svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

"ว่าที่ รมว.ดีอี" พรรคประชาชน "ป้อม-ภาวุธ" ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 7

13 ม.ค. 2569

"ว่าที่ รมว.ดีอี" พรรคประชาชน "ป้อม-ภาวุธ" ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 7 ตามแคมเปญ The Professionals

13 มกราคม 2569 พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กเปิดตัว "ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน" ในแคมเปญ The Professionals รายล่าสุด ได้แก่ ป้อม-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7 พรรค และเป็นแคนดิเดต รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) 

 

 

"ว่าที่ รมว.ดีอี" พรรคประชาชน "ป้อม-ภาวุธ" ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 7

โดย ป้อม-ภาวุธ คือผู้บุกเบิกวงการอีคอมเมิร์ซไทย ผู้ก่อตั้ง TARAD.com CEO & Founder ของ Pay Solutions และ Creden.co รวมถึงเป็นนักลงทุนและวิทยากรด้านดิจิทัล เคยลงสมัคร สว. ด้วยนโยบายที่เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อผู้ประกอบการไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย พรรคประชาชน ระบุว่า

 

ถ้าประเทศไทยเป็นเหมือนบริษัทหนึ่ง นายกรัฐมนตรีเป็นเหมือนกับ CEO ของบริษัท รัฐมนตรี DE ควรจะเป็นเหมือนกับ CTO คือ Chief Technology Officer (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี) เป็นคนที่ต้องมานั่งดูภาพรวม ว่าประเทศเราควรจะเอาเทคโนโลยีไปใช้ทางไหน แล้วก็ต้องทำงานร่วมกับนายกฯ ดังนั้น ทั้งนายกฯ และรัฐมนตรี DE ต้องทำงานร่วมกับทุกๆ กระทรวง ทุกกระทรวงต้องมีเทคโนโลยีเข้าไปเกี่ยวข้อง กระทรวงเกษตรก็ต้องมีเทคโนโลยี กระทรวงสาธารณสุขต้องมีเทคโนโลยี 

มันควรจะเป็นเหมือนกับ Group CTO ซึ่งทุกๆ กระทรวงก็จะต้องมีคนเก่งเทคโนโลยีมาอยู่รวมกัน อยู่เป็นกรุ๊ปเดียวกัน พอเราจะตัดสินใจเรื่องเทคโนโลยีอะไรต่างๆ เราตัดสินใจร่วมกัน แล้วทำให้ทุกกระทรวงเดินไปในทิศทางเดียวกัน ซื้อซอฟต์แวร์แบบเดียวกัน ใช้เทคโนโลยีร่วมกัน ทุกอย่างไปด้วยกัน เป็นคนที่คอยสนับสนุนทุกกระทรวงในด้านเทคโนโลยีให้ทำงานได้เร็วมากขึ้น

 

 

"ว่าที่ รมว.ดีอี" พรรคประชาชน "ป้อม-ภาวุธ" ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 7

 

 

 

นั่นแค่เสาที่หนึ่ง

เสาที่สองคือ Digital Economy เปลี่ยนเศรษฐกิจจากเดิมที่เป็นเกษตรหรือท่องเที่ยวแบบเดิม เราจะ Digitize ให้ธุรกิจเข้าสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่มากขึ้น 

อย่างแรกที่เห็นได้ชัดคือ คนไทยค้าขายบนแพลตฟอร์มหมดแล้ว แต่เป็นแพลตฟอร์มต่างชาติหมด เรายืมจมูกต่างชาติหายใจ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ วันนี้เค้าขึ้นราคาไปเรื่อยๆ แต่ภาครัฐไม่มีใครเข้าไปควบคุมเลย กลายเป็นว่า หนึ่ง ถ้าเกิดแพลตฟอร์มเหล่านี้ทำการปิดหรือเริ่มใช้อำนาจเหนือตลาดในการควบคุม ซึ่งวันนี้เค้าเริ่มใช้แล้ว คำถามคือผู้ประกอบการทำยังไง วันนี้ผู้ประกอบการไทยที่ขายของออนไลน์ทั่วประเทศมีปัญหามากมายกับการที่โดนแพลตฟอร์มเหล่านี้ใช้อำนาจเหนือตลาดในการควบคุม โดนปิดข้อมูล โดนขึ้นราคา ของที่เมื่อก่อนคุณขายได้ดีวันนี้ขายไม่ดีแล้ว เพราะอะไร คุณต้องซื้อโฆษณา 

