svasdssvasds
เนชั่นทีวี

การเมือง

เปิดใจ"เศรษฐา ทวีสิน" พร้อมเป็นนายกฯหรือไม่ กับ 4 ภารกิจ"วาระแห่งชาติ"

"เศรษฐา ทวีสิน”  นักธุรกิจหมื่นล้าน แห่งอาณาจักรแสนสิริ กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ว่าเขาคือ"หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ" ของพรรคเพื่อไทย แต่ถึงนาทีนี้ โอกาสและความเป็นไปได้อย่างไร มาเปิดมุมมองกับคำถามที่หลายคนอยากรู้

 

"เศรษฐา ทวีสิน"  ชื่อนี้ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่แค่ประสบความสำเร็จจากความเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับหมื่นล้าน  หากแต่ในช่วงเวลา 5 เดือนที่อายุของสภาจะสิ้นสุด ต้องมีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป ชื่อของ "เศรษฐา ทวีสิน " กรรมการผู้จัดการใหญ่แห่งแสนสิริ ถูกสปอร์ตไลท์สาดส่องมากขึ้นไปอีกว่า "เขาคือหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ" ของพรรคเพื่อไทย 

 

เปิดใจ\"เศรษฐา ทวีสิน\" พร้อมเป็นนายกฯหรือไม่ กับ 4 ภารกิจ\"วาระแห่งชาติ\"

 

"เนชั่นทีวีออนไลน์" โดย สองบก.ตัวจริง "วีระศักดิ์  พงศ์อักษร" และ "บากบั่น บุญเลิศ" ได้มีโอกาสจับเข่าพูดคุย "เศรษฐา ทวีสิน"  ล้วงลึกคำตอบในทุกคำถามที่ทุกคนอยากรู้  "พร้อมเป็นนายกฯหรือไม่"

 

"ตอนนี้ผมก็เหมือนเดิม ผมทำงานเจ็ดโมงสี่สิบห้าทุกวัน ผมก็ยังอยู่ที่เดิม เสาร์-อาทิตย์  ยังตรวจไซท์งานเหมือนเดิม  ดูการตลาด ฯลฯ " 

 

เป็นคำตอบแรก ของ"นักธุรกิจหมื่นล้าน" เมื่อถูกเปิดประเด็นคำถามว่า "คุณเศรษฐา" กำลังเป็น"ซีอีโอสาย Callout"  เป็นนักธุรกิจกล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และถูกจับตาว่าจะเป็น"แคนดิเดตนายกฯ" พรรคเพื่อไทย   

 

"เศรษฐา" ชี้แจงว่า "การที่ถูกมองเป็น" ซีอีโอสาย Call out" เขาคงดูจากการกระทำ ผมไม่วิพากษ์วิจารณ์คนทั่วไป ไม่พยายามใช้คำพูดก้าวร้าว คอมเม้นท์ของผมเป็นไปในทางสร้างสรรค์ 

 

"ประการแรก เราอายุหกสิบ ประสบการณ์ที่เราสะสมมานาน สิ่งที่เราได้พูด ได้แสดงความคิดเห็นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนและหวังว่าทางรัฐบาลนำไปใช้บ้างไม่มากก็น้อย" 

 

"ประการสอง  หน้าที่ที่ทำอยู่ กรรมการผู้จัดการใหญ่แสนสิริ เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์  ภาคธุรกิจอสังหาเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพี ถ้าเกิดจีดีพีโตเราก็ดีไปด้วย  ฉะนั้นความหวังดีของผม  คืออยากให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตไปด้วย  

 

"ผมอยากให้คนมีความหวังกับข้อคิดของผม และอยากให้มีความหวังกับคนเป็นรัฐบาลต่อไปว่า อยากจะเสนอเป็นข้อคิดหนึ่งว่า น่าจะทำบ้างในบางเรื่อง"  เศรษฐา แจกแจงถึงการถูกมองว่า เขาเป็นซีอีโอ Call out

 

เคยคิดไหมว่าวันหนึ่งจะไปเล่นการเมือง 


"เศรษฐา" กล่าวตรงไปตรงมาว่า "ไม่เคย" เพราะในครอบครัว ไม่ได้มีคนที่ทำงานการเมือง  รับราชการก็ไม่รับ โดยข้อเท็จจริง เรามาจากพ่อค้าคนจีน แม้นคุณพ่อเป็นทหารมาก่อน แต่ท่านจากไปตั้งแต่ผมสามขวบ เพราะฉะนั้น เรื่องการเมืองไม่มีอยู่ในหัว แต่ว่าในฐานะหน้าที่พลเมืองไทย หน้าที่ที่อยากเห็นบ้านเมืองเจริญก้าวหน้า ถือเป็นหุ้นส่วนประเทศคนหนึ่ง อันนี้เป็นหน้าที่สำคัญ ผมมีความเชื่อทางด้านการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 

