“เชื่อว่าทุกคนที่มางานนี้คงจะมีแต่ความสุข รู้สึกเป็นเกียรติที่เราได้มาร่วมงาน และหวังว่าอนาคตจะได้จัดงานที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ไปเรื่อยๆ ที่นี่ต้องเป็นลิตเติ้ลอินเดียที่คนที่ทั่วโลกรู้จัก และทุกคนต้องมาที่นี่”
ด้านนายสรเทพ เห็นว่า การส่งเสริมเทศกาลในลักษณะดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจ ทั้งในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี และระดับรากหญ้า ที่ซบเซาลงอย่างมาก เพราะสถานการณ์โควิดฟื้นกลับมาได้ ซึ่งตนได้ร่วมกับ พี่น้องชาวไทยเชื้อสายอินเดีย เริ่มต้นรณรงค์ ให้มีการจัดงานดิวาลีนี้ ตั้งแต่ช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ก. และ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพรรคไทยสร้างไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม ต้องขอชื่นชมจากใจจริง ที่สมาคมชาวอินเดียได้มีความคิดในการจัดงานดิวาลี พื้นที่พาหุรัด คลองโอ่งอ่าง และสะพานเหล็กในปีนี้ ซึ่งเป็นการจัดงานที่สวยงามและสนุกสนามมาก
ขณะที่นายราม กล่าวถึง ประวัติความเป็นมาของเทศกาลนี้ซึ่งแตกต่างไปตามตำรา แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เป็นตำนานของพระราม ร่างอวตารของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ เทพเจ้าองค์หนึ่งของฮินดู ที่ลงมาปราบ นนทก หรือ ทศกัณฑ์ในบันทึกรามายนะ และทรงได้รับชัยชนะกลับมา โดยทั่วไปแล้วเทศกาลดิวาลีจะมีการเฉลิมฉลอง 5 วัน โดยมีวันที่ 3 หรือที่เรียกว่า “อะมาสวัสยะ” เป็นวันที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นวันที่มืดที่สุดตามปฏิทินฮินดู แต่ก็เป็นวันที่แสงสว่างเริ่มกลับมาด้วยเช่นกัน แต่การเฉลิมฉลองจะเริ่มต้นก่อนวันอะมาสวัสยะและสิ้นสุดลงสองวันหลังวันอะมาสวัสยะ ซึ่งในวันสำคัญนี้ชาวฮินดูมักจะออกไปจับจ่ายซื้อของ เหมือนกับช่วงตรุษจีนและคริสต์มาส รวมถึงออกมาจุดพลุหรือดอกไม้ไฟเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลดิวาลีที่จัดต่อเนื่องตลอด 5 วันด้วย