“แสวง" ชี้ชัด "รัชต์พงศ์" ยังเป็นผู้สมัคร สส.แม้ถูกส่งนอนคุก
16 ม.ค. 2569
“แสวง" ชี้ชัด กกต.คอนเฟิร์มเอง "รัชต์พงศ์" ยังเป็นผู้สมัคร สส.แม้ถูกส่งนอนคุก! รับจบ! อยากด่าพรรคการเมือง หากไม่พอใจให้มาด่า กกต.แทน!
ข่าว
16 ม.ค. 2569
“แสวง" ชี้ชัด กกต.คอนเฟิร์มเอง "รัชต์พงศ์" ยังเป็นผู้สมัคร สส.แม้ถูกส่งนอนคุก! รับจบ! อยากด่าพรรคการเมือง หากไม่พอใจให้มาด่า กกต.แทน!
16 มกราคม 2569 ที่โรงแรมอัศวิน นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีที่ผู้สมัคร สส. ถูกจับและมีการฝากขัง และไม่ได้รับการประกันตัวผลจะเป็นอย่างไรต่อตัวผู้สมัครว่า
กรณีถ้าผู้สมัคร สส.ถูกจับ และถูกคุมขังอยู่ ไม่ถือว่าเป็นลักษณะต้องห้าม เพราะอยู่ในชั้นสอบสวน ดังนั้นถือว่ายังเป็นผู้สมัคร สส.อยู่
แต่ถ้าผู้สมัคร สส.นั้น กระทำให้ตัวเองมีลักษณะต้องห้ามเช่น พ้นจากสมาชิกภาพของพรรคการเมือง จะเป็นลักษณะต้องห้ามซึ่งตามกฎหมายจะเป็นผู้สมัคร สส.ไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า จะมีผลทันที เพราะมีขั้นตอนกระบวนการ การพ้นจากสมาชิกพรรคจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย หรือข้อบังคับพรรคการเมืองของพรรคนั้นๆ
แต่ถ้าเมื่อพ้นความเป็นสมาชิกพรรค ก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ผู้อำนวยการเขตเลือกตั้ง จะยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อให้ถอนชื่อผู้สมัครรายดังกล่าว สำนักงานก็ประชาสัมพันธ์ว่า ไม่มีผู้สมัครเบอร์นั้นแล้ว
แต่ถ้าหาก ผู้อำนวยการเขตเลือกตั้ง ไปยื่นศาลฎีกากระชั้นชิดเกินไป ศาลมีคำสั่งไม่ทัน ผู้สมัครนั้นยังเป็นผู้สมัครอยู่ต่อไป นั่นหมายความว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ประชาชนสามารถลงคะแนนให้ผู้สมัครคนนี้ได้ แต่เมื่อผ่านวันลงคะแนนไปแล้ว ผู้สมัครคนนั้นได้ลำดับที่ 1 ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้อำนวยการเขตจะต้องยื่นเรื่องให้ กกต.วินิจฉัย ว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่ ถ้ามีลักษณะต้องห้าม กกต.ต้องสั่งยกเลิกการเลือกตั้งในเขตนั้น และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่
นายแสวง ยังกล่าวต่อว่า ณ วันที่พรรครับรองเข้ามาเป็นผู้สมัคร วันนั้นเราก็รับสมัคร ไม่ใช่ถึงขั้นว่ารู้อยู่แล้วว่า ไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้วมาสมัคร แต่กลับมาถูกจับภายหลัง ตอนนี้ยังถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะยังไม่ได้รับคำพิพากษา และถูกคุมขังด้วยคำสั่งของศาล ซึ่งผู้สมัครแต่ละคนที่ถูกดำเนินคดีในขณะนี้ ยังถือว่ามีคุณสมบัติตามกฎหมายเลือกตั้ง
ขณะที่ นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึง กรณีการทำลายป้ายหาเสียงว่า ขณะนี้มีเรื่องการทำลายป้าย 60 กว่าป้าย ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ตรวจสอบในเรื่องนี้ และทำงานร่วมกันกับทาง กกต. โดยได้มีการสั่งให้ตำรวจสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิด บางกรณีมีการจับกุมได้แล้วเป็นคนที่เสียสติบ้าง หรือพวกที่จงใจทำลาย ก็อยู่ในระหว่างการสืบสวน และเรื่องนี้เราประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติตลอดเวลา
ทั้งนี้ ลักษณะการทำลายเป็นลักษณะการฉีกให้เป็นรู หรือถูกทำให้คว่ำไป ซึ่งมีเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการฟ้องอาญา ในกรณีที่ผิดกฎหมายบ้านเมืองได้เลย แล้วจะส่งเรื่องมายัง กกต.เพื่อสอบถามว่า จะโอนเรื่องหรือไม่ ซึ่งโดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินคดีจนถึงที่สุดได้เลย
นายแสวง ยังกล่าวถึงเรื่องการทำโพลว่า ห้ามเผยแพร่ช่วง 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งช่วงนี้สามารถทำได้ อาจมีการตั้งข้อสังเกตว่า ทำเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง หรือทำเพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์หรือไม่ ถ้าโพลนั้นเป็นการจูงใจ ไม่อยู่ในหลักวิชาการ ก็อาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย เราไม่ได้นิ่งนอนใจเพราะเราต้องการให้การเลือกตั้งออกมาดี เป็นการเลือกตั้ง ที่เป็นธรรมมีการแข่งขันที่เป็นธรรม การสร้างบรรยากาศการแข่งขันที่ดี การบริหารจัดการที่ดี ซึ่งทั้ง 3 อย่างหากมาพร้อมกัน จะทำให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ ซึ่งเราพยายามทำให้ทั้ง 3 อย่างออกมาอย่างดีที่สุด ซึ่งเรื่องโพลนั้นจะต้องนำมาพิจารณาว่า ทำออกมาเพื่อมีเจตนาจูงใจอะไรหรือไม่
นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีความรุนแรงในการหาเสียง กกต.ได้เตรียมความพร้อม โดยมีผู้ตรวจการเลือกตั้งในทุกพื้นที่เพื่อตรวจหาข่าวว่า มีการหาเสียงรุนแรงหรือผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการให้หน่วยงานนอกเข้ามาช่วยในการจัดการเลือกตั้ง ส่วน กปน.ทั่วประเทศในครั้งนี้ ใช้มากถึง 1,500,000 คน ซึ่งเราก็พยายามให้ความรู้ทุกเรื่อง ถ้าเป็น กปน.ที่เคยทำหน้าที่แล้วเราก็ไม่ค่อยห่วงแต่คนใหม่ๆ เราพยายามกำชับว่า ให้ฝึกอบรมเรียนรู้ในการจัดการเลือกตั้งให้ถูกต้อง
นายแสวง ยังกล่าวถึงกรณีกลุ่มนักวิชาการรวมตัวกันประกาศคว่ำบาตรพรรคการเมืองหนึ่งว่า เรื่องนี้ต้องดูว่าเป็นการใส่ร้ายหรือไม่ ถ้าใส่ร้ายก็ถือว่ามีความผิด จะต้องดูข้อความก่อนว่าทำให้พรรคการเมืองเสียหายหรือไม่ เนื่องจากช่วงนี้อยู่ในช่วงของการเลือกตั้ง โดยการจะไปคว่ำบาตรพรรคการเมืองต้องดูกฎหมาย เพราะในกฎหมายทั้งกฎหมายประชามติและกฎหมายเลือกตั้ง ก็มีระบุในเรื่องของคำว่าใส่ร้าย ทั้งนี้ช่วงนี้หากมีการรณรงค์ออกเสียงประชามติเพียงอย่างเดียว และพูดถึงการคว่ำบาตรพรรคการเมือง อาจจะไม่มีความผิด แต่อาจจะผิดกฎหมายอาญา ไปคุกคามสิทธิเสรีภาพ อย่างไรก็ตามหากพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลังก็ถือเป็นการหวังผลคะแนน หากประชาชนทำด้วยรู้สึกไม่พอใจ หรือทำไปเพราะโกรธ ก็อาจจะไม่มีความผิด อย่างไรก็ตามก็ไม่อยากจะให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
นายแสวงยังพูดติดตลกว่า หากอยากด่าพรรคการเมืองก็มาด่ากกต.แทน เรารับได้อยู่แล้ว ด่าเลขา กกต.ก็ได้
