จ่ายค่าป้าย 3-5 แสนบาท ก็จบ ให้ผู้สมัครไปเดินเอง ลุ้นเอง หาคะแนนสงสาร
- บางเขต “แข่งกับลม” เมื่อคู่แข่งอ่อนแรง เหมือน “ลมพัดอ่อน” ก็ซื้อน้อย ราคาต่ำ ก็เอาชนะได้
- ภาคเหนือ กับอีสาน ยังมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 500 บาท ส่วนภาคใต้บางเขต และภาคตะวันออกที่สู้กันหนัก อยู่ที่ 1,000 บาท หรือกว่านั้น
- แต่สิ่งที่ต้องยอมรับและเปลี่ยนไปจากเดิมก็คือ...
**เมื่อก่อน เครือข่ายตัวเองไม่ต้องจ่าย คือฐานเสียงที่เป็นของตัวเองแน่นอน ก็ไปลงคะแนนให้ผ่านระบบอุปถัมภ์
**ปัจจุบัน แม้จะพวกตัวเอง ก็ต้องจ่าย เพื่อ “เอาชัวร์“ ฉะนั้นค่าเฉลี่ย 500 จึงมีแทบทุกเขต
- การแข่งขันกันในเขต หากใช้กระแสอย่างเดียว ถ้ากระแสไม่แรงพอ จะได้คะแนนราวๆ 20,000 คะแนน ภาษาเลือกตั้งเรียก “ไม่ทะลุ” เพราะการจะได้เป็น สส. ต้องมี 25,000 - 30,000 คะแนน จึงจะชัวร์
**เหตุนี้เอง จึงต้องมีการ “จ่ายส่วนที่ต้องการเพิ่ม” และ “จ่ายฐานเสียงตามกระแส” เพื่อ “เอาชัวร์” หรือ จ่ายเพื่อ ”ย้ำเบอร์” ให้เลือกแน่ๆ และบางรายก็จ่ายเพื่อ “มัดไว้ไม่ให้เปลี่ยนใจตามแรงเงิน”