 

เปิดใจ\"เศรษฐา ทวีสิน\" พร้อมเป็นนายกฯหรือไม่ กับ 4 ภารกิจ\"วาระแห่งชาติ\"

 

การเมืองในอุดมคติที่อยากเห็นคืออะไร


การเมืองตามแบบของผม  ประกอบด้วยรัฐสภา อยากให้มีรัฐธรรมนูญเป็นกระจกสะท้อนความต้องการของประชาชนส่วนมากที่ชัดเจน ให้สิทธิเสรีภาพ ที่มีความเท่าเทียม เสมอภาค เสรีภาพในการเลือก อาชีพ เพศสภาพ เหล่านี้ เป็นภาพรวมกว้างๆ

 

กติการธน. ปัจจุบันยังไม่ใช่ 


"ผมพูดมาหลายหนแล้ว รธน. ถึงแม้ใช้อยู่ปัจจุบัน เป็นกฎกติกาที่เราอยู่ร่วมกัน จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยต้องเคารพ  แต่ถ้าถามว่า เห็นด้วยไหม เห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยมาก เช่น กรณีที่มาของสว. เลือกโดยคนสิบคน มีเสียง 250 เสียง  ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าเป็นคนไม่ดี แต่ที่มาไม่ถูกต้อง ตรงนี้มีส่วนที่เราจะสามารถแก้ไขได้" 

 

พรรคการเมือง อยากได้"คุณเศรษฐา"มาทำงานการเมือง

 

"ซีอีโอ อสังหาริมทรัพย์หมื่นล้าน"  ตอบกับว่า  อาจเป็นเพราะผมเป็นคนมีเพื่อนเยอะ มีการนำเสนอวิธีคิด วิธีพูด  และอายุอาจได้พอเหมาะพอเจาะ แต่ทั้งนี้ทั้้งนี้ ผมเห็นว่าเป็นหน้าที่คนไทยคนหนึ่ง เป็นสิ่งสำคัญ เราอยู่ในธุรกิจมานาน การช่วยเหลือประเทศมีหลายบริบท นักธุรกิจ นักสงคมสงเคราะห์ นักการเมืองก็ได้ เราไม่ได้ปิดกั้นตรงนั้น เราต้องอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม และที่มาที่ไปต้องถูกต้อง 

 

 

 

ผู้นำประเทศในสถานการณ์ปัจจุบันควรจะเป็นอย่างไร 

 

"เศรษฐา" บอกว่า  การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผู้นำที่จะมาได้ต้องมาจากประชาชน ประชาชนเลือกส.ส. ตัวแทนแต่ละจังหวัด เพราะฉะนั้น เอาประชาชนเป็นที่ตั้งสำคัญ  ผมว่าต้องฟังเสียงจากส.ส. ผู้นำรัฐบาลมีขีดจำกัดหลายๆเรื่อง แต่อะไรที่ฟังได้ เข้าถึงได้ ฟังจากนักธุรกิจ  เอ็นจีโอ  ต้องฟังกลั่นกรองให้ดี และมีแอ็กชั่นแพลนออกมา ไม่ใช่ฟังเฉยๆ การที่ฟังประชาชนเป็นหลัก อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนมากผู้นำต้องมีวัยวุฒิพอสมควร มีประสบการณ์ในสายงาน ไม่ว่าเป็นทหาร นักการเมือง นักธุรกิจ นักสังคมสงเคราะห์  คนเหล่านี้ มีวิจารณญาณที่ดีพอสมควรอยู่แล้วเพราะต้องไตร่ตรอง  

 

"ผู้นำต้องทำสิ่งถูกต้องมากกว่าถูกใจ"

 

