ห่วง"ธนกิจการเมือง"ระบาด วอนประชาชนจับตาไม่เลือก"พวกประมูลตัว"เข้าสภา
11 ธ.ค. 2565 | thamsathit_pol

"จุรินทร์" ห่วง"ธนกิจการเมือง"ต้นเหตุถอนทุน ทำลายประเทศ ปูดพวก"ประมูลตัวนักเลือกตั้ง" ให้ประชาชนจับตาอย่าเลือกเข้าสภา ยันไม่มีสัญญาณ"ยุบสภา"ตอนนี้
ข่าว
11 ธ.ค. 2565 | thamsathit_pol

"จุรินทร์" ห่วง"ธนกิจการเมือง"ต้นเหตุถอนทุน ทำลายประเทศ ปูดพวก"ประมูลตัวนักเลือกตั้ง" ให้ประชาชนจับตาอย่าเลือกเข้าสภา ยันไม่มีสัญญาณ"ยุบสภา"ตอนนี้
11 ธันวาคม 2565 "นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ยังไม่มีสัญญาณอะไรจากนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการประกาศยุบสภา อย่างไรก็ตามการเมืองไม่แน่นอน เหมือนอย่างที่นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาได้กล่าวไว้ ตนเองเห็นด้วย 100% เพราะไม่มีหลักประกันอะไรว่าอุบัติเหตุการเมืองจะเกิดหรือไม่เกิด หรือจะเกิดตอนไหน ทุกฝ่ายต้องเตรียมพร้อม พรรคการเมืองก็ต้องเตรียมพร้อม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใกล้เดินหน้าไปสู่การครบวาระของสภาสมัยนี้ อาจจะครบ หรือไม่ครบ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ทั้งหมด และเป็นสิ่งที่คิดว่าทุกพรรคต้องเตรียมตัว พี่น้องประชาชนต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ "นายจุรินทร์" ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับตนแล้ว นอกจากเรื่องขององค์ประชุมสภา หรือการประชุมสภาแล้ว มีเรื่องที่น่าห่วงอีกเรื่องที่สังคมจะต้องตระหนักติดตามใกล้ชิด คือเรื่อง "ธนกิจการเมือง" ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมากสำหรับประเทศ
"ธนกิจการเมือง ทำลายประเทศมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว การประมูลตัว ส.ส. การประมูลตัวผู้สมัคร เพราะสุดท้ายก็เป็นที่มาของการถอนทุน แล้วนำไปสู่การทุจริต คอร์รัปชั่น และเป็นเรื่องที่นอกจากทำลายประเทศแล้ว ยังทำลายประชาธิปไตยในที่สุด เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นอีกเรื่อง นอกจากเหนือจากเรื่องความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมือง ที่ผมคิดว่าคนไทยทั้งประเทศต้องจับตา และให้ความสำคัญ แล้วต้องไม่เลือกนักการเมืองที่คนอื่นเขามาประมูลตัวได้ ผมขออนุญาตฝากไว้ และขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันตระหนักเป็นพิเศษ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
พร้อมกับย้ำว่า เป็นห่วงเรื่องภัยคุกคามใหญ่ของระบอบประชาธิปไตยประเทศ ณ เวลานี้ และเป็นห่วงว่า นอกจากทำลายประเทศระยะยาว ทำให้เกิดการถอนทุน การทุจริต คอร์รัปชั่นแล้ว ยังทำลายประเทศในภาพรวมระยะยาวต่อไปด้วย และทำลายประชาธิปไตยด้วย เพราะประวัติศาสตร์สอนเรา
"ธนกิจการเมืองรุ่งเรืองเมื่อไหร่ ใช้เงินประมูลตัว ส.ส. เมื่อไหร่ ใช้เงินเป็นปัจจัยหลักในการซื้อตัวคนนั้นคนนี้มาลงรับเลือกตั้ง ทุ่มเทเงินมหาศาล สุดท้ายถอนเงินคืน ทุจริตกันบานเบอะ อันนี้คือประวัติศาสตร์มันสอนเราไว้ ไม่อยากเห็นสิ่งนี้เกิดอีก แล้วก็อยากให้ประชาธิปไตยเดินหน้ายืดยาวได้ ไม่เช่นนั้นการคอร์รัปชั่นการถอนทุนคืน จะกลายเป็นเงื่อนไขกล่าวอ้าง แล้วนำไปสู่สิ่งที่เราไม่อยากเห็นเกิดขึ้นอีก ประวัติศาสตร์มันบอกเรา"
