ผบ.ทสส. ตรวจรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา คืบ 80% แจงปมงบสร้าง
22 ก.ค. 2569 | titayu_pur

ผบ.ทสส. ลงพื้นที่จันทบุรี ตรวจรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา เฟสแรกคืบหน้า 80% เผยใช้เงินกองทุนหทัยทิพย์สร้าง ย้ำไม่กระทบสัมพันธ์และแนวเขตแดน JBC ชัดเจน
ข่าว
22 ก.ค. 2569 | titayu_pur

ผบ.ทสส. ลงพื้นที่จันทบุรี ตรวจรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา เฟสแรกคืบหน้า 80% เผยใช้เงินกองทุนหทัยทิพย์สร้าง ย้ำไม่กระทบสัมพันธ์และแนวเขตแดน JBC ชัดเจน
KEY
POINTS
22 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส. นำคณะลงพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เพื่อตรวจความคืบหน้าโครงการสร้าง รั้วชายแดนไทยกัมพูชา เฟสแรกที่คืบหน้าแล้วกว่า 80% โดยโครงการนำร่องนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนหทัยทิพย์ เพื่อสร้างแนวป้องกันที่มั่นคงแข็งแรง และปลอดภัยตามหลักวิศวกรรม ให้กับกำลังพลและประชาชน พร้อมแจงปมดีไซน์เลี่ยงข้อพิพาท เขตแดนไทยกัมพูชา ย้ำคำนึงถึงอธิปไตยและการทำงานร่วมกัน ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ในอนาคต
ที่ จ.จันทบุรี พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน เดินทางไปยังพื้นที่ก่อสร้างรั้วความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา พื้นที่บ้านแหลม ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน และรับฟังความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างรั้วความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชาที่เป็นโครงการนำร่อง ที่กองทัพไทยได้รับการสนับสนุนงบประมาณก่อสร้าง จากกองทุนหทัยทิพย์ จำนวนกว่า 69 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างถนนตรวจการณ์ รั้วชายแดน บังเกอร์หลุมบุคคล และหลุมหลบภัยในพื้นที่ชายแดนไทย
ปัจจุบันได้ก่อสร้างรั้วชายแดนหลักเขตแดนที่ 52-54 ในบริเวณบ้านแหลม ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน ระยะทาง 1.3 กิโลเมตร ไปแล้วเกือบ 80% และคาดว่าจะเสร็จเรียบร้อยภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้
หลังจากนั้นจะก่อสร้างในช่วงที่ 2 จากหลักเขตที่ 54-59 อีกประมาณ 7.07 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 8.38 กิโลเมตร
โดยรูปแบบเป็นรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมลวดหนามหีบเพลง ความสูง 3.35 เมตร ซึ่งออกแบบให้มีความมั่นคงแข็งแรงรองรับการกระแทก การยิงด้วยอาวุธปืน เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และรองรับภารกิจด้านความมั่นคง
ผบ.ทสส. ชี้แจงที่มาของโครงการก่อสร้างรั้วต้นแบบชายแดน หลังถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการใช้งบประมาณ ว่าโครงการนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่ในระยะแรกได้รับการสนับสนุนจาก “กองทุนหทัยทิพย์” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานเงินสนับสนุน โดยเงินของกองทุนมาจากการร่วมบริจาคของประชาชน เพื่อนำมาจัดทำรั้วต้นแบบในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เห็นรูปแบบจริง และใช้เป็นต้นแบบสำหรับการดำเนินงานในอนาคต
นอกจากนี้ กองทุนหทัยทิพย์ ยังสนับสนุนการก่อสร้างบังเกอร์สำหรับกำลังพล ซึ่งออกแบบให้มีคุณลักษณะพิเศษด้านการป้องกันภัย พร้อมเสริมความแข็งแรงด้วยกระสอบทราย และวัสดุป้องกันอื่น ๆ รวมถึงการสร้างหลุมหลบภัยด้วยบล็อกคอนกรีต และอุปกรณ์ป้องกันภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน โรงเรียน และชุมชน
“ที่ผ่านมาไม่ได้ให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชน เพราะต้องการรอให้โครงการมีความชัดเจน และพิสูจน์ได้ถึงความมั่นคงปลอดภัยก่อน จึงมาเปิดเผยรายละเอียดในวันนี้ หลังผ่านการทดสอบและประเมินตามหลักวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมแล้ว ยืนยันว่า รั้วมีความสูงมากกว่าศีรษะคน ประมาณ 2 คนต่อกัน และเลือกใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงทนทาน โดยรั้วนี้เป็นเพียงต้นแบบ ที่จะนำไปพัฒนาต่อในอนาคต ซึ่งในพื้นที่ที่ยังมีข้อจำกัด หรืออาจต้องปรับเปลี่ยนภายหลัง จะใช้เครื่องกีดขวางแบบกึ่งถาวรเป็นมาตรการชั่วคราว เพื่อดูแลความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนก่อน
พลเอก อุกฤษฎ์ ระบุว่า การเปิดเผยโครงการครั้งนี้เปรียบเสมือนการ Soft Opening เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน แม้อาจให้ข้อมูลล่าช้า แต่ต้องการให้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ โดยในวันที่ 10 สิงหาคม จะมีการถวายรายงานความคืบหน้าต่อองค์ประธานมูลนิธิจุฬาภรณ์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมรับฟังการถวายรายงานความคืบหน้าด้วย
ส่วนแผนการขยายการก่อสร้างรั้วใน พื้นที่อื่น ผบ.ทสส. บอกว่า แนวชายแดนไทยมีลักษณะภูมิประเทศแตกต่างกัน ทั้งสันปันน้ำ คลอง และเส้นตรง จึงต้องดูเป็นรายพื้นที่ โดยยึดหลักว่า เลือกดำเนินการเฉพาะจุดที่เกิดประโยชน์ และต้องไม่เกิดปัญหาในอนาคต เพื่อหลีกเลี่ยงภาระ หรือข้อพิพาทที่ไทยอาจต้องกลับมาแก้ไขเองในภายหลัง
สำหรับข้อเสนอที่ให้สร้างไปก่อนแล้ว ค่อยรื้อถอนหากมีปัญหา ผบ.ทสส. ยอมรับว่า สามารถทำได้ เหมือนกำแพงเบอร์ลินที่เคยถูกรื้อถอน แต่ย้ำว่าการตัดสินใจสร้าง ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะหากสร้างแล้วกลายเป็นภาระ หรือปัญหาในอนาคต ก็ไม่ควร แต่หากเป็นพื้นที่ที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไทย ก็พร้อมเดินหน้าต่อ โดยยกตัวอย่างพื้นที่ต้นแบบแห่งนี้ที่มีการตกลงหลักเขตแล้ว แม้รายละเอียดแนวเส้นระหว่างหลักเขตบางช่วงยังอยู่ระหว่างการหารือ
“ทุกจุดต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมชื่นชมหน่วยงานราชการต่าง ๆ และท้องถิ่น ที่ร่วมกันสร้างความเข้าใจกับประชาชน จนสามารถขับเคลื่อนโครงการได้ ซึ่งรั้วต้นแบบแห่งนี้จะเป็นโมเดลหรือห้องทดลองของประเทศไทย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เรียนรู้ก่อนนำไปใช้ในพื้นที่อื่น”
ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ เรื่องการสร้างรั้วชายแดน ที่อาจมีการเข้าใจผิดในบางจุดนั้น ผบ.ทสส. ไม่อยากมองว่า เป็นการบิดเบือนข้อมูล เพราะประชาชนจำนวนมาก อาจได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือสั้นเกินไป จึงเกิดการตีความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นธรรมชาติของยุคข่าวสารที่ทุกคนเข้าถึง และเผยแพร่ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญคือการนำข้อคิดเห็นเหล่านั้นมาวิเคราะห์ และปรับปรุงการทำงาน ไม่ใช่ปฏิเสธเสียงสะท้อนจากสังคม
ส่วนการเปิดให้ประชาชนเข้าชมรั้วชายแดนในอนาคต ยังต้องประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคง และความปลอดภัยก่อน เพราะพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นพื้นที่อ่อนไหว นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งเครื่องกีดขวางชั่วคราว (ลวดหนามหีบเพลง) ในพื้นที่ที่ยังไม่มีการตกลงเขตแดนชัดเจน เพื่อปกป้องกำลังพล และประชาชนในพื้นที่ด้วย
การสร้างรั้วครั้งนี้ เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของประชาชน พร้อมปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย สิ่งที่เกิดขึ้นตนอยากให้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ที่จะอยู่ร่วมกันต่อไปในอนาคต แต่ก็อยู่ที่ทั้งสองฝ่ายต้องให้ความร่วมมือด้วยความจริงใจ และชัดเจน
“ทุกคนมีสิทธิ์เลือกทางเดินของตัวเอง แต่ก็ให้มองถึงประชาชน และอนาคตของแต่ละประเทศ อย่าพิจารณาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ ฉะนั้นการที่จะตกลงใจเลือกทางเดินแบบไหน เราก็พร้อมที่จะเดินไปกับคุณ ซึ่งอนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร ก็อยู่ในทางที่คุณเลือกนั่นเอง”
ผบ.ทสส. ยังบอกถึงเหตุผลที่ต้องทำประตูบานพับ บริเวณหลักเขตแดนที่ 52 เพราะหลักเขตแดนจะเป็นข้ออ้างอิงตามกฎหมายระหว่างประเทศ หากเราไปกระทำสิ่งใด แล้วเขาไปพูดว่าเราไปสร้างผลกระทบต่อหลักเขต ก็จะมีประเด็นอื่นขึ้นมา ดังนั้นเราต้องแสดงให้เห็นว่า บริเวณนี้เราไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่เราก็รักษาสิทธิของเราไว้ชัดเจน ซึ่งเดิมบริเวณนี้เราก็คิดหนักว่า จะใช้วิธีใด โดยเดิมทีจะใช้วิธีคร่อมปิดไว้เลย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เรามีคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ซึ่งจะต้องมีการสำรวจในอนาคต จึงต้องทำเผื่อไว้ หากปิดไปเลย เมื่อถึงเวลาก็ต้องมาเจาะ มารื้อ มาทุบ
-เมื่อถามว่า เห็นด้วยกับที่กระทรวงการต่างประเทศ และรัฐบาล ให้ชะลอการพูดคุยเขตแดนทางบก โดยเอาเรื่องทางทะเล ภายใต้กฎหมายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ก่อนหรือไม่
ผบ.ทสส. ถามกลับว่า “เราจะไปอยู่ในพื้นที่เขาไหม ไม่ไปหรอก เรื่องอะไร เราจะไปพื้นที่เขา ต้องมาคุยในพื้นที่กลาง อย่าไปอยู่ในจุดที่เขาอยากให้เราคุย”