"แต่ระยะหลัง มีความรู้สึกว่าเราอาจขาดอยู่บ้าง ผู้นำต้องทำสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าสิ่งที่ถูกใจ  บางเรื่องต้องทำสิ่งที่ถูกต้องอาจไม่ป๊อบบูลาร์เท่าไหร่(คะแนนนิยม) ทีนี้ผมอยากกลับไปตรงปัญหาปัจจุบันของประเทศ คือ ปัญหาปากท้องซึ่งโยงกับเรื่องเศรษฐกิจ อย่างที่กล่าวข้างต้น ถ้าเกิดเอาการเมืองนำบางเรื่องเศรษฐกิจไปไม่ได้  แต่ถ้าเปลี่ยนวิธีคิด เอาเศรษฐกิจนำ และลองดูสิว่า ครอสเช็คมาที่การเมืองสิว่า การเมืองเวอร์คไม่เวิอร์ค แต่ไม่ได้หมายความว่าตามตลอดไป บางอย่างอาจเสียคะแนนเสียงระยะสั้นบ้าง เสียคะแนนบางกลุ่มบ้าง เพื่อมองไประยะยาว  ตรงนี้ความเป็นผู้นำที่ตัดสินใจเด็ดขาดเฉียบพลันเป็นเรื่องสำคัญ  แต่ว่าต้องบริหารความคาดหวังทุกฝ่ายให้ดี ต้องวางโรดแม็ปให้ชัดเจน เบรกเป็นช่วงๆ ไปว่า ไม่มีการมาเหมือนแบบขายฝัน" 

 

จะบริหารจัดการความคาดหวังนั้นอย่างไร

 

ตรงนี้เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญมาก ผมเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ เวลาที่จะต้องประสานกับสถาบันการเงิน เราต้องกู้ สมมติไตรมาสนี้ เราอยู่ในธุรกิจ 20-30 ปี  เราสื่อสารถึงความคาดหวัง ถ้าคาดหวังไม่ดี ไม่เป็นจริง พูดอะไรเขาไม่เชื่อ เราไม่ต้องพูดข่าวดีเสมอไป แต่ข่าวร้าย ร้ายแค่ไหนเราจะอยู่ต่อไปอย่างไร และจะกลับมาดีอย่างไร

 

"ยกตัวอย่าง เรื่องการเมือง ผมไม่เคยเป็นนักการเมือง แต่เคยคิดถึงผู้ที่บริหารประเทศ  เช่น ถ้านายกฯหรือรมต.เศรษฐกิจ ออกมาตรการอาจมีทั้งบวกและลบ มีสามสี่เสาหลักต้องคิดให้ดี   หนึ่ง คนช่วยสื่อสาร  ช่องทางดีที่สุดคือ"สื่อมวลชน" ต้องอธิบายให้สื่อฟังก่อน เพราะถ้าสื่อบอกนายกฯต้องเป็นแบบนี้ก็จะปรับปรุงตามบริบท  สอง เกี่ยวกับภาคประชาสังคม เอ็นจีโอ  ไม่ใช่ให้เขาแค่อ่านหนังสือพิพม์ เราต้องให้เกียรติทุกคนต้องไปคุยกับหัวหน้า  ต้องสื่อสารกับผู้เกี่ยวข้อง เขาอาจมีข้อแนะนำ เพื่อนำมาปรับ อย่าถือยศถืออย่างว่าเราเป็นผู้นำประเทศ จะทำอะไรก็ทำ ไม่ใช่ได้เสียงข้างมากมาแล้วหรือแลนด์สไลด์" 

 

"เศรษฐา" ยังได้ย้อนถามพิธีกร สมมติผมเป็นนายกฯ ผมอยากคุยกับผู้บริหาร เจ้าสัวใหญ่ ตอนห้าทุ่มหรือเจ็ดโมงเช้า คุณจะมาไหม คำตอบ มา เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องนอนน้อยหน่อย เพราะคุณถูกเลือกให้มาทำงาน 24 ชั่วโมง เป็นงานเสียสละ คุณต้องทำแบบนี้ คุณก็ต้องเรียกมาสื่อความกับเขา และคุณต้องให้เกียรติสื่อความกับเขา

 

มีการพูดกันในพรรคเพื่อไทย ว่า"คุณเศรษฐา"เป็นที่คาดหวังคนรุ่นใหม่จนถึงเป็น"Call out"

เศรษฐา  ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่แสนสิริ

"เศรษฐา" ตอบคำถามนี้อย่างแหลมคม  "เป็นเรื่องที่บอบบางนะ ถ้าผมเริ่มคิดตรงนั้นเมื่อไหร่ แสดงว่า ผมเริ่มหลงในสิ่งที่ผมอยากได้ยิน แต่จริงๆเสียงที่ผมควรได้ยินมากที่สุด คือเสียงไม่อยากได้ยิน"   

 

"เศรษฐา" อธิบายถึงการทำงานของเขาในภาคเอกชน  ผมบริหารที่นี่ เต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นนายกฯทำแบบนั้นไม่ได้นะ   ระยะหลังเห็นผมกับเครือข่ายภาคสังคม บางคนก็ไปโยงมาที่การเมือง ซึ่งผมทำเรื่องภาคสังคมมานานแล้ว

 

"เราอยู่ด้วยกันหลายเจนเนอเรชั่น แต่ละคนมีบุคคลที่ตนเองรักและเคารพ แตกต่างกัน เพราะฉนั้นการที่เราเป็นผู้นำองค์กร ต้องพยายามให้ความเสมอภาค ให้ความเท่าเทียมเข้าถึงทุกคน ถ้าเราไม่เข้าใจบุคคลเหล่านี้ สังคมที่เราอยู่เล็กๆอย่างแสนสิริ ก็เป็นไปด้วยความลำบาก แต่ถ้าเราสามารถทำตรงนี้ได้ดี ทุกๆคนทำเหมือนฟันเฟือง เคลื่อนไหวประเทศเป็นไปได้"

 

ความฝันแรงบันดาลใจ เป็นสิ่งสำคัญคนรุ่นใหม่ มองเห็นตรงนี้อย่างไร 


"เรื่องใหญ่มาก ใหญ่ที่สุดคืออนาคตประเทศ ในปีที่ผ่านมามีสถิติตัวเลขน่ากลัวมากว่า ประชากรไทยลดน้อยลงเป็นครั้งแรก แสดงว่าคนมีลูกน้อยลง เสียชีวิตช้าลงเพราะเรื่องการแพทย์สูงขึ้น  อย่างเมืองจีน มีสถานการณ์โควิด ปิดประเทศ ทุกคนช่วยกระตุ้นศก. ภายในได้ประเทศมีประชากรมากกระตุ้นศก.กันเองได้ แต่ประเทศเราประชากรลดน้อยถอยลงไป คนไม่อยากมีลูกเพราะอะไร มีหลายเหตุผล เพราะความไม่เสมอภาค ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เช่นเรื่องวิจัยมาแปดสิบสี่เปอร์เซนต์ ไม่เห็นด้วย กับการเกณฑ์ทหาร  เขาบอกสถาบันทหารศักดิ์สิทธิ์  เด็กเองน่าจะเข้ารับเกณฑ์ทหารด้วยความสมัครใจ แต่เมื่อไหรที่บังคับ  คนสมัยใหม่อยากมีออฟชั่น อยากมีทางเลือกเอง ทั้งการศึกษา ระบบสาธารณสุข  เช่น โควิด จะได้รับการเทคแคร์ อย่างเหมาะสมถูกต้อง   สมัยก่อนคนจบมาอยากทำงานภาคธุรกิจเอกชนชื่อดัง แต่สมัยนี้ไม่ใช่  เขาอยากทำงานเกี่ยวข้องคุณค่ากับเรื่องทางสังคม เรื่องกรีน"

 

ตรงนี้ ก็เป็นหน้าที่รัฐบาล เอกชน  ให้เข้าระบบการศึกษาที่ใช้ได้ ระบบสาธารณสุขที่ดี การงานอาชีพไม่ถูกบังคับให้เป็นอะไร ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ค่อยๆแก้ไข มีการพูดคุยในเวทีที่เหมาะสม ในภาษาที่ทุกคนรับได้  ผมเชื่อว่า เด็กรุ่นใหม่ เป็นภาคส่วนที่ต้องการทะนุถนอม ที่ต้องการคำอธิบายที่ดี เป็นกำลังของชาติ ไม่เช่นนั้น ถ้าเขาหลุดออกมา เขาอยากออกไป ก็ไปว่าเขาเป็นพวกชังชาติ ไม่รักดี  เหล่านี้ ผมไม่เห็นด้วย ผมประณาม เพราะคนที่ไปได้คือมีทางไป โอกาส ต้องเก็บเขาไว้ อย่าไปหลอกเขา อย่าไปขายฝันเขา อะไรทำได้ ทำให้เขาดูก่อน ผู้นำในองค์กรในประเทศ อยากทำให้เขา ให้เขาเห็นแสงสว่างในอนาคต" เศรษฐา ให้มุมมองต่อการสร้างความเข้าใจกับคนรุ่นใหม่  

 

ไม่คิดว่า การที่รัฐบาลไปตอบโจทย์ความต้องการคนรุ่นใหม่ เป็นการสปอยล์คนรุ่นใหม่หรือ  

