เนชั่นทีวี

ข่าว

"เท่าพิภพ" สมัคร สส.เขต 33 "ผอ.กกต.กทม." ย้ำเปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส. ทำได้

30 ธ.ค. 2568

"เท่าพิภพ" สมัคร สส.เขต 33 "ผอ.กกต.กทม." ย้ำเปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส. ทำได้

"เท่าพิภพ" สมัคร สส.เขต 33 มั่นใจทวงคืนความเชื่อใจจากประชาชนได้ ย้ำ"มีส้มไม่มีเทา" ไม่ใช่แค่สโลแกนแต่คือวิธีคิดของพรรค "ผอ.กกต.กทม." ย้ำเปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส. ทำได้

30 ธันวาคม 2568 ที่สนามกีฬาเวสน์2 กทม. นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหาร พรรคประชาชน ผู้รับผิดชอบแคมเปญเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร และนางสาวพรรณิการ์ วานิช ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน พา นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 33  พรรคประชาชน มาสมัครแทน นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ผู้สมัครคนเดิม ที่โดนหมายจับคดีฟอกเงินยาเสพติด 

 

 

"เท่าพิภพ" สมัคร สส.เขต 33 "ผอ.กกต.กทม." ย้ำเปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส. ทำได้

 

"เท่าพิภพ" สมัคร สส.เขต 33 "ผอ.กกต.กทม." ย้ำเปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส. ทำได้

 

"เท่าพิภพ" สมัคร สส.เขต 33 "ผอ.กกต.กทม." ย้ำเปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส. ทำได้

 

 

โดย นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 33 บางกอกน้อยเขตบางพลัด เปิดเผยว่า ในการทำไพรมารี่โหวต ให้ตนได้เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้เป็นเอกฉันท์ ทำให้ตนไม่มีความกังวลใดๆแล้วเพราะได้พลังจากทุกคน ซึ่งเรื่องนี้มากกว่าการที่ตนเสนอตัวลงสมัครแทนผู้สมัครคนเดิม แต่ภารกิจนี้ไม่ใช่แค่บางกอกน้อยบางพลัดแต่เป็นภารกิจระดับประเทศ ที่จะทวงคืนความไว้วางใจจากประชาชน ในเมื่อวันที่เสียไปแล้ว ไม่มีทางทวงคืนมาได้ จะใช้เงินเท่าไหร่ก็ไม่สามารถทวงคืนได้ ดังนั้นการที่พรรคหรือทุกคนเห็นว่าตนเองมีความพร้อมที่จะไปทวงคืนความเชื่อใจนั้นกลับมาตนก็ยอมรับ 

 

"ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเองก็ได้ทำงานช่วยเหลือพรรคในการหาเสียงมาโดยตลอด ตนไม่มีเวลาคิดเวลาเราน้อย คิดว่าประเทศไทยสัก 1 วินาทีสัก 1 วันที่เราเป็นแบบนี้มันไม่ดี ต่อประเทศเลย ผมก็แทบจะไม่ลังเล ผมใช้เวลาแค่ 8 วินาทีในการตัดสินใจ" นายเท่าพิภพกล่าว
 

 

 

นายเท่าพิภพ ยังฝากถึงชาวบางพลัดว่า ตนเข้ามาตรงนี้ อย่าคิดว่าจะส่งใครมาลงแล้วจะชนะก็ได้ ตนก็พร้อมที่จะพิสูจน์ให้กับประชาชนในเขต เห็นว่าตนทำงานเต็มที่ และนำประสบการณ์ความมุ่งมั่น มารับใช้ประชาชนได้อย่างแน่นอน

 

 

เมื่อถามว่า หลายคนมองว่า ตระบัดสัตย์เพราะเคยพูดว่าจะไม่เล่นการเมืองแล้ว

นายเท่าพิภพ กล่าวว่า มันเป็นความจำเป็น 48 ชั่วโมงที่ผ่านมามีความสำคัญมาก หากไม่ใช่รับสมัครเลือกตั้งจนถึง 8 กุมภาพันธ์ ถ้าเรามีเวลามากกว่านี้อาจจะเป็นคนอื่นก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้สามารถด่าตนได้เลยว่าตนตระบัดสัตย์หรือย้อนคำ แน่นอนว่าตนมาอยู่ตรงนี้ไม่ได้เพื่อตัวเองอยู่แล้ว ด่าตนก็ได้แต่ตนมาอยู่ที่นี่เพื่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นหนึ่งเสียงและเป็นทางเลือกให้กับชาวบางกอกน้อย บางพลัด เพื่อเข้าสภาไปโหวตให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิหัวหน้าพรรคประชาชนเป็นนายกรัฐมนตรี การที่ตนพูดแล้วคืนคำไม่คืนคำตนเชื่อว่าหลายคนเข้าใจว่าสถานการณ์แบบนี้ มันก็ต้องทำแบบนี้ 