เมื่อแพลตฟอร์มเหล่านี้มีอำนาจเหนือตลาด และรัฐไม่เคยเข้าไปดูแลเลย สิ่งที่รัฐต้องเริ่มเข้าไปดูก็คือ เข้าไปสอดส่อง เข้าไปทำงานร่วมกัน คุณอย่าเอาเปรียบผู้ค้าในประเทศไทย เพราะวันนี้บอกได้เลยว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้กำไรขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน เราไม่ได้พูดถึงเศรษฐกิจดิจิทัลที่เกิดในประเทศไทย เรากำลังโตมาก แต่ปรากฏว่าคนไทย ไม่ว่ารุ่นไหน วันนี้กำลังทำให้เกิดการขาดดุลดิจิทัลมหาศาล ทุกคนเคยนับไหมครับว่าเดือนๆ หนึ่งเราจ่ายเงินให้กับบริการดิจิทัลออนไลน์นอกประเทศเท่าไร ผมเองอาจจะหลายพันบาทต่อเดือน ปีหนึ่งจ่ายประมาณ 30,000-40,000 บาท กับการจ่ายค่า Netflix จ่ายการค่า Google Cloud จ่ายค่า iCloud จ่าย Spotify จ่าย YouTube ยังไม่นับที่เวลาเราสั่งอาหารผ่านแอปฯ ก็เช่นกัน

ผมเคยประมาณการว่าปีๆ หนึ่ง เงินเกือบ 200,000 ล้านบาทหลุดออกไปนอกประเทศ และไม่รวมถึงชาวต่างชาติ อย่างชาวจีน ที่เข้ามาขายของในประเทศไทยใน Lazada, Shopee หรือ TikTok คำถามคือ เดี๋ยวนี้คนซื้อของที่ไหน ทุกคนซื้อออนไลน์หมด ถูกกว่า มีโปรโมชั่น ของเลือกเยอะกว่า ส่งฟรี เคลมได้ด้วย แต่เคยนับไหมว่าสินค้าที่เราซื้อในออนไลน์ ลองดูย้อนหลังสัก 2 เดือนที่ผ่านมา ในนั้นเป็นสินค้าที่ส่งจากต่างประเทศกี่ชิ้น เยอะมาก บางคนอาจจะเกินครึ่งด้วยซ้ำไป สินค้าทั้งหมดมาจากประเทศจีนโดยตรง นั่นหมายถึงเราอาจจะซื้อไปเดือนหนึ่งสัก 2,000-3,000 บาท แต่เงินไม่ลงมาอยู่ในเศรษฐกิจไทย มันถูกกระชากออกกลับไปที่ต่างประเทศทันที พอเราขายได้ปุ๊บ เงินเข้าไปในแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มโอนเงินเหล่านี้กลับประเทศจีนได้ทันที 

 

คำถามคือ เศรษฐกิจไทยจะเป็นยังไง ในขณะที่เม็ดเงินควรจะหมุนเวียนอยู่ในประเทศ กลับถูกดึงออกนอกประเทศผ่านการค้า E-commerce ผ่านการใช้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งรัฐไม่เคยมองพวกนี้เลย 

 

สิ่งหนึ่งที่เราต้องพยายามจัดการ คือทำให้แพลตฟอร์มเหล่านี้มีความเท่าเทียมกับคนไทยมากขึ้น จะเป็นไปได้ไหมที่เราสามารถเปลี่ยนแพลตฟอร์มเหล่านี้ อย่างเช่น Lazada Shopee TikTok ที่วันนี้อยู่ในอาเซียนครบทุกประเทศ ตอนนี้สินค้าจีนทะลุผ่านแพลตฟอร์มนี้เข้ามาในไทย จะดีกว่าไหมถ้าเราเปลี่ยนให้เอาสินค้าไทยทะลุออกไปยังมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เพราะผู้ประกอบการไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว 

แนวคิดของผมคือ เราจะเปลี่ยนจาก ‘โดนรุกเข้ามา’ เป็นการ ‘รุกออกไปข้างนอก’ แทน ด้วยเทคโนโลยีเดียวกันนี้ โดยรัฐบาลสนับสนุนผู้ประกอบการ รัฐบาลจับมือเอกชนไปตั้งเป็นโกดังหรือศูนย์กระจายสินค้าในประเทศต่างๆ แทนที่สินค้าจะส่งจากไทยไป มันใช้เวลา อันไหนขายดีก็ไปตั้งรออยู่ที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือเวียดนาม แล้วก็ใช้แพลตฟอร์มพวกนี้ขายตรงไปยังในคนในอาเซียน ขายได้ปุ๊บเราดึงเม็ดเงินเหล่านี้กลับในประเทศ 

ผมก็ถามตัวเองเหมือนกัน ผมทำธุรกิจ ก็จะมีวัตถุประสงค์มันว่าเราทำธุรกิจเพื่ออะไร การทำธุรกิจของผมแต่ละอย่างไม่ได้มองกำไรขาดทุน แต่ผมท้าทายตัวเองมากกว่านั้น ว่าธุรกิจที่เราทำอยู่ปัจจุบันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคมไทยหรือเปล่า

 

พูดจริงๆ การที่ผันตัวเองเข้ามาในโลกการเมือง มันกระตุกเพื่อนๆ ผมหลายคนในวงการเทคโนโลยีเยอะมาก คือนักธุรกิจกับโลกการเมืองมันคู่ขนานกัน ไม่มีใครอยากเข้ามาหรอก เพราะมันไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจของเรา 

