เปิดผลประชุมวิชาการ "SROI" สู่กุญแจพัฒนาการเด็กไทยยุค "AGI"
10 มี.ค. 2569
"สสส." ร่วมกับ "TK Park" และภาคีเครือข่าย ฝ่าเกลียวคลื่น AGI "มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน" กุญแจปลดล็อกวิกฤตพัฒนาการเด็กไทย ที่ประเมินค่าได้ด้วย SROI
ข่าว
10 มี.ค. 2569
"สสส." ร่วมกับ "TK Park" และภาคีเครือข่าย ฝ่าเกลียวคลื่น AGI "มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน" กุญแจปลดล็อกวิกฤตพัฒนาการเด็กไทย ที่ประเมินค่าได้ด้วย SROI
ในขณะที่โลกกำลังก้าวสู่ยุคของ AGI (Artificial General Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ที่อาจมีความฉลาดทัดเทียมมนุษย์ หากหันกลับมามองเด็กไทย กลับพบความจริงที่ชวนสะท้อนใจ ประเทศไทยมีเด็กที่อ่านและทำความเข้าใจในระดับสูงเพียง 0.2%
ข้อมูลจาก สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อปลายปี 2568 ยังชี้ว่า เด็กปฐมวัยยุค Gen Alpha และ Gen Beta มีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการใช้และความเข้าใจภาษา สาเหตุสำคัญมาจากการใช้หน้าจอเกินวัยและบริบทการเลี้ยงดูในสังคมดิจิทัล
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว โครงการ “อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้” โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ซึ่งขับเคลื่อนมานานกว่าทศวรรษ ได้พัฒนาชุดหนังสือภาพเพื่อเสริมทักษะการอ่านตามระดับพัฒนาการของเด็ก
ผลลัพธ์ของโครงการถูกนำมาประเมินผ่านแนวคิด SROI (Social Return on Investment) ซึ่งชี้ว่า การลงทุนด้านการอ่านในช่วงปฐมวัย สามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคมกลับคืนได้อย่างมีนัยสำคัญ
โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ร่วมกับ TK Park และภาคีเครือข่าย ได้จัดประชุมวิชาการ “มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน : แถลงผล SROI สู่กุญแจพัฒนาการเด็กไทยยุค AGI” เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 เพื่อเผยแพร่ผลการประเมินดังกล่าว
ถอดรหัส SROI : เมื่อ 'นิทานภาพเล่มเล็ก'
สร้าง 'ปันผลทางสังคม' ที่ประเมินค่าได้
งานวิจัยครั้งนี้ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกันระหว่าง สสส. กับทีมวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ รศ.ดร.พีระ ตั้งธรรมรักษ์ และ ณัฐพล สีวลีพันธ์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งลงพื้นที่เก็บข้อมูลภายใต้โครงการปฏิบัติการ อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้ โดยใช้กรอบแนวคิด Theory of Change (TOC) เพื่อประเมินต้นทุนและผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนด้านวัฒนธรรมการอ่าน
ผลการประเมินสะท้อน “สมการความคุ้มค่า” ที่ชัดเจน
โดยการลงทุน 1 บาท สร้างผลตอบแทนทางสังคม 1.71 บาท หรือคิดเป็นมูลค่าเพิ่มร้อยละ 71 ขณะที่ต้นทุนตั้งต้นของโครงการอยู่ที่ประมาณ 4,716 บาท ต่อการพัฒนา “กระบวนกร” 1 คน ให้มีทักษะใช้หนังสือจัดกระบวนการเรียนรู้
งานวิจัยยังพบว่า หากเด็กนำหนังสือกลับไปอ่านร่วมกับครอบครัวเพื่อสร้างเวลาคุณภาพ ผลตอบแทนทางสังคมจะเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 159 และหากนำโมเดลหนังสือไปใช้ในพื้นที่ เปราะบางทางภาษา เช่น ภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งเด็กจำนวนมากใช้ภาษาถิ่นในชีวิตประจำวัน ผลตอบแทนทางสังคมอาจเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หรือเท่ากับการลงทุน 1 บาท สร้างผลตอบแทน 2 บาท
สะท้อนว่า นวัตกรรมเล็ก ๆ อย่างชุดหนังสือภาพ สามารถตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาได้อย่างตรงจุด
นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. หนึ่งในผู้ผลักดันชุดหนังสือ “อ่าน อาน อ๊าน” กล่าวว่า โครงการ “อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้” พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2559 เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านของเด็กไทยวัย 3–9 ปี ผ่านชุดหนังสือที่ออกแบบตามระดับพัฒนาการทางภาษา
จุดเด่นของหนังสือชุดนี้คือการเป็น หนังสือหัดอ่านในรูปแบบหนังสือภาพ ซึ่งแทบไม่เคยมีมาก่อนในไทย โดยใช้เรื่องราวเชิงวรรณกรรมจูงใจให้เด็กเรียนรู้ภาษา และต่อยอดไปสู่การพัฒนาในด้านอื่นๆ ได้
“ จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ มาจากการจับเข่าคุยกันของหลายกระทรวงถึงวิกฤตเด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ รวมถึงปัญหาความรุนแรงในเด็ก จะมีนวัตกรรมอะไรที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ได้บ้าง เพราะเรื่อง ‘การสื่อสาร’ เพียงเรื่องเดียว มันเชื่อมโยงไปแทบทุกวิชา ไม่ว่าจะคณิต วิทย์ หรือการเรียนรู้ด้านอื่น หากเด็กยังตีความไม่ได้ ก็ยากที่จะไปต่อ
ผู้ใหญ่มักพูดว่า ‘เด็กสมัยนี้คิดไม่เป็น’ แต่เราอาจลืมมองกระบวนการว่า อะไรทำให้เด็กเป็นแบบนั้น เพราะจริง ๆ แล้วเราไม่เชื่อว่าเด็กคิดไม่เป็น
ข้อมูลที่กรีดใจคนทำงานคือ สถิติช่วงก่อนโควิด-19 มีบ้านที่ไม่มีหนังสือเลยถึง 1.1 ล้านหลังคาเรือน นั่นแปลว่ามีเด็กกว่าล้านคนที่ไม่เคยสัมผัสความสุขจากการมีผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้ฟัง...ดังนั้นสิ่งที่เราทำจึงไม่ใช่แค่ชุดหนังสือภาษาไทย แต่คือการซ่อน จิตวิญญาณแห่งความเกื้อกูล และ การเคารพความหลากหลาย ไว้ในนิทานทุกหน้าเพื่อเด็กๆ ”
นางสุดใจ เล่าว่า เมื่อหนังสือชุดแรกออกมา อบจ.เชียงใหม่ได้นำไปทดลองใช้กับโรงเรียนที่ไม่เคยผ่านเกณฑ์ประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (RT) มาก่อน ภายในเวลาเพียง 1 ภาคการศึกษา เด็กจำนวนมากสามารถยกระดับคะแนนการอ่านของตนเองได้ ขณะที่เด็กพิเศษก็เกิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ จนคะแนน RT ขยับขึ้นแตะระดับมาตรฐานของประเทศ
ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้ทีมผู้พัฒนาเชื่อมั่นว่า นวัตกรรมหนังสือชุดเล็กๆ นี้ น่าจะไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก
“ เวลาที่ สสส. ลงทุนเรื่องการอ่าน มักมีคำถามจากสังคมเสมอว่าทำไมต้องทำ ทั้งที่หน่วยงานด้านการศึกษาอื่นก็ทำอยู่แล้ว... งานวิจัย SROI ในวันนี้ คือ ‘คำตอบ’ ที่ชัดเจนที่สุด ” นางสุดใจ กล่าว
ทำไมต้อง "อ่าน" ในยุค AI?
รศ.จุมพล รอดคำดี กรรมการกำกับทิศทางแผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา สสส. สะท้อนความน่ากังวลของ “พายุข้อมูลข่าวสาร” ในยุคที่หน้าจอครอบงำ โดยชี้ว่า สื่อออนไลน์มักดึงความสนใจแบบสั้นและฉาบฉวย กระตุ้นเพียงสมองส่วนความจำ แต่ละเลยสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่คิดวิเคราะห์ ในวันที่ AGI กำลังฉลาดล้ำและสร้างข้อมูลได้เอง การอ่านจึงไม่ใช่แค่การสอนสะกดคำ หากคือการสร้าง “ตะแกรงร่อนข้อมูล” เพื่อฝึกให้เด็กไทยคิดและวิเคราะห์เป็น
“ สื่อที่มาทางจอส่วนใหญ่ไม่ทันได้คิด และไม่ได้กระตุ้นสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือสมองส่วนความจำทำงานหนักกว่า ดูแล้วก็จำ ชอบใจก็กดไลก์ กดแชร์ต่อไปเรื่อย ๆ จนบางครั้งแชร์สิ่งที่ไม่ควรแชร์ออกไป…
ทุกวันนี้ AGI เริ่มทำงานด้วยตัวมันเอง โดยที่อาจจะไม่ได้พึ่งมนุษย์ ดังนั้นเมื่อข้อมูลหลั่งไหลเข้ามามหาศาล จะทำอย่างไรให้เด็กสามารถพิจารณา วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ว่าอะไรควรจะเชื่อ หรือควรนำไปใช้ประโยชน์ ” รศ.จุมพล กล่าว
ขณะที่นักวิชาการชื่อดังและนักคิดแห่งยุคสมัย อย่าง ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ชี้ให้เห็นว่า หากถามถึงความพร้อมของเด็กไทยในโลกอนาคต ตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนภาพได้ชัด คือผลการประเมิน PISA ที่ใช้วัดทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอายุ 15 ปีทั่วโลก ตัวเลขที่ปรากฏในแต่ละปีทำให้หลายคนอดกังวลไม่ได้ เพราะข้อมูลจาก OECD ระบุว่า เด็กไทยกว่า 65% มีทักษะการอ่านต่ำกว่าระดับ 2 หรืออยู่ในกลุ่ม Functionally Illiterate คือ อ่านออก แต่ไม่สามารถจับใจความได้
ปัญหานี้สะท้อนโครงสร้างการเรียนรู้ที่ยาวนานของเด็กไทย ที่ผ่านมาแนวทางแก้ปัญหาคือการเร่งติวช่วงใกล้สอบ PISA ซึ่งถูกใช้มาหลายครั้ง แต่แทบไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เพราะคำตอบไม่ได้อยู่ที่ปลายทางของการสอบ หากแต่อยู่ที่จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ตั้งแต่วัยเล็ก
“ ถ้าถามว่าในวันที่โลกมีโซเชียลมีเดียและมี AI ที่ช่วยหาคำตอบและสรุปข้อมูลให้ทุกอย่าง แล้วห้องสมุดและการอ่านหนังสือเป็นเล่ม...ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ? คำตอบของผมคือ "จำเป็นอย่างยิ่ง" หากเรานำวรรณกรรมชิ้นเอกที่สะเทือนอารมณ์ไปให้ AI สรุป นั่นก็เท่ากับการถูกฉกฉวยความสุขระหว่างบรรทัดไปจนหมดสิ้น...”
ขณะที่ พญ.ปุษยบรรพ์ สุวรรณคีรี กุมารแพทย์ เจ้าของเพจ หมอแพมชวนอ่าน อธิบายหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่รองรับแนวคิดดังกล่าวว่า การอ่านมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการสมองเด็ก เพราะในช่วง 0–5 ปีแรก สมองมนุษย์เติบโตถึง 90% การเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมหาศาล
งานวิจัยพบว่า หนังสือคือสื่อที่ “Just Right” สำหรับสมองเด็ก หากรับสื่อผ่านหน้าจอที่มีแสง สี เสียงมากเกินไป สมองจะทำงานหนักจน ร้อนเกินไป (Too Hot) ขณะที่การฟังเสียงอย่างเดียวอาจ เย็นเกินไป (Too Cold) แต่การเปิดหนังสือนิทานภาพแล้วอ่านให้เด็กฟัง คือจุดสมดุลที่ พอดีที่สุด (Just right) จึงทำให้ช่วง 0–5 ปี เป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” สำคัญที่สุดในการพัฒนาสมอง
ความลับของ “ อ่าน อาน อ๊าน ”
ความลับของชุดหนังสือ อ่าน อาน อ๊าน ที่ถูกซ่อนไว้ คือจิตวิทยาการออกแบบที่แยบยลและลึกซึ้ง ระพีพรรณ พัฒนเวช นักวิชาการโครงการฯ และผู้ร่วมสร้างสรรค์หนังสือ เผยความลับให้ฟังว่า หนังสือชุดนี้ตั้งใจสร้างตัวละครที่มี “มิติ” ไม่สมบูรณ์แบบ มีความซุ่มซ่าม ทำของหก เลอะเทอะ เหมือนชีวิตจริงของเด็ก ๆ เพราะหากตัวละครสมบูรณ์แบบเกินไป เด็กจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องของคนอื่น และไม่สามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้าไปในเรื่องได้
หลักการของหนังสือชุดนี้จึงทลายขนบเดิมของหนังสือเด็ก ที่มักเน้นการสั่งสอน โดยเปลี่ยนมาเป็นการสร้างให้เด็ก สนุก ซึมซับ และ ถอดรหัสคุณค่าด้วยตัวเอง
“ เราไม่สั่งสอนตรง ๆ แต่ใช้เรื่องราวและภาพถ่ายทอดอารมณ์ ให้เด็กค่อย ๆ ซึมซับคุณค่าเอง หัวใจสำคัญคือผู้ใหญ่ต้อง เชื่อมั่นในหนังสือ และเชื่อมั่นในเด็ก ปล่อยให้ทั้งสองทำงานร่วมกัน ยิ่งผู้ใหญ่พูดน้อย เด็กก็ยิ่งได้คิดมากขึ้น” ระพีพรรณ กล่าว
ทศวรรษแห่งความมุ่งมั่น สู่ก้าวต่อไปที่ยั่งยืน
บทพิสูจน์จากงานวิจัยระดับประเทศที่ประเมิน SROI อย่างเป็นรูปธรรม ยืนยันว่า การลงทุนกับโครงการ “มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน” เพื่อสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางความรู้สึกและสติปัญญา” ให้เด็กปฐมวัย ไม่ใช่เพียงการสอนให้อ่านออกเขียนได้ แต่กำลังก้าวสู่การขยายผลในมิติใหม่อย่างยั่งยืน
“ ตัวหนังสือที่เราทำ หนังสือชุดนี้ไม่ได้มุ่งเพียงทักษะการอ่าน แต่ต้องการส่งต่อจิตวิญญาณแห่งความเกื้อกูลผ่านเรื่องราวไปถึงเด็ก ๆ พร้อมผลักดันให้หนังสือเข้าถึงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบาง" สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวทิ้งท้าย