"นอกจากผมห่วงเรื่องประชุมสภาแล้ว ผมก็ห่วงเรื่องนี้ ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ไม่อยากให้ย้อนยุคกลับไปอีก ประชาชนต้องเป็นผู้ต้องติดตาม และไม่สนับสนุนสิ่งนี้ ใครที่ถูกประมูลตัวซื้อไป ก็ต้องไม่เลือก ซึ่งจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดทางหนึ่งสำหรับพี่น้องประชาชน" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึง การที่มีผลโพลออกมาว่า นายจุรินทร์ เป็นนักการเมืองที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต นั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องขอบคุณโพล แต่ความซื่อสัตย์ สุจริตทั้งหมดจะต้องสะสม แล้วต้องใช้เวลาพิสูจน์ ไม่ใช่จะได้มาภายในวันเดียว
"นักการเมืองทุกคน หรือผู้ที่จะพิสูจน์ความซื่อสัตย์ สุจริตได้นั้น ต้องใช้วันเวลาในการพิสูจน์ตัวเอง ผมเองชัดเจนในทิศทางของตัวเองมาตั้งแต่ต้นว่า เราต้องการเดินแนวทางอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอุดมการณ์แห่งความซื่อสัตย์ สุจริต แล้วเราก็ไม่มีทางที่จะไปเขวนอกเส้นทาง เพราะมีแต่สิ่งนี้เท่านั้น ที่จะทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้ และทนทานต่อการพิสูจน์เสมอ ในทุกสถานการณ์ ในทุกวันเวลา ผมมั่นใจว่าสมาชิกประชาธิปัตย์ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคก็เดินตามแนวนี้ ท่านชวน เป็นอีกคนที่เป็นต้นแบบ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ทุกคน อย่างน้อยผมก็มั่นใจว่าเป็นต้นแบบได้เช่นกัน และ 7 คนที่ผ่านมา ผมเป็นคนที่ 8 ก็เดินตามต้นแบบที่เป็นบรรพบุรุษของพรรคมา ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะการยืนหยัดอุดมการณ์ประชาธิปัตย์เท่านั้น แต่ความซื่อสัตย์ สุจริต ยังเป็นอุดมการณ์ของประเทศ ที่ประเทศควรยึดถือด้วย และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะเดินไปตามแนวทางนี้” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
ส่วนที่ผู้สื่อข่าวถามถึงการที่มีสมาชิกพรรคลาออกเนื่องจากไม่ได้เป็นผู้สมัครของพรรคนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ ไม่ขอตอบ เพราะเคยพูดไปแล้วว่า เรื่องคนเข้า - คนออก มีทุกพรรค และแต่ละคนแต่ละฝ่ายก็มีสาเหตุที่แตกต่างกัน ไม่ใช่หมายความว่าถ้ามีคนเข้าแล้วจะ 1-2-3 หรือถ้ามีคนออกแล้วจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตนคิดว่าเรื่องนี้อยู่ที่การตัดสินใจของแต่ละคน เมื่อพรรคตัดสินใจที่จะส่งนาย ก แล้วนาย ข ไม่ได้รับการพิจารณา ก็เป็นสิทธิ์ของ นาย ข ที่จะย้ายพรรค หากเขาประสงค์ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งอีก
"เรื่องปักษ์ใต้ ได้สะท้อนข้อหนึ่งว่า ความนิยมของพรรคยังดีอยู่ ผมมั่นใจว่าดีขึ้นเป็นลำดับ ถึงมีคนแย่งกันลง เมื่อมีคนแย่งกันลง ปัญหาใหม่ก็ตามมา การเมืองมี 2 ด้านเสมอ 1. สะท้อนว่าพรรคมีคะแนนนิยมดี มีคนอยากลง เขตนึงมีคนสนใจแย่งกันลง 2 คน 3 คน แต่มันก็จะมีอีกมุมคือ คนที่พรรคไม่ตัดสินใจเลือกให้ลงก็อาจจะไม่พอใจ ก็ต้องไปอยู่พรรคอื่น อันนี้เป็นปรากฎการณ์ทางการเมืองปกติ เกิดได้กับทุกพรรค" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