 

"เศรษฐา" บอกว่า หน้าทื่รัฐบาล ต้องตอบโจทย์คนทุกคน คุณเป็นคนของประชาชน คนรุ่นใหม่ เป็นภาคส่วนที่ต้องทะนุถนอมเขา บริหารจัดการทะนุถนอมเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ผมว่า เรื่องสปอยล์ ไม่สปอยล์เป็นเรื่องเหตุผลมากกวา เราไม่ได้ทำอะไรพิเศษให้เขา ไม่ว่าสิทธิเสรีภาพการเลือก  เกณฑ์ทหาร  การเข้าเรียนสถาบันอุดมศึกษา เรื่องหาแหล่งงานที่เหมาะสม เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทำอยู่แล้ว รัฐบาลอาจทำอยู่แล้ว แต่อาจบกพร่องทางการสื่อสาร อาจปรับวิธีการสื่อสาร อย่าใช้อารมณ์  เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว

 

เปิดใจ\"เศรษฐา ทวีสิน\" พร้อมเป็นนายกฯหรือไม่ กับ 4 ภารกิจ\"วาระแห่งชาติ\"

 

ไม่เห็นด้วยกับนโยบายพรรคการเมืองบางพรรค 

 

พรรคการเมืองบางพรรคเสนอนโนบาย ยกเลิกเกณฑ์ทหาร  ยุติทหารแทรกแซงการเมือง นายพลเกษียณ ภายใน 7 ปี ห้ามเป็นรัฐมนตรี 


ประเด็นนี้ "เศรษฐา" ให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า  พรรคการเมือง ที่ออกนโยบาย การเป็นนักการเมือง หรือเป็นประชาชนอย่างผม ที่เป็นนักธุรกิจ นโยบายบางนโยบายออกเพื่อดึงโหวตเตอร์  อีกสเต็ปหนึ่ง ทำได้จริงหรือเปล่า  ยังไม่ต้องถามลึกกว่านั้น ว่าควรทำหรือเปล่า

 

"เราไม่อยากให้ใครด้อยค่าเรา ก็อย่าไปด้อยค่าคนอื่น  อย่างบางเรื่องนายทหารที่มีความรู้ความสามารถทางการเมืองก็มี เขาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ การไปบอกห้ามเป็นโน้นเป็นนี้ ถือว่าไปริดรอนสิทธิเขา เราเป็นผู้ใหญ่ ต้องมีสตินึดนึง เรื่องบางเรื่องโฟกัสสิทธิเสรีภาพดีกว่า ผมถึงพูดแต่เรื่องเกณฑ์ทหาร ผมอยู่เมืองนอก ฉายภาพเป็นทหาร เป็นอาชีพมีเกียรติ  เขาดึงดูดให้มาเป็นไม่ได้บังคับให้เป็น ปัจจุบันเรารบด้วยความคิด จำเป็นไหม ที่บังคับเขามาเป็น"  

 

"ผมอาจเอาตัวเองเป็นหลักนิดที่ว่าต้องใช้คำว่า ปฏิรูป ไม่มีใครแฮปปี้หรอก เปลี่ยนวิธีคิด บังคับให้คนมาเกณฑ์ทหาร  มาเป็นนักบิน มาเป็นนายช่างในกองทัพ มาทำบัญชีก็ได้ มีสวัสดิการที่มั่นคง มีทุนการศึกษา มีเกียรติมีศักด์ศรี ถ้าสื่อสารที่เหมาะสมแบบนี้ คนอาจอยากเข้ามาเองก็ได้ไม่ต้องบังคับ"  

 

"บางเรื่องผมคิดว่าทำได้เลย เช่น ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ไม่เห็นยากเลย ถ้าคุยกับสถาบันทหารให้รู้เรื่อง แต่ถ้าหยิบยกเอามาบางเรื่องมาหาเสียงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะมันเป็นการไปริดรอนสิทธิเขา เช่นห้ามนายพล มาเล่นการเมือง" 

 

