นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของนิด้าโพล ที่วิเคราะห์พรรคประชาธิปัตย์ จะได้ สส. 40 ที่นั่งว่า ตนยังไม่ทราบ ซึ่งตนติดตามได้แต่เพียงคะแนนรวม และการจะได้กี่ที่นั่ง ขึ้นกับอยู่กับการกระจายของคะแนนเสียง แต่ตนก็อยากได้คะแนนเสียง และความนิยมที่ตอนนี้ตนสัมผัสได้ กลายมาเป็นคะแนน สส.ในเขตเลือกตั้งด้วย
ส่วนได้มีการประเมินกระแสตอบรับภายหลังลงพื้นที่หาเสียง ซึ่งจะได้มากกว่าที่ประเมินตอนมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคฯ หรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า เดิมตั้งเป้าไว้เฉพาะ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งน่าจะเป็นไปตามที่คาดหวัง แต่ยังจะต้องทำให้ได้มากกว่านี้ และในเขตเลือกตั้ง พื้นที่ภาคใต้ตนมีมั่นใจขึ้น แต่ในพื้นที่อื่น ๆ ก็ยังคงทำงานอย่างหนักอยู่
ส่วนที่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้รับการตอบรับจากประชาชนที่กลับมาให้ความสนใจพรรคประชาธิปัตย์อีกนั้น นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ระหว่างการลงพื้นที่กรุงเทพฯ หากเสียงกรี๊ดและการกอด กลายเป็นคะแนนทั้งหมด ก็จะเป็นเรื่องดี
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงขณะนี้ ที่เริ่มมีการวิเคราะห์จับขั้วรัฐบาลแล้วว่า ตนได้พูดชัดเจนแล้ว และขอให้ความชัดเจนกับประชาชนว่า หาพรรคประชาธิปัตย์มีเสียงที่มากพอและได้เข้าไปอยู่ร่วมรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นหลักประกันให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการปราบทุจริตปัญหาทุนเทา และไม่สร้างประเด็นที่แยกแตก หรือเกิดการทุจริต
ส่วนจุดยืนการรณรงค์ประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายอภิสิทธ์ ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายที่ชัดเจนว่า แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะผ่านการออกเสียงประชามติแล้ว แต่ก็ยังติดขัดในมาตรา 256 ซึ่งที่ผ่านมา แม้จะมีข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็เสียดาย เพราะที่ผ่านมาการพยายามแก้ไขมาตรา 256 เหมือนรัฐสภาจะตกผลึกแล้วว่า จะไม่มีการแก้ไขหมวด 1-2 จึงแปลกใจที่รัฐบาลเป็นผู้เลือกคำถาม เหตุใดจึงไม่มีการเจาะจงว่าเป็นการยกร่างฉบับใหม่ โดยไม่มีการแตะหมวดอ1 และหมวด 2 ดังนั้น ตนจึงยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์จะดูแลไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 และอยากเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมือง ที่เคยตกลงกันได้แล้วประกาศเช่นเดียวกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจในการลงมติเห็นชอบ
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีผู้สมัคร สส.ขอนแก่น ถูกตัดสิทธิการเลือกตั้ง เพราะเป็นบุคคลล้มละลายขาดคุณสมบัติลงสมัครว่า บุคคลทีมาลงสมัครกับพรรค ได้มีการตรวจสอบอย่างครบถ้วน โดยยื่นเรื่องให้ 13 หน่วยงานได้ตรวจสอบอย่างละเอียดว่ามีปัญหาใดหรือไม่ ซึ่งบางหน่วยงานเพิ่งทยอยส่งผลการตรวจสอบกลับ รวมถึงการให้ผู้สมัครลงนามรับรองคุณสมบัติของตนเอง ซึ่งเมื่อเกิดปัญหา ผู้สมัครจะต้องรับผิดชอบ และเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตนได้มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตรวจสอบภายใน 15 วัน