โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จุดเปลี่ยนประเทศไทย ที่เครือเนชั่นจัดขึ้น ถึงเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่จะสร้าง ''จุดเปลี่ยนประเทศไทย'' ให้เห็นผลภายใน 1 ปีแรกอย่างเป็นรูปธรรมว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะเริ่มตั้งคณะรัฐมนตรีด้วยบุคคลที่ซื่อสัตย์ มืออาชีพ และหากจะต้องมีพรรคการเมืองอื่นร่วมรัฐบาล บุคลากรที่จะมาร่วมรัฐบาลนั้น ต้องมีความรู้ความซื่อสัตย์ และเมื่อทำงานไปแล้ว ตนจะใช้มาตรฐานการเมืองที่สูงกว่ากฎหมายเหมือนที่เคยทำมา หากมีข้อสงสัยปลดออกจากคณะรัฐมนตรีทันที
นายอภิสิทธิ์ ยังบอกว่า 1 ปีแรก รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จะวางรากฐานสู่บ้านเมืองสุจริต และเศรษฐกิจที่ดี เริ่มต้นจากการมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เงินออกเร็ว และง่าย ให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ และนโยบายเพื่อช่วยกลุ่มเปราะบาง ทั้งแม่-เด็กแรกเกิดปีแรก 65,000 บาท เบี้ยยังชีพผู้สูงวัย 1,000 บาท จะได้รับสิทธิ์ทันทีหลังผ่านงบประมาณฯ 2570 รวมถึงรถไฟฟ้าสามารถใช้กองทุนตั๋วร่วม ลดราคาเหลือ 20 บาทสำหรับสายสีแดง และสายสีม่วงทันที เมื่อมีงบประมาณแล้วรถไฟฟ้าทุกสาย จะแบ่งเป็นโซนราคาเหลือ 5-30 บาท และงบประมาณที่จัดขึ้นจะมีนโยบายหลักประชาธิปัตย์ ทั้งประกันรายได้เกษตร และประกันรายได้แรงงาน และอื่น ๆ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นทางเศรษฐกิจ
ส่วนนโยบายการป้องกันภัยพิบัตินั้น นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า จะยกระดับหน่วยงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ขึ้นตรงนายกรัฐมนตรีให้มีประสิทธิภาพ และเอกภาพ พร้อมรับมือภัยพิบัติ
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการปราบทุนเทาว่า จะต้องถูกปราบปราม ด้วยการโยกย้ายบุคคลที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของ กลต. ปปง. และออกพระราชกำหนดอายัดสินทรัพย์และทรัพย์ ที่ไม่สามารถพิสูจน์หาเจ้าของที่แท้จริงได้ รวมถึงการขายคริปโตเคเรนซี่ และทองคำ จะต้องมีรายงาน
นายอภิสิทธิ์ ยังระบุว่า ยังจะมีการวางรากฐานออกกฎหมายแม่บท 2 ฉบับ โดยฉบับแรกเพื่อปลดล็อกแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการทำมาหากิน และการประกอบอาชีพ และฉบับที่ 2 เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลรัฐทั้งหมด เพื่อประสิทธิภาพในทำงานกับประชาชนในการบริการ และให้เอกชนนำไปใช้ในการพิจารณาประกอบธุรกิจ รวมถึงการเปิดข้อมูลจักซื้อจัดจ้าง เชื่อมโยงกับการแสดงบัญชีทรัพย์สินเพื่อให้ AI และะคนตรวจจับทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีแพล็ตฟอร์ม ส่องรัฐ เกิดขึ้นทันที
ภายในปีแรก รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ยังจะเดินหน้าการต่างประเทศสู่การเจรจาการค้าที่จะต้องจบทั้งสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ตั้งทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อเชิญชวนการลงทุนสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย เปิดเสรีโซล่าร์เซลล์ และเริ่มวางรากฐานสู่การลดค่าไฟแบบถาวรไม่ต้องใช้เงินภาษี
นายอภิสิทธิ์ ยังย้ำว่า แผน 1 ปีของพรรคประชาธิปัตย์ที่เตรียมไว้ มีความชัดเจน ทั้งขั้นตอน กฎหมาย และงบประมาณ เพื่อให้ 4 ปี ประเทศไทยมีเศรษฐกิจไทยกลับไปเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 และปีแรก ประชาชนจะเห็นฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา และเห็นฟ้าหลังฝนนำไปสู่การแก้ปัญหา เพื่อให้ไทยหายจน
ต่อคำถามของนายนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ต่อการจัดการกฎหมายของประเทศไทยที่มากว่าแสนฉบับ และเป็นจุดเริ่มต้นปัญหาคอร์รับชันมีความสลับซับซ้อนทุกมิติ เป็นต้นทุนแฝงของภาคเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนไทย และต่างประเทศ
นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ตนประกาศแล้วว่า จะมีกฎหมายแม่บทมาปลดล็อก ไม่ให้มีการกิโยตินกฎหมายแล้วมีกฎหมายงอกออกมาใหม่ ซึ่งจะต้องเป็นกฎหมายแม่บท ให้รัฐบาลสามารถไปยกเลิกกฎหมายหลายฉบับพร้อมกันได้และนำระบบอนุมัติ-อนุญาตใหม่เข้ามาสวมแทนทันที เพื่อไม่ต้องไล่แก้กฎหมายใหม่ทั้งฉบับ เพื่อแก้การใช้ดุลยพิจนิจของเจ้าหน้าที่
นายอภิสิทธิ์ ยังเตือนถึงการทุจริตในเชิงนโยบาย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับกฎหมาย แต่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อน ที่จะต้องทำให้มีระบบเปิดเผยผลประโยชน์ทางธุรกิจของผู้ที่ถืออำนาจรัฐ เพื่อให้ตรวจสอบได้