"เศรษฐา" ให้มุมมองต่อการที่รัฐบาลไม่มีเสียงแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็จะกระทบต่อการบริหารงานภายใน อย่างเช่น กรณี รัฐบาลปัจจุบัน ดูอย่างนักธุรกิจเข้าไป "คุณสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์" รองนายกฯและรมว. พลังงาน  ผมก็เห็นใจท่าน  ท่านเป็นรองนายกฯเศรษฐกิจ   แต่ไม่ได้คุมกระทรวงเกษตรฯ จะดูแลพืชผมได้อย่างไร  คุมแต่พลังงาน  มันก็ลำบาก เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งครั้งต่อไปผมถือว่า เป็นจุดเปลี่ยนประเทศ  ที่บอกเป็นจุดเปลี่ยน ถ้าจะเลือกต้องเลือกให้ขาด จะได้ไม่ต้องมีอธิบายว่า ทำไมทำไม่ได้  

 

ถึงตรงนี้ สองบก. จึงแซวว่า พูดเหมือนพรรคเพื่อไทย  ต้องเลือกให้ขาด ทำเอา "เศรษฐา" แซวกลับ "เขาบอกว่า ต้องแลนด์สไลด์ไม่ใช่หรือ"  (หัวเราะ)  

 
"เศรษฐา" ย้ำว่า " ผมเชื่อว่านักธุรกิจหลายคน อยากเห็นให้มันชัดเจน คนบริหารจัดการประเทศได้ไม่มีปัญหาพรรคนั้นคุมตรงนั้นตรงนี้ สำคัญที่สุดเมื่อผลเลือกตั้งออกมาแล้วต้องยอมรับเหตุผล

 

คิดอย่างไรที่ประเทศไทย ติดกับดักความขัดแย้งทางการเมืองมาอย่างยาวนาน 

 

"เศรษฐา" ยอมรับว่า  สะสมมานานส่งผลชัดเจนต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  ดังนั้นถ้าเป็นรัฐบาลใหม่ได้ฉันทามติเข้ามาจากประชาชน ด้วยจำนวนเสียงที่มากแล้ว สามารถควบคุมอะไรได้ น่ามาลองดูทั้งหมด ว่าต้นตอความขัดแย้งเกิดจากอะไร ถ้าเกิดมีการแก้ไข ก็อย่าทำเพื่อคนกลุ่มเดียว หรือเพื่อคนคนเดียว หรือคนไม่กี่กลุ่ม เพราะมีหลายภาคส่วน และส่งผลต่อบุคคลไร้เดียงสาที่เกิดมาวันนี้เลือกตั้งได้หมดแล้ว

 

เป็นไปได้ไหม รัฐบาลเสียงข้างมากสามารถแก้ไขความขัดแย้ง 


"อันนี้สังคมโลกสวย ที่เราอยากให้เป็น ลำบาก เพราะเรื่องความเกลียดชังแบ่งขั้วลึกมาก ฉะนั้นใครก็ตามเข้ามาบริหารประเทศ ต้องดูองค์รวมทั้งหมด เสาหลักที่ค้ำประเทศ และเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง พิจารณาอะไรสำคัญที่สุด"

 

"ผมมองว่า เรื่องปัญหาปากท้องสำคัญที่สุด ถัดจากนั้น เรื่องของสิทธิเสรีภาพ  รธน.ต้องมีการแก้ไข  อาจรวมไปถึงเรื่องการแก้ปัญหาที่สะสมมาสิบหกสิบแปดปี ต้องมีการตั้งสสร.ชัดเจน แต่จะเขียนอย่างไร เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง เรื่องภูมิศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ  เราไม่ได้อยู่คนเดียว เวลาสงครามเกิดขึ้นมีคนได้คนเสียตลอดเวลา ช่วงเวลาแปดปีหลัง ผมคิดว่า ประเทศไทยบนเวทีโลก เกือบไม่มีที่ยืน เราไม่ได้ปรากฎตัวแสดงตัวตนของเรา ไม่ได้แสดงศักยภาพจะด้วยเหตุผลใด ผมไม่ทราบ 

 

บุคคลิก"คุณเศรษฐา"เป็นคนตัดสินใจเด็ดขาด แน่วแน่ ปรับเปลี่ยนได้ยากจริงไหม 

 

"ผมเป็นคนที่ตัดสินใจเด็ดขาด และทุกอย่างที่ผมตัดสินใจ ไม่ถูกหมด ผมคิดว่า ที่ตัดสินใจถูกมากกว่าครึ่งเยอะ เปลี่ยนไปได้ยากขึ้นอยู่กับเรื่องแต่ละเรื่อง ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ ผมตัดสินใจไปแล้วคำนึงถึง เจ็ดข้อในสิบข้อ อีกสามข้อไม่ได้คำนึงถึง และมีการเตือน ข้อแปด ข้อสิบมีนัยยะ ผมเปลี่ยนได้ อยู่ที่เรื่องอะไร  เช่น กรณีแสนสิริ  ผมคำนึงบนผลประโยชน์สี่เสาหลัก  คือ ผู้ถือหุ้น พนักงาน  สังคม ลูกค้า ต้องบาลานซ์ให้ดี" 
 

"แต่ถ้าเป็นเรื่องประเทศ คุณต้องคำนึงถึงทุกภาคส่วน ราชการ   ประชาชน สถาบัน  สถาบันทหาร เอ็นจีโอ สื่อ นักธุรกิจ คือนับได้หมด ทุกคนมีส่วนทำให้ประเทศนี้ ยิ่งใหญ่อีกครั้ง" 

 

เปิดใจ\"เศรษฐา ทวีสิน\" พร้อมเป็นนายกฯหรือไม่ กับ 4 ภารกิจ\"วาระแห่งชาติ\"

 

ถึงตรงนี้  สองบก.กล่าวถึงบุคลิกนักการเมืองไทย ยืดหยุ่นสูง แต่"คุณ เศรษฐา" ค่อนข้างไม่ยืดหยุ่น ตรงนี้ในทางการเมืองจะทำให้อยู่ยากหรือเปล่า ปรากฎว่า "เศรษฐา" ตอบกลับทันทีว่า "ขอสเต็ปแรกก่อน ต้องอยากเป็นก่อน (หัวเราะ) 

 

สองบก. จึงถามกลับทันที แล้วอยากเป็นนายกฯไหม 

"เศรษฐา" ตอบ "ไม่อยากครับ" 

 

ถาม ทำไมสปอตไลท์พุ่งมาที่"คุณเศรษฐา"


"ผมไม่ทราบเหมือนกัน" 


ถาม แต่วันหนึ่งต้องเป็น พร้อมไหม


"เศรษฐา" ตอบว่า "อะไรคือจำเป็น ผมคิดว่า  ผมทำได้ทุกอย่าง ถ้าเกิดให้ผมเดินบนน้ำก็เดินไม่ได้จมอยู่ดี  ถ้าวันหนึ่งเป็นผู้บริหารองค์กร ผมคิดว่า มีความเป็นไปได้ แต่ขึ้นอยู่กับหลายอย่าง วันนี้กับหกเดือนข้างหน้า สถานการณ์อาจแตกต่างกัน "แลนด์สไลด์ ไม่แลนด์สไลด์" พรรคร่วมรัฐบาล ไอเดียค่อนข้างแตกต่างกัน องค์ประกอบต่างต่างนานา ค่อนข้างบอบบางที่เราสรุปกันตอนนี้ แต่ถ้าถามว่า อยากเป็นไหม บอกตรงๆไม่อยากเป็น" 

 

สองบก.คงรุกคำถามต่อไปว่า แต่ไฟท์บังคับประเทศเป็นแบบนี้ สังคมต้องการผู้นำรุ่นใหม่ชื่อ"เศรษฐา" เป็นแคนดิเดต

 
"ซีอีโอหมื่นล้าน"  ตอบว่า คนเรามีแคนดิเดตได้ ไม่ว่าเป็นคุณอนุทิน ชาญวีรกูล  คุณพิธา  ลิ้มเจริญรัตน์  คุณอุ๊งอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร หลายท่านก็รู้จักกัน มีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ผมก็เป็นแค่หนึ่งในหกสิบแปดล้านเสียงเท่านั้น  แต่ว่าอยู่ตรงไหนก็ตามที่ช่วยบ้านเมืองได้หมด


สองบก. ย้อนกลับไปถามถึงบุคลิก"เศรษฐา"อีกครั้งว่า เป็นคน ตัดสินใจเด็ดขาด มีประสบการณ์ แต่ข้อเสีย ขาดความยืดหยุ่น  

 

คราวนี้ "เศรษฐา" ตอบว่า  เรื่องความยืดหยุ่น ประสบการณ์ที่ผมมีแสนสิริ ก็มีความยืดหยุ่นพอสมควรนะที่มาถึงจุดนี้ แต่ถ้ามาเป็นนักการเมือง นักสงคมสงเคราะห์จะยืดหยุ่นได้ อันนี้ผมไม่เคยคิด ว่าจะต้องทำอย่างไร เป็นเรื่องอนาคต 

 

สมมติพรรคเพื่อไทยชักชวนหลังจากแลนด์สไลด์ เข้าทำงานการเมือง  4 เรื่องที่อยากดำเนินการเป็นรูปธรรมคืออะไร 


"เศรษฐา" กล่าวว่า  "ถ้าตอบได้ทันทีแสดงว่าผมพร้อม" 

อันนี้เป็นทริกเควสชั่น เรื่องนี้ไม่เป็นความลับอะไร ทุกคนก็รู้ว่าประเทศต้องการอะไร อาจไม่เรียงตามลำดับ ถ้าเกิดเป็นผู้นำประเทศต้องทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน

 

  • เรื่องปากท้องเศรษฐกิจชัดเจน 
  • รธน.ต้องผลักดันแก้ไข
  • สิทธิเสรีภาพให้มีความเสมอภาค 
  • ยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ                               

 

"เศรษฐา"  ขยายความว่า โดยเฉพาะการเมืองระหว่างประเทศ ต้องมีจุดยืนให้ชัด มีตัวตนที่น่าเกรงขาม มีศักดิ์ศรีบนเวทีการค้าโลก เราไม่สามารถอิงสหรัฐ รัสเซีย จีน เราสามารถให้ซูเปอร์เพาเวอร์แต่ละประเทศแตกต่างกัน  

 

เรื่องของความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพ  เรื่องกฎหมายนำมาซึ่งความเสมอภาค เช่น เพศสภาพ  ใช้คำว่าเป็นซอฟท์เพาเวอร์ของเมืองไทย นอกจากเงินในกระเป๋า เรื่องของความสบายใจที่อยู่ในสังคม เป็นเรื่องสำคัญส่งผลให้กับเด็กรุ่นใหม่ ผมถือว่าเป็นความท้าทายส่วนตัว ถึงแม้ผมไม่ได้เป็นอะไรก็ตาม(ทางการเมือง ) แต่ในองค์กรของผมเรื่องเด็กอนาคตการศึกษา สิทธิสรีภาพในการเลือก ผมถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่เลือกได้นาทีแรก ไม่ต้องเป็นนายกฯหรอก อยู่ในองค์กรนี้ก็ทำได้ให้สิทธิ ให้โอกาสเขาที่เท่าเทียมเหมาะสม ให้เขารู้ว่า สังคมเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน โดยไม่มีความเหลื่อมล้ำที่สูง 

 

เปิดใจ\"เศรษฐา ทวีสิน\" พร้อมเป็นนายกฯหรือไม่ กับ 4 ภารกิจ\"วาระแห่งชาติ\"

 

สองบก.เปิดคำถามเชิงรุก ตกลงเขา( ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย) ติดต่อทาบทามหรือยัง

 

" เศรษฐา"  เลี่ยงที่จะตอบโดยกล่าวเพียงว่า เรารู้จักกันอยู่แล้ว พี่หมอทั้งสองท่าน ( นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริยเดช / นพ.สุรพงษ์  สืบวงศ์ลี )  นายกิตติรัตน์  ณ ระนอง คุ้นเคยกันดี 

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น "เศรษฐา" ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาและย้ำตั้งแต่แรก เขาไม่ใช่นักการเมือง เรื่องของเกมการเมืองยิ่งไม่เข้าใจ หรือแม้แต่ คนการเมือง คนในพรรคที่มองว่า "เศรษฐา" มีจุดอ่อนคือการไม่เข้าใจ ความรู้สึกนึกคิดความต้องการของชาวบ้านระดับล่าง    



"ไม่เคยคิดให้ใครมาโหวตให้ จึงไม่คิดว่าเป็นจุดอ่อนจุดแข็ง เป็นความคิดที่ถูกขัดเกลามา ถึงแม้ว่าสินค้าผมราคาแพง แต่บ้านผมก็มีราคาเจ็ดแปดเก้าแสน  คงต้องมีคนหยิบยกขึ้นมาพูด แต่ว่าบทพิสูจน์ไม่ได้อยู่ที่การพูด  มันอยู่ที่การกระทำมากกว่า  ถึงแม้ผมจะไม่มา(ทางการเมือง) ก็ไปทำหน้าที่อื่นได้อยู่ดี"  
 

"ตอนนี้ พรรคการเมืองยังไม่ได้ตัดสินใจ เราต้องให้เกียรติเขาด้วย ขณะที่การทำงานกับแสนสิริก็ไปได้ดี คนที่นี่ต้องการผมอยู่เหมือนกัน  เป็นอะไรที่เราต้องคิดให้รอบคอบ"  เศรษฐา ทวีสิน กล่าวทิ้งท้าย