พร้อมกับเสริมว่า ไม่มีความกังวล เพราะพรรคมีเป้าหมายชัดเจนแน่นอนว่าเขตไหนเป็นเขตเป้าหมาย และเราจะได้มากกว่าเดิมในพื้นที่ไหนอย่างไร เพราะฉะนั้นทั้งหมดยังไม่มีผลกระทบอะไร
"หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์" ยังได้กล่าวถึงการทำหน้าที่ในสภาของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกคนทราบภารกิจดีอยู่แล้ว และได้หารือกับ นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ รองประธานวิปรัฐบาลมาโดยตลอด เมื่อเช้าก็เพิ่งคุยกันอีกรอบและในส่วนสมาชิกพรรคก็ไม่มีปัญหาอะไร ทุกคนเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง พร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว เพราะเราทราบภารกิจเป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นสิ่งที่เรากำชับไว้ตั้งแต่วันแรกหลังการเลือกตั้ง
ผู้สื่อข่าวถามถึงความเหนียวแน่นระหว่างพรรคร่วม โดยเฉพาะประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย ในเรื่องกฎหมายกัญชา หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องการทำหน้าที่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล และการร่วมรัฐบาลนั้น ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกพรรคที่ร่วมรัฐบาลก็ทราบภารกิจดีอยู่แล้ว ประชาธิปัตย์ก็ทราบภารกิจดีอยู่แล้ว พูดเสมอว่าเรารู้หน้าที่ของเราในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเราเคยเป็นมาแล้วหลายยุค ทั้งการเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลเราก็เคยเป็นมาหลายยุค ดังนั้นการทำงานร่วมกันในฐานะรัฐบาลผสม เราจึงรู้หน้าที่ดี
ส่วนกรณีกัญชานั้น "หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์" กล่าวว่า กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องของกฎหมายรัฐบาล แต่เป็นเรื่องกฎหมายพรรคการเมือง และเป็นนโยบายเฉพาะของบางพรรคการเมือง ซึ่งเราก็ต้องเคารพในนโยบายของเขา แต่จะให้ทุกพรรคร่วมรัฐบาลมาเคารพนโยบายของพรรคการเมืองเฉพาะพรรค มันจะไปกะเกณฑ์อย่างนั้นไม่ได้เสมอไป เว้นแต่ว่าเป็นนโยบายรัฐบาล เพราะถ้าเป็นนโยบายรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคต้องเคารพ และต้องเดินหน้าไปตามนั้น
"เรื่องกัญชา นโยบายรัฐบาลชัดอยู่แล้ว แถลงต่อรัฐสภาผูกพันไปชัดเจนแล้วว่า สนับสนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ และถ้าเป็นเศรษฐกิจ ก็เป็นเศรษฐกิจเพื่อการแพทย์เท่านั้น ไม่มีเรื่องเสรี ไม่มีเรื่องสันทนาการ หรือนันทนาการ เพราะฉะนั้นประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ก็เดินไปตามแนวนี้ อะไรที่นอกเหนือไปจากขอบเขตอันนี้เราก็เป็นสิทธิ์ในการที่เราจะไม่เห็นด้วยได้ เพราะมันไม่ใช่นโยบายรัฐบาล เป็นแค่นโยบายพรรคการเมือง หรือบางพรรคการเมือง หรือจะเป็น หรือไม่เป็นก็สุดแล้วแต่ เพราะฉะนั้นประชาธิปัตย์มีหลัก มีเกณฑ์ในการพิจารณาตัดสินใจอยู่แล้ว ที่ถามว่าแล้วในฐานะพรรคร่วมมีปัญหามั้ย ไม่มี เราแยกออกว่าอันไหนนโยบายรัฐบาล อันไหนไม่ใช่นโยบายรัฐบาล" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว