การที่รัฐบาลจะไปอยู่ฝ่ายค้าน มี 2 ปัจจัย คือ
ประการแรก มองซ้ายมองขวาแล้วเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ หมดสมัยนิติบัญญัติ หมดประชุมเอเปค เปิดอภิปรายทั่วไป ก็ไม่มีอะไร เป็นเพียงส.ส.ธรรมดา อยู่แล้วไม่ได้ประโยชน์ ดังนั้น ก็แสดงความจริงใจไปเพื่อไทยหรือก้าวไกล แต่ถ้าลาออก ขาดการเป็นส.ส.ก็หมดสิทธิ์โหวต อยู่เป็นหอกข้างแคร่ แต่โหวตให้ฝ่ายค้าน หรือไม่ก็ลุ้นให้ขับออกจากพรรคอย่างกรณี "ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า" ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย
ประการที่สอง คิดว่าจะต้องลงไปทำพื้นที่มากขึ้นและเร็วขึ้น เพราะพล.อ.ประยุทธ์ อยู่ครบสมัย ยกตัวอย่าง กรณี "นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ผู้ว่าฯ กทม. ช่วงลงหาเสียงได้ทำมาถึง 2 ปี ถือเป็นการคิดเร็ว เพราะเล่นการเมืองส่วนกลางไม่ได้อะไร ไปทำการเมืองท้องถิ่นตั้งแต่แรกๆ เนิ่นๆ หาเสียง 3 เดือน กับ 1 ปี มีโอกาสชิงคะแนนเสียง
สำหรับเรื่องกฎเหล็ก 180วัน แน่นอนว่าบังคับพรรคการเมือง ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แต่เนื่องจากว่ากฎหมายบังคับให้สังกัดพรรค ดังนั้น คนน้อยมาก ยกเว้นรัฐมนตรีอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ และ อ.วิษณุ ที่เหลือติดกรอบ 180 วัน หาก "บิ๊กตู่" ไปสังกัดพรรคการเมืองหาเสียง ส่วนอ.วิษณุ คงไม่ แต่ไม่สังกัดพรรค ก็ไม่มีนัยะสำคัญ ซึ่ง 90% ติดกรอบ
"แต่ถ้าใช้เป็น ทำนอกรีต ไม่อยากติด ก็ไม่ใช่เงินหาเสียงหรืออามิจสินจ้าง หรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน หรือสัญญาว่าจะให้ ชูนโยบายไปว่าดีอย่างไร เช่น ญี่ปุ่น หรือยุโรป ทำกัน แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็เหมือนการขับรถพอเห็นสัญญาณไฟเหลือง ต้องเตรียมหยุด แต่ดันขับฝ่า แล้วก็แดง ไปจอดรถคากลางทางถนน ทำรถติด ก็ผิด ดังนั้น คนกระทบกับเรื่องนี้ ก็พวกคิดไม่อยู่ในกรอบ" อดีตที่ปรึกษา กรธ. ระบุ