 

ผมมองว่าต้องมีใครสักคนออกมาทำ ฉะนั้นพอเราออกมาข้างนอก สิ่งที่ผมต้องทำให้เขาเห็นต่อคือ เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือเปล่า เมื่อเราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงจากเราคนหนึ่งที่ออกมา ผมเชื่อว่าในอนาคตจะมีคนอย่างผมออกมาอีกเยอะทีเดียว คนที่จะไม่ทนต่อการที่ให้ประเทศเป็นอย่างนี้ คนที่รู้ว่าตัวเองมีความสามารถ และอยากจะออกมาแก้ปัญหา เราอยากจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นเดินตามหลังเรามา แล้วมาสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกับเรา 

 

"ว่าที่ รมว.ดีอี" พรรคประชาชน "ป้อม-ภาวุธ" ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 7

 

 

นอกจากนี้ ป้อม-ภาวุธ ยังระบุอีกว่า 


เมื่อเสียงเตือนผมดังไม่พอ... ผมขอลงมือทำเอง

หลายคนอาจคุ้นหน้าผมในฐานะคนทำธุรกิจดิจิทัล ผู้ก่อตั้ง TARAD.COM ที่คลุกคลีอยู่กับวงการอีคอมเมิร์ซไทยมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ผมเห็นการเติบโต เห็นโอกาส แต่ในขณะเดียวกัน... ก็เห็น "วิกฤต" ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ

ตลอดหลายปีหลัง ผมพยายามส่งเสียงในฐานะ “ผู้เตือนภัย” ของเศรษฐกิจออนไลน์ไทย ผมเป็นคนหนึ่งที่ออกมาพูดเรื่องของ ทุนจีนและทุนต่างชาติ ที่เข้ามาครอบครองพื้นที่อีคอมเมิร์ซไทยอย่างรวดเร็ว จนผู้ประกอบการรายย่อยของไทยเริ่มไม่มีที่ยืน

ผมพูดในฐานะนายกสมาคมฯ ในฐานะภาคเอกชน พูดจนเสียงแหบแห้ง... แต่ความจริงที่โหดร้ายคือ "แค่เสียงเตือน... เปลี่ยนกฎหมายไม่ได้" โครงสร้างที่บิดเบี้ยวนี้ ต้องการการแก้ไขที่ระดับ "นโยบาย" และ "กฎหมาย" เท่านั้น

จากประสบการณ์ตรง ผมเห็นภาพชัดเจนครับว่า ผู้ค้าไทยไม่ได้แพ้เพราะไม่เก่ง แต่แพ้เพราะ โครงสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม แพ้สินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาขายตรงด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า มีระบบโลจิสติกส์พร้อม และที่สำคัญคือ... ภาระภาษีที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ผมเคยตั้งคำถามในหลายเวทีว่า ประเทศไทยกำลังสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้กับแพลตฟอร์มข้ามชาติอยู่หรือไม่?"

ผมไม่ได้ต่อต้านทุนต่างชาติ ไม่ได้จะปิดประเทศ แต่ผมเรียกร้องให้รัฐมี “ยุทธศาสตร์” ที่ชัดเจน ทั้งการตั้งรับ จับมือ และรุกกลับ เพื่อปกป้องฐานเศรษฐกิจของคนไทยและนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมตัดสินใจก้าวออกจาก Comfort Zone ในโลกธุรกิจ เข้าสู่สนามที่ซับซ้อนและท้าทายยิ่งกว่า คือ "สนามการเมือง" เพื่อเปลี่ยนจาก “ผู้วิจารณ์นโยบาย” มาเป็น “ผู้ลงมือผลักดันนโยบายด้วยตัวเอง” ในพื้นที่ที่การตัดสินใจสามารถเปลี่ยนชะตาของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยได้จริง

 

การลงสนามครั้งนี้ของผม คือ เจตจำนงทางจิตวิญญาณ ที่แน่วแน่ ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศนี้ครับ
ผมต้องการเห็น "เศรษฐกิจที่โอบรับทุกคน" เศรษฐกิจที่คนตัวเล็กตัวน้อย... ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
เศรษฐกิจที่ความฝันของ SME ไทย... ไม่ถูกบดขยี้ด้วยทุนผูกขาด และเศรษฐกิจที่ดอกผลของการพัฒนา... ตกถึงมือพี่น้องประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือภารกิจเปลี่ยนผ่านประเทศไทย ที่ผมและพรรคประชาชน พร้อมที่จะลงมือทำ ครับ

ฝากนโยบายดิจิทัลที่จะเปลี่ยนประเทศ และฝากพรรคประชาชน บัตรชมพูเบอร์ 46 ด้วยนะครับ ไปเลือกตั้งกัน วันที่ 8 ก.พ. 2569 นี้ครับ

 


ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ Pawoot Pom Pongvitayapanu
ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านดิจิทัล