 


เมื่อถามว่าได้สำรวจกระแสการตอบรับอย่างไรบ้าง 

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ผู้รับผิดชอบแคมเปญเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ก็อยู่ที่ความไว้วางใจของประชาชน สิ่งที่พรรคประชาชนสะท้อนให้เห็น คือเมื่อเราพบว่ามีผู้สมัครที่มีความเกี่ยวข้อง แม้จะไม่ต้องวินิจฉัยสูงสุดแต่พรรคแสดงให้เห็น ว่าแม้จะเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องหา เราไม่จำเป็นจะต้องปกป้องใคร และต้องการหาตัวผู้สมัครที่ดีที่สุดให้กับประชาชน จึงจำเป็นที่ต้องเปลี่ยน และยืนยันว่าวันนี้อยู่ในช่วงการเลือกตั้ง 

 

แต่ถึงสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือเมื่อวันที่พรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล มีสส.จำนวนมากกว่ากึ่งหนึ่ง และมีรัฐมนตรีนั่นเป็นบทบาทที่สำคัญในการตรวจสอบภายในพรรค เพื่อให้มั่นใจว่าผู้แทนราษฎรของเราในสภา จะไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น คณะรัฐมนตรีจะทำงาน เพื่อตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นยืนยันว่าคำว่า"มีส้มไม่มีเทา" ไม่ใช่เป็นแค่สโลแกนหาเสียงแต่เป็นการกลั่นออกมา จากวิธีคิด วิธีทำงานของพวกเราจริงๆ

 

 

สำหรับเหตุผลที่เลือกนายเท่าพิภพมาลงเขต 33 แทนคนเดิมนั้น 

นายพิจารณ์ กล่าวว่า ในกระบวนการจะต้องมีคนเสนอตัวเข้ามาและเมื่อเห็น นายเท่าพิภพโพสต์ข้อความว่าอาสามาลงในเขต 33 ส่วนตัวค่อนข้างดีใจ เพราะเบื้องหลังมีหลายคนที่เสนอตัวเข้ามา แต่ภายใต้เวลา ก่อนที่จะปิดรับสมัครวันที่ 31 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการจะมีเวลาคัดสรรเพียงพอหรือไม่ แต่สำหรับนายเท่าพิภพที่ร่วมงานกันมา ฝ่าฟันอุปสรรคกันมาหลายอย่างก็ค่อนข้างมั่นใจ และสิ่งที่ตนคิดก็ตรงกับกรรมการคัดสรร และตรงกับเสียงของสมาชิกในการทำไพรมารี่โหวต  ดังนั้นจึงต้องขอบคุณนายเท่าพิภพอีกครั้งหนึ่ง ที่เสียสละแม้จะมีหลายคนมองว่ากลับคำพูดแต่ตนมองว่าเป็นการช่วยกอบกู้สถานการณ์ ณ ตอนนี้ 

 

อย่างไรก็ตาม นายพิจารณ์ ยังชี้แจงต่อว่า นายเท่าพิภพสามารถสมัครแทน ได้เนื่องจากผู้สมัครคนเดิมได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคแล้ว ดังนั้นจึงเป็นการขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

 

 

ทั้งนี้ หลังจากที่ได้สมัครแล้ว กกต.จะต้องรับรองตามเงื่อนเวลา และเชื่อว่า กกต.จะรับรอง ส่วนในเรื่องผลกระทบในเชิงแคมเปญจะเป็นอย่างไรนั้น ตนตอบแทนประชาชนไม่ได้ แต่สิ่งที่กระทำทันทีหลังจากที่ตนทราบเรื่อง

 

"มันเป็นจังหวะที่โบ๊ะบ๊ะมากจนโทรไป 7.00 น.เพื่อจะสอบถามว่าช่วงปีใหม่จะไปหาเสียงที่ไหน เพื่อจะลงตารางว่าผมเองจะเดินทางไปเขตไหนบ้าง โทรไปคนแรกก็เจอเลยแจ้งมาว่าพี่ครับผมกำลังโดน ตำรวจตรวจค้นอยู่ ซึ่งภายในเวลา 3 ชั่วโมง เราก็เร่งที่จะหารือกันว่าคืออะไร และจะต้องทำอย่างไรต่อ จึงอยากให้ประชาชนมองเห็นถึงการกระทำ และความจริงใจของพรรคประชาชน จริงอยู่ที่เราพยายามจะออกแบบกระบวนการคัดสรรของผู้สมัคร ให้ดีขึ้นในทุกการเลือกตั้ง ซึ่งรอบนี้เรามีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ตรวจสอบเครดิตบูโร เอาชื่อผู้สมัครไปประกาศในเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนเข้ามาแสดงความเห็น พยายามที่จะทำให้ดีที่สุด แต่รอบนี้ด้วยเงื่อนเวลา ในกระบวนการที่เราทำกับเวลาการออกหมายจับมาทีหลังจึงไม่สามารถรู้ได้ แต่เมื่อรู้เราก็ทำทันที แม้ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ถูกวินิจฉัยจนถึงที่สุด แต่ในเมื่อมีความเคลือบแคลงสงสัยแล้ว ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตัว" นายพิจารณ์ กล่าว