ส่วนโทษทุจริตต้องประหารนั้น นายอภิสิทธิ์ เห็นว่าผู้ที่ทำผิดเรื่องดังกล่าว ไม่คิดว่าจะถูกจับได้ จึงไม่กลัวการประหาร เพราะคิดว่า ตนเองมีอำนาจ หรือสามารถซื้อกระบวนการยุติธรรมได้ หรือหนีไปต่างประเทศ และแม้ประเทศไทยจะมีโทษทุจริตต้องประหาร และผู้กระทำผิดหนีไปต่างประเทศ ประเทศนั้น ก็จะไม่ส่งผู้รับข้ามแดนกลับมายังประเทศที่มีโทษประหารชีวิต ดังนั้น ต้องระมัดระวัง และดูให้รอบด้าน เพราะกฎหมายปัจจุบันมีโทษประหารชีวิตเยอะมา ทั้งสินบน ยาเสพติด แต่ขณะนี้ ในความเป็นจริงพบว่า เมื่อศึกษามาแล้วไม่ใข่ ก็ต้องปรับแนวทาง และตนคิดว่า ปัจจุบัน การใช้เทคโนโลยี จะเป็นหัวใจสำคัญต่อเรื่องดังกล่าว
นายอภิสิทธิ์ ยังตอบคำถามของ นายเชษฐา ทรัพย์เย็น นักวิชาการด้านการเมืองถึงมรดกทางการเมืองหากตนเองพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว โดยย้ำว่า ตนได้ประกาศเป็นเป้าหมายชัดเจนแล้วว่า บ้านเมืองสุจริต เศรษฐกิจโตไม่ต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ดัชนีคอร์รับชันต้องกลับไปดีเหมือนที่เคยทำไว้ในอดีต
จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ในการร่วม-ไม่ร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์
นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า ไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม เหมือนที่หัวหน้าพรรคประชาชน เคยประกาศตามตนเอง และเงื่อนไขของพรรคประชาธิปัตย์ เหมือนเดิม ไม่ร่วมรัฐบาลกับการทุจริตทุนเทา การสร้างความแตกแยก หรือถูกครอบงำโดยบุคคลที่ไม่ควรมีอำนาจในทางการเมือง เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน
นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า ตนเองไม่ได้ตั้งเงื่อนไขเพื่อสร้างความแตกแยก แต่ตั้งเงื่อนไข เพื่อเป็นหลักประกันและความปลอดภัยสำหรับประชาชน และหากพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ ประชาชนสามารถมั่นใจในเรื่องดังกล่าวได้ แต่หากตนเป็นตัวแปร ขอให้ประชาชนเลือกพรรคประชาธิปัตย์ให้มีกำลังทำให้เงื่อนไขเหล่านี้ให้เป็นจริง เพื่อประโยชน์สูงสุด ไม่ได้สร้างความแตกแยก
นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนพาดพิงบนเวที ที่นายอภิสิทธิ์ ระบุเหมือนกับพรรคประชาชน แสดงว่า จะไม่ยกมือโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยด้วยหรือไม่ว่า เมื่อสักครู่นายณัฐพงษ์ ไม่ได้พูดชื่อพรรค นายณัฐพงษ์ พูดชื่อนายอนุทินเพียงคนเดียว แปลว่า ยังมีสิทธิ์ร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยได้ใช่หรือไม่
นายอภิสิทธิ์ ยังยืนยันว่า ตนเองยังไม่มีเงื่อนไขที่จะไม่ยกมือให้นายอนุทิน พร้อมยืนยันว่า หากประชาชนเลือกตนมาก ตนก็มั่นใจว่า นายอนุทิน ก็ไม่มีเงื่อนไขนี้เช่นกัน
อภิสิทธิ์ ท้า! ทุกพรรคฯ ประกาศไม่แก้หมวด 1-2-ปล่อยนักการเมืองหลุดการตรวจสอบ - จี้หากพรรคใดต้องการแก้หมวด 1-2 แจงให้ชัด
นายอภิสิทธิ์ เผยถึงจุดยืนการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยได้เสนอทางออกให้สังคมสบายใจในการให้ความเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทุกพรรคการเมือง ยืนยันจะไม่มีการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 เขียนไว้ในมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ และไม่แก้เพื่อให้นักการเมืองหลุดพ้นจากการตรวจสอบ เพื่อให้ประชาชนให้ความเห็นชอบได้อย่างสบายใจ
นายอภิสิทธิ์ ยังได้โต้แย้ง กรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ย้ำถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถแก้ไขระบอบการปกครองได้ และในประวัติศาสตร์การเมืองมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหลายครั้ง หากจะยืนยันหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อให้มาจากประชาชน จะไปล็อกให้เกิดการตั้งคำถามรัฐธรรมนูญไม่ได้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง
ซึ่งไม่ว่าจะแก้ไขอย่างไร ก็สามารถเซาะกร่อนบ่อนทำลายการปกครองของประเทศได้ การแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 หากจะทำ ไม่ควรนำมารวม หรือซุกซ่อนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และหากอยากจะแก้ ควรชี้แจงให้ชัดเจนว่า จะแก้ไขอย่างไร เพราะจะต้องไปทำประชามติเฉพาะประเด็นนั้น และแม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐได้ แต่เคยมีการแก้ไขกฎหมายที่กระทบต่อสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์มาแล้ว