 

นายพิจารณ์ ยังยืนยันว่าการที่เราพูดว่า "มีส้มไม่มีเทา" ไม่ใช่แค่การคัดสรรหาตัวผู้สมัครแต่เราจะทำไปเรื่อยๆ แม้ว่าหลังการเลือกตั้งกับสส. และกับครม.ของเรา 

 

ส่วนกรณีที่มีทีมงานของพรรคประชาชนไปขยับป้ายของพรรคเพื่อไทยให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันออกมา 

นายพิจารณ์ กล่าวว่า ขอย้ำว่าไม่ใช่ทีมงาน การที่ผู้สมัครมีการติดป้าย ได้มีการว่าจ้างบริษัท มารับติดป้ายให้และได้กำชับกับผู้สมัครแล้วไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร แต่ทั่วประเทศว่าถ้าหากมีการว่าจ้างจะต้องมีทีมงานของผู้สมัครเองตามไปด้วย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อบริษัทที่รับว่าจ้างไปติดป้าย ไปติดเองเลยโดยไม่มีทีมงานของผู้สมัครตามไปด้วย

 

ดังนั้นจึงอาจมีการทำงานที่ขาดความระมัดระวัง และจากที่ดูในคลิปวิดีโอ คนที่ติดอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นป้ายหาเสียง ดังนั้นจึงต้องกราบขอโทษ ประชาชนและขอโทษไปทางผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ว่าไม่ใช่เจตนาของพวกเรา ที่จะทำการเมืองในลักษณะนี้ ซึ่งหลังจากนี้ได้กำชับกับผู้สมัครทั่วประเทศแล้ว ว่าให้ระมัดระวังในเรื่องของการติดป้าย

 

 

เมื่อถามว่าเรื่องดังกล่าวกระทบกับการหาเสียงมากน้อยขนาดไหน และมีมาตรการเชิงรุกอย่างไร 

นางสาวพรรณิการ์ วานิช ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน กล่าวว่า สำหรับชีวิตนักการเมืองความเชื่อใจเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่เหตุการณ์นี้จะไม่กระทบอะไรเลยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากกราบขอโทษประชาชน ที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง เรื่องนี้พวกเราก็เจ็บปวดมากจริงๆ แต่ถามว่าจะทำให้"มีส้มไม่มีเทา" ไม่เป็นจริงหรือไม่ตนกลับคิดว่า เรื่องนี้เราจะได้รับโอกาสให้ประชาชนได้เห็น 

 

ว่ามีส้มไม่มีเทาคืออะไร ไม่ใช่เรื่องของคนดีคนชั่ว ไม่ใช่เรื่องของพรรคเทพหรือพรรคมาร แต่คือการมีระบบที่ดีตรวจสอบแบบไม่เกรงใจใคร และเห็นแล้วว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นทุนเทาเข้ามาเต็มเมืองเต็มสภาเป็นอย่างไร เพราะเรื่องของพวกพ้องเครือข่ายอุปถัมภ์

สุดท้ายก็ไม่เกิดการตรวจสอบ ดังนั้นจึงทำให้เห็นว่า มีส้มไม่มีเทาคือระบบ ที่เมื่อตรวจเจอก็จัดการทันที ถ้าบอกว่ามีส้มไม่มีเทาใช้ไม่ได้แล้วหรือไม่ น่าจะต้องขยายคำว่า"มีส้มไม่มีเทา ถ้ามีเทาเราจัดการ" ไม่ใช่แค่การหาเสียงแต่พิสูจน์ด้วยการกระทำ ว่าพรรคประชาชนหรือต่อไปเป็นรัฐบาลประชาชน 

 

ไม่ว่าใครจะมาร่วมรัฐบาล บุคคลที่จะเป็น รัฐมนตรีแม้มีข้อครหา น่าสงสัยว่าจะเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นขึ้น หรือพัวพันกับเรื่องเทาๆ ต้องออกก่อน เราทำเกินกว่ากฎหมาย เพราะมาตรฐานของพรรคการเมืองต้องอยู่สูงกว่ากฎหมาย เราต้องขยับมาตรฐานของตัวเองขึ้นไป เป็นรัฐมนตรีก็เช่นเดียวกันต้องออกไปพิสูจน์ตัวเองก่อน ว่าไม่ผิดแล้วค่อยกลับมาเป็นรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นตนก็คิดว่าคนเราก็พิสูจน์กันในช่วงเวลาแบบนี้ 

 

หวังว่าประชาชนจะเข้าใจ และที่บอกว่ามีปัญหาแค่จุดเดียวไปกันทั้งหมด หรือปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้องนั้นตนเห็นใจผู้สมัคร 400 เขตทั่วประเทศมากๆที่ก้มหน้าก้มตา หาเสียงกันมา เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก็ต้องยอมรับว่ากระทบกันหมด แต่เรายังจะขอ ความเห็นใจจากประชาชนอยู่ได้บ้าง ก็อยากจะให้เปิดใจรับฟัง และให้โอกาสผู้สมัครของเราทั้ง 400 เขตด้วย

 

"การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เหลืออีก 40 วัน แน่นอนเป็นหน้าที่ของพรรคการเมือง ถ้ายังไม่ตัดสินใจหรือตัดสินใจว่าจะไม่เลือกใครเลย เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะแสดงให้เห็นว่าเรามีดีอย่างไร มีนโยบายที่ดี มีผู้สมัครที่ทำงานดีใกล้ชิดประชาชน และไม่กี่วันข้างหน้าก็จะเปิดตัวทีมผู้บริหารที่ดี ที่จะมาบริหารประเทศด้วยองค์ความรู้ มีความรู้ความเชี่ยวชาญตรงตามสายกระทรวงด้วยองค์ประกอบ 3 อย่างคือมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ ,มีเทาเราจัดการไม่ไว้หน้าใคร, มีนโยบายที่ดี 200 กว่านโยบาย , และการที่มีทีมบริหารที่จะไปเป็นรัฐบาลในอนาคต อย่างน้อยขอให้เปิดใจเปิดหูรับฟังพวกเราหน่อย" นางสาวพรรณิการ์ กล่าว

 

 


"ผอ.กกต.กทม." กางข้อกฎหมายแจงปมเปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส. ย้ำทำได้ แต่ใช้เบอร์เดิม


ด้าน ว่าที่ร้อยตรี สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) กล่าวทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการถอนหรือเปลี่ยนแปลงตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) โดยระบุว่าตามมาตรา 50 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้กำหนดเงื่อนไขการสมัครรับเลือกตั้งไว้ ว่า หากกระบวนการรับสมัครยังไม่สิ้นสุด ผู้ที่สมัครแล้วสามารถถอนหรือเปลี่ยนแปลงตัวผู้สมัครได้ใน 3 กรณี คือ 1. เสียชีวิต 2. ขาดคุณสมบัติ และ 3. มีลักษณะต้องห้าม

 

"เท่าพิภพ" สมัคร สส.เขต 33 "ผอ.กกต.กทม." ย้ำเปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส. ทำได้

 

ว่าที่ร้อยตรี สัมพันธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่เกิดขึ้น เข้าลักษณะของผู้สมัคร"ลาออก"จากการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งส่งผลให้กลายเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัครตามมาตรา 41 (3) ในกรณีที่มีการทำประชามติเลือกผู้สมัครขั้นต้น (Primary) มาแล้ว และทางพรรคการเมืองประสงค์จะดำเนินการส่งผู้สมัครรายใหม่เพื่อทดแทนการถอนตัวหรือเปลี่ยนแปลงนั้นผู้สมัครรายใหม่จะได้รับหมายเลขเดิมของผู้สมัครคนเดิม แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือต้องเสียค่าธรรมเนียมการสมัครใหม่จำนวน 10,000 บาท

ทั้งนี้ ผอ.กกต.กทม. ยืนยันว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น โดยเคยมีกรณีเช่นนี้มาแล้วตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 จนถึงปัจจุบัน นอกจากในพื้นที่กรุงเทพมหานครแล้ว ยังได้รับรายงานว่าในจังหวัดอื่น เช่น จังหวัดสุรินทร์ ก็มีการแจ้งขอถอนตัวตามมาตรา 50 เช่นเดียวกัน แต่อาจไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ข้อ 93

 

 

สำหรับข้อกังวลในประเด็นทางการเมืองที่ว่า อาจมีการใช้วิธีการกดดันให้ผู้สมัครคู่แข่งถอนตัวเพื่อเปลี่ยนตัวผู้สมัครรายใหม่นั้น 

ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องภายในทางการเมืองที่พรรคการเมืองหรือตัวบุคคลต้องไปบริหารจัดการหรือพูดคุยกันเอง โดยทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงหรือแทรกแซงได้ เนื่องจากบทบาทของ กกต. คือการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งเท